รับมือกับธนาคาร
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสิ่นหลินก็ขับรถมาถึงสำนักงานใหญ่ของธนาคารก่อสร้างแห่งประเทศจีนสาขาหางโจว
ทันทีที่รถของเสิ่นหลินแล่นเข้าสู่ลานจอดรถของสำนักงานใหญ่
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็รีบเดินเข้ามา พร้อมนำทางเขาไปยังที่จอดรถสำหรับลูกค้า VIP
ที่จอดรถนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องโถงบริการลูกค้าเลยทีเดียว
เรียกได้ว่าทำเลดีมาก
เสิ่นหลินลงจากรถ แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ล็อบบี้ของธนาคาร
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในประตู สายตาของผู้จัดการล็อบบี้ก็สว่างวาบ รีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที
“สวัสดีครับคุณลูกค้า ไม่ทราบว่ามีธุรกรรมอะไรให้เราบริการบ้างครับ?”
“ผมนัดผู้จัดการไว้ครับ นามสกุลเสิ่น”
“คุณเสิ่นหลินใช่ไหมครับ?”
เสิ่นหลินไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยที่อีกฝ่ายรู้จักเขา
เพราะเขาคือลูกค้าระดับเงินสดหมุนเวียนหลักร้อยล้านของธนาคารนี้
ถ้าธนาคารระดับท็อปอย่างธนาคารใหญ่ทั้งสี่ยังดูแลรายละเอียดพวกนี้ไม่ได้
เสิ่นหลินก็คงต้องบอกว่า ไม่คู่ควรกับชื่อเสียงระดับนั้นแล้ว
“เชิญคุณเสิ่นทางนี้เลยครับ ห้อง VIP อยู่ชั้นสอง”
ผู้จัดการล็อบบี้นำทางเสิ่นหลินไปยังห้องรับรอง VIP ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา
ห้องนั้นกว้างขวาง เต็มไปด้วยโซฟาหนังขนาดใหญ่เรียงราย และพรมขนแกะนุ่มใต้เท้าการตกแต่งโดยรวมทำให้เสิ่นหลินรู้สึกคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
แล้วเขาก็นึกออกมันคล้ายกับห้องรับรองแขกต่างชาติของผู้นำในข่าวนั่นเอง
เสิ่นหลินยิ้มบาง ๆ แล้วนั่งลงอย่างสบายใจ
ผู้จัดการล็อบบี้จึงชงชาให้ พร้อมนำของว่างมาวางไว้ตรงหน้าเขาอย่างนอบน้อม
ทุกอย่างจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อย
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดสูททำงานเรียบหรู พร้อมถุงน่องสีดำ ก็เดินเข้ามาในห้อง VIP
ผู้จัดการล็อบบี้รีบแนะนำอย่างสุภาพ
“คุณเสิ่นครับ คนนี้คือสวี่หลี่ เลขาส่วนตัวของผู้จัดการเสี่ยวครับ!”
“คุณเสิ่น ตั้งแต่ตอนนี้ฉันจะเป็นคนดูแลคุณนะคะ”
หญิงสาวนามว่าสวี่หลี่เดินเข้ามาหาเสิ่นหลิน แล้วยื่นมือออกมาพร้อมรอยยิ้ม
เสิ่นหลินยื่นมือออกไปจับตอบ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
ผู้จัดการล็อบบี้จึงขอตัวออกจากห้องไป
สวี่หลี่มองหน้าเสิ่นหลินแล้วรู้สึกตกใจอยู่ในใจ
ถึงแม้ว่าผู้จัดการเสี่ยวจะบอกไว้แล้วว่า คุณเสิ่นยังหนุ่มมาก
แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะ หนุ่มขนาดนี้
เธอตั้งสติได้ก็กล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
“คุณเสิ่นคะ ตอนนี้ผู้จัดการเสี่ยวติดประชุมอยู่ แต่จะตามมาในไม่ช้านี้ค่ะ ขออภัยที่ต้องให้รอสักครู่”
ได้ยินดังนั้น เสิ่นหลินก็รู้สึกขัดใจเล็กน้อย
เพราะการมาครั้งนี้ไม่ใช่การมาแบบไม่มีนัด
อีกฝ่ายเป็นคนชวนเขามาเอง แล้วกลับบอกว่าติดประชุม?
อะไร คิดจะโชว์อำนาจกันเหรอ?
แต่ถึงอย่างนั้น เสิ่นหลินก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจออกไปเลย
เพียงแค่พูดเรียบ ๆ ว่า
“โอเคครับ”
เขาไม่คิดจะฝืนอะไรอยู่แล้วถ้าอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกไม่ประทับใจ
อย่างมากก็แค่เปลี่ยนธนาคาร
ไม่มีทางที่เขาจะต้องประจบใครทั้งนั้น
ก็ในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้จน
อีกอย่าง เสิ่นหลินก็รู้ดีว่า สมัยนี้ธนาคารไม่ได้มีอำนาจผูกขาดเหมือนในอดีตอีกแล้ว
ใคร ๆ ก็เอาเงินไปฝากใน อาลีเพย์ กันหมด
ดังนั้น คนที่ถือเงินสดหมุนเวียนเป็นร้อยล้านแบบเขา
ไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องได้รับการต้อนรับในฐานะแขกคนสำคัญ
แต่ก็ไม่ต้องรอนาน
ราวห้านาทีให้หลัง ก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะชัดเจนจากนอกห้อง VIP
“คุณเสิ่นคะ ผู้จัดการเสี่ยวมาถึงแล้วค่ะ!”
สวี่หลี่ยิ้มพลางพูด ก่อนจะลุกไปเปิดประตูให้
แล้วเสิ่นหลินก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา
ใบหน้าเรียวสวย ผมยาวหยักศกเป็นลอนอ่อน ๆ
เธอสวมชุดสูทสีดำเรียบหรู คู่กับเสื้อเชิ้ตขาวด้านใน
ลุคเรียบง่ายแต่ดูดี ตัวเสื้อเข้ารูปแนบกับเรือนร่างเน้นส่วนเว้าโค้งพอดีราวกับตัดมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ
แม้จะแต่งหน้าเพียงบางเบา แต่ก็มีออร่าของผู้บริหารเปล่งออกมาเต็มที่
แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นหลินตกใจที่สุดก็คือเธอ ยังดูเด็กมาก
เสี่ยวรั่วเว่ยเดินเข้ามาในห้อง และทันทีที่เธอเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลานั่งอยู่บนโซฟาก็อดรู้สึกตกตะลึงอยู่ลึก ๆ ไม่ได้
เขาดูเด็กเกินไปจริง ๆ
เสี่ยวรั่วเว่ยเก็บสีหน้าเรียบเฉยไว้ได้ดี เดินตรงเข้ามาหาเสิ่นหลิน ก่อนที่สวี่หลี่จะทันได้แนะนำ
เธอก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงไม่ต้อง แล้วส่งยิ้มให้เสิ่นหลินพร้อมยื่นมือออกไป
“ฉันเดาว่าคุณต้องเป็นคุณเสิ่นแน่ ๆ หนุ่มกว่าที่คิดไว้มากเลยค่ะ เป็นดาวรุ่งตัวจริงเลยนะคะ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเสี่ยวรั่วเว่ย ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ ที่ควรจะออกมาต้อนรับก่อน แต่มีการประชุมด่วนที่สำนักงานใหญ่เลยล่าช้ามา หวังว่าคุณเสิ่นจะไม่ถือโทษเรื่องการต้อนรับในครั้งนี้นะคะ”
เสิ่นหลินแม้จะยังมีความขุ่นใจอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยวรั่วเว่ย
เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจแสดงอำนาจ แต่เป็นเพราะมีธุระจริง ๆ
เขาจึงยื่นมือออกไป จับปลายนิ้วของเธอเพียงหนึ่งในสามตามมารยาท แล้วตอบกลับอย่างสุภาพ
“ผู้จัดการเสี่ยว ไม่ต้องเกรงใจครับ คุณเองก็ดูยังสาวมากเช่นกัน”
“ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะคุณเสิ่น งั้นขอเข้าเรื่องเลยนะคะ?”
หลังจากจับมือกัน เสี่ยวรั่วเว่ยก็นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามเสิ่นหลินอย่างสง่างาม
เธอมองเขาพร้อมรอยยิ้มอ่อน
“เชิญเลยครับ”
เสิ่นหลินตอบเรียบ ๆ
“ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณที่คุณเสิ่นไว้วางใจธนาคารของเรา แล้วก็”
พูดมาถึงตรงนี้ เสี่ยวรั่วเว่ยก็พยักหน้าเรียกสวี่หลี่
สวี่หลี่พยักหน้าตอบรับ แล้วหยิบบัตรแพลตตินัมหนึ่งใบยื่นให้เสิ่นหลิน
เสี่ยวรั่วเว่ยกล่าวต่อ
“นี่คือบัตรแพลตตินัมของคุณเสิ่นค่ะ เป็นระดับสูงสุดของธนาคารเรา เทียบเท่ากับบัตรดำของธนาคารอื่นเลยค่ะ”
เสิ่นหลินรับบัตรมาดูแล้วพยักหน้าเบา ๆ
“คุณเสิ่นคะ ความจริงที่ฉันเชิญคุณมาครั้งนี้ นอกจากจะมอบบัตรแพลตตินัมให้แล้ว ก็ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องค่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอครับ?”
เสิ่นหลินรู้ว่าประเด็นหลักกำลังจะมา
เสี่ยวรั่วเว่ยไม่ได้ตอบในทันที แต่หันไปมองสวี่หลี่แทน
สวี่หลี่ก็รู้หน้าที่ เธอเดินออกจากห้อง VIP ไปเงียบ ๆ
ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงสองคน
หลังจากสวี่หลี่ออกไป เสี่ยวรั่วเว่ยก็วางถ้วยชาลง มองหน้าเสิ่นหลินแล้วพูด
“คุณเสิ่นคะ เงินฝากของคุณนับว่าสูงมาก แม้แต่สำนักงานใหญ่ที่ปักกิ่งยังต้องให้ความสำคัญ ลูกค้าแบบคุณเราต้องรักษาไว้ให้ได้ค่ะ”
“ผู้จัดการเสี่ยวพูดตรง ๆ เลยดีกว่าครับ”
เสิ่นหลินไม่ชอบการอ้อมค้อม เขาจึงขัดจังหวะคำพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
เสี่ยวรั่วเว่ยนิ่งไปเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มบาง ๆ แล้วตอบกลับ
“คุณเสิ่นเป็นคนเฉียบแหลมจริง ๆ ค่ะ งั้นฉันจะพูดตรง ๆ เลยฉันเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของสำนักงานใหญ่หางโจว และตอนนี้ต้องการผลงานเพื่อสร้างเครดิต ฉันอยากร่วมมือกับคุณเสิ่นในเรื่องเงินฝากและธุรกิจการเงินค่ะ”
“ผมต้องทำอะไร และผมจะได้อะไร?”
เสิ่นหลินไม่ได้ปฏิเสธ แต่ถามกลับไปอย่างตรงประเด็น
เสี่ยวรั่วเว่ยก็ไม่อ้อมค้อมเช่นกัน เธอพูดชัดเจนว่า
“คุณเสิ่นต้องทำสองอย่าง หนึ่งเลือกฝากเงินกับธนาคารเรา สองในฐานะที่คุณมีความสามารถด้านการลงทุนในตลาดการเงิน
ฉันเชื่อว่าคุณจะตั้งกองทุนหรือบริษัทการเงินในอนาคต ถ้าเป็นไปได้ ฉันหวังว่าเราจะได้ร่วมมือทางธุรกิจการเงินด้วยค่ะ”
เสิ่นหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามอย่างระแวดระวัง
“เท่าที่ผมรู้ ธนาคารไม่สามารถทำธุรกิจร่วมกับบุคคลทั่วไปได้โดยตรงไม่ใช่เหรอ?”
“ถูกค่ะ มีกฎแบบนั้น แต่เรามีบริษัทโฮลดิ้งทางการเงินในเครือ
ถ้าคุณตั้งบริษัทการเงินของตัวเอง เราก็สามารถให้บริษัทลูกด้านการลงทุนเอกชนร่วมมือกับคุณได้ค่ะ”
เสี่ยวรั่วเว่ยจิบชาเบา ๆ ขณะพูด
“แล้วขอบเขตอำนาจของผมจะอยู่ตรงไหน? สุดท้ายผมจะได้อะไร?”
“หากคุณเสิ่นยินดีจะร่วมมือกับเรา ทางเรายินดีมอบเงินทุนจำนวนสองร้อยล้านหยวนให้คุณใช้บริหารในช่วงเริ่มต้นระหว่างดำเนินการนั้น เราจะไม่เข้ามาแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวใด ๆ ทั้งสิ้น
ขอเพียงคุณสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ที่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ฉันจะไม่ควบคุม หรือจำกัดการใช้จ่ายของคุณแม้แต่น้อยค่ะ”
เสี่ยวรั่วเว่ยกล่าวต่อทันที
“เรายังสามารถเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของคุณให้เกิน 4% และหากคุณต้องการเงินพัฒนาโครงการ
เรามีบริการวางประกันตั๋วเงินฝากคุณภาพสูงให้ด้วยค่ะ”
เสิ่นหลินได้ยินก็ถามต่อทันที
“สัดส่วนเท่าไหร่?”
“ถ้าคุณตั้งบริษัทแล้วฝากเงินเกิน 100 ล้านหยวน ฉันให้คุณ 98% เลยค่ะ”
เสี่ยวรั่วเว่ยตอบด้วยการตัดสินใจที่ถือว่ากล้าหาญ
เพราะตามหลัก การวางประกันตั๋วเงินฝากจะไม่เกิน 95% ของจำนวนเงินฝาก
แต่ที่เธอเสนอหมายความว่า ถ้าคุณฝาก 100 ล้าน คุณสามารถใช้กู้ได้ถึง 98 ล้าน
มันไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป!
นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าลูกค้าใหญ่ จะได้รับสิทธิพิเศษ!
เสิ่นหลินไม่ได้ตอบในทันที
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วมองหน้าหญิงสาวตรงข้ามอย่างสงบ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสี่ยวรั่วเว่ยจะยอม เพิ่มเดิมพัน อีกครั้ง
“ถ้าคุณเสิ่นยินดีร่วมมือ ฉันยังสามารถจัดการระบบป้องกันความเสี่ยงทางข้อมูลให้คุณรวมถึงวงเงินเครดิต วงเงินเชื่อ และตั๋วสัญญาใช้เงิน เรากล้ารับรองว่า ไม่มีธนาคารไหนทำได้เร็วเท่าเราแน่นอนค่ะ”
“และสุดท้าย เรื่องผลตอบแทนและเงินเดือน
ฉันจะเสนอเงินเดือนประจำให้คุณ 2 ล้านต่อปี
และหากคุณทำผลตอบแทนได้ตามเป้า 20% ต่อปี
หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ค่าคอมมิชชั่นของคุณจะอยู่ที่ 20% ค่ะ”
เมื่อพูดจบ เสี่ยวรั่วเว่ยก็เงียบลง ไม่พูดอะไรต่อ
เสิ่นหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับเรียบ ๆ ว่า
“ผู้จัดการเสี่ยว เรื่องเงินฝาก ผมโอเคที่จะฝากไว้ที่ CCB
แต่เรื่องความร่วมมือทางการเงิน ผมขอเวลาพิจารณาก่อน”
พูดตามตรง เสิ่นหลินเริ่มรู้สึกหวั่นไหว
ไม่ใช่เพราะผลตอบแทนส่วนตัว แต่เพราะ สิทธิ์ควบคุมเงินทุน 200 ล้านหยวน
หากสามารถทำผลตอบแทน 20% ได้จริง เท่ากับมีกำไร 40 ล้านต่อปี
ลงทุนด้วยเงินตัวเอง 40 ล้าน แต่สามารถหมุนเงิน 200 ล้านได้
และสำหรับโครงการผลิตยาแก้แฮงค์ที่เขากำลังวางแผน
การตั้งบริษัทยาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งอีกฝ่ายยังพูดถึง การปกป้องเครือข่าย ด้วย
ข้อเสนอที่เสี่ยวรั่วเว่ยยื่นให้ นับว่ายั่วใจเสิ่นหลินไม่น้อย
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะตอบตกลงในตอนนี้
เพราะการร่วมงานกับธนาคาร ไม่ใช่เรื่องที่สามารถตัดสินใจจบได้ในครั้งเดียวยิ่งถ้าหากรีบตอบตกลงทันทีตั้งแต่ครั้งแรก กลับจะทำให้ดูเหมือนเป็นคนที่ มั่นใจเกินไป
ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาไม่คาดฝันในภายหลังได้
ดังนั้น เสิ่นหลินเลือกที่จะค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป
การเจรจากับธนาคาร ก็เหมือนกับการเริ่มต้นความสัมพันธ์
เจอกันครั้งแรก ก็แค่สร้างความประทับใจ
ครั้งที่สอง ค่อยจับมือและครั้งที่สามค่อยตกลง!
อีกอย่าง เสิ่นหลินไม่ได้อยากเป็นผู้จัดการกองทุนเอกชนหรือไพรเวท ฟันด์
ถ้าจะทำเขาจะทำทุนให้ใหญ่ที่สุด
เพราะฉะนั้น เรื่องความร่วมมือทางการเงิน เขาจะเป็นคนคุมเกมเอง
ถ้าร่วมมือได้ ก็ดีไปถ้าไม่ได้ ก็แค่ปล่อยผ่านเท่านั้น
เมื่อได้ยินคำตอบของเสิ่นหลิน เสี่ยวรั่วเว่ยก็ยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ไม่รู้สึกผิดหวัง หรือกดดันเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาเธอ ขอแค่อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธอย่างชัดเจน ยังมีความลังเล แปล ว่ายังมีโอกาส
ยิ่งไปกว่านั้น อย่างน้อยเธอก็ปิดดีลเงินฝากได้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ลุกขึ้นจับมือกัน
สุดท้าย เสี่ยวรั่วเว่ยกับสวี่หลี่ก็เดินมาส่งเสิ่นหลินด้วยตัวเองถึงหน้าประตู
“ผู้จัดการเสี่ยว งั้นวันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ผมจะติดต่อกลับไปแน่นอน”
“งั้นฉันจะรอฟังข่าวดีจากคุณเสิ่นนะคะ”
เสี่ยวรั่วเว่ยยิ้มอ่อน แล้วยื่นมือออกมา
เสิ่นหลินจับมือเธอเบา ๆ แล้วส่งยิ้มกลับ
“งั้นไว้ติดต่อกันอีกครับ รถผมจอดอยู่หน้าทางเข้า ผู้จัดการเสี่ยวไม่ต้องลำบากไปส่งครับ”
พูดจบ เสิ่นหลินก็พยักหน้าอำลา แล้วเดินไปขึ้น เเฟอร์รารี่ 488 ของตัวเองภายใต้สายตาของเสี่ยวรั่วเว่ยกับสวี่หลี่
ทั้งสองคนมองรถคันหรูแล่นออกจากธนาคารไปเงียบ ๆ
จนกระทั่งรถลับสายตา สวี่หลี่ก็เอ่ยขึ้นด้วยความอิจฉา
“ผู้จัดการเสี่ยวคะ เดิมทีฉันก็คิดว่าคุณยังเด็กมากแล้วนะคะ เป็นถึงผู้จัดการสาขาในวัย 27 ปีแต่พอมาเจอคุณเสิ่นวันนี้ ถึงได้รู้เลยว่า คนเก่ง ๆ ยังมีอยู่อีกเยอะคุณคิดว่าคุณเสิ่นจะตกลงร่วมมือกับเรามั้ยคะ?”
เสี่ยวรั่วเว่ยได้ยินก็เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า
“รอดูไปก็แล้วกัน”