คำชวนของจางฮ่าว
หลังจากออกจากธนาคาร เสิ่นหลินก็ขับรถตรงกลับบ้านทันที
เมื่อขับรถลงไปถึงชั้นใต้ดิน เขาก็ลงจากรถ แล้วหยุดยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งข้อความหาจางฮ่าวทางวีแชท
“พี่ฮ่าว อยู่บ้านหรือเปล่า?”
“อยู่สิ กลับมาแล้วเหรอ?”
“อืม”
“งั้นรอเลยนะ เดี๋ยวฉันไปหา!”
พอเห็นข้อความ เสิ่นหลินก็ยิ้มน้อย ๆ พลางเดินตรงไปยังลิฟต์
ไม่นานเขาก็กลับมาถึงห้องของตัวเอง
เห็นว่าจางฮ่าวยังมาไม่ถึง เขาจึงส่งข้อความไปอีกครั้งว่า
“พี่อยู่ไหนแล้ว?”
“ อีกแป๊บเดียวถึง แต่จะให้ไปมือเปล่าก็ไม่งามน่ะสิ รอหน่อยนะ เดี๋ยวไปหาอะไรติดไม้ติดมือเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ให้!”
“ไม่ต้องลำบากเลย เราเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว จะพิธีรีตรองอะไรนักหนา”
“เฮ้ย! มิตรภาพก็ส่วนมิตรภาพ มารยาทก็ส่วนมารยาทน่า รอเลย เดี๋ยวไปหาเดี๋ยวนี้แหละ!”
เสิ่นหลินมองข้อความของจางฮ่าวแล้วได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างจนใจ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสั่งให้พ่อบ้านออกไปซื้อผลไม้นำเข้าเพื่อนำมาต้อนรับแขก
พอเขาล้างและหั่นผลไม้เสร็จ เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นพอดี
เสิ่นหลินเดินไปเปิดประตู เห็นจางฮ่าวถือถุงของขวัญมาด้วย เขารีบพูดขึ้นทันที
“เข้ามาสิ พวกเราเป็นพี่น้องกัน เอาของมาทำไมให้ลำบากตัวเองล่ะ?”
เสิ่นหลินยิ้มพลางเชื้อเชิญให้เขาเข้าบ้าน
“เพิ่งย้ายเข้ามา ของในบ้านยังไม่ค่อยมีอะไร ถ้าดูไม่สะดวกตาอย่าถือสาก็แล้วกันนะ”
เขาพาจางฮ่าวไปนั่งในห้องรับแขก
“ไม่เป็นไร บ้านนี้ตกแต่งคล้ายของฉันเลย อ้อ แล้วนี่ของขวัญขึ้นบ้านใหม่ให้!”
จางฮ่าวไม่ถือสาอะไร นั่งลงบนโซฟาพลางยื่นถุงให้เสิ่นหลิน
“เกรงใจจริง ๆ!”
เสิ่นหลินรับของไว้ด้วยท่าทางสุภาพ
แต่โดยมารยาทแล้ว เขาตั้งใจจะวางของไว้เฉย ๆ เพราะการเปิดของขวัญต่อหน้าคนให้ถือว่าไม่สุภาพนัก
“เปิดดูสิ รับรองว่าต้องชอบ!”
พอจางฮ่าวพูดแบบนั้น เสิ่นหลินก็อดแหย่ไม่ได้ว่า
“งั้นก็อยากรู้แล้วสิ ว่าข้างในคืออะไร!”
ว่าแล้วเขาก็เปิดถุงของขวัญออก และพบว่าข้างในมีไม้สองกล่องพร้อมอักษรภาษาอังกฤษเขียนอยู่
“โห พี่ฮ่าว ของใหญ่เลยนะเนี่ย เพนโฟลด์ จีไฟว์ เลยเหรอ ของแพงอยู่นะ มาจากการประมูลที่ฮ่องกงหรือเปล่า?”
“อืม ครอบครัวฉันเคยประมูลไวน์จากฮ่องกงมาลังหนึ่ง ยังเหลืออยู่ไม่กี่ขวด ดูท่านายจะรู้เรื่องไวน์อยู่เหมือนกันนะ”
“ก็พอรู้บ้างนิดหน่อยน่ะครับ”
เสิ่นหลินตอบด้วยท่าทีกึ่งจริงกึ่งเล่น
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แค่ไวน์เพนโฟลด์เองเหรอ?
พวกคนรวยไม่ดื่มแต่ลาฟิตกับกงติหรือไง?
คำตอบก็คือ ใช่แต่ไวน์ลาฟิตปี 1982 น่ะ มีผลิตออกมากี่ขวด?
ทุกวันนี้ ขวดไหนจะออกสู่ตลาดต้องมีการประมูลหรือแลกเปลี่ยนในวงคนใหญ่คนโตทั้งนั้น
พวกที่ไปนั่งร้านอาหารแล้วสั่งว่า ขอลาฟิต 82 ขวดนึง! น่ะ คิดว่าเป็นเรื่องง่ายหรือ?
ส่วนไวน์จากโฮรมาเน กงติ ถึงจะดูหรูหรา แต่ก็ยังมีขายทั่วไปอยู่
จะมีก็แต่ระดับท็อปของกงติที่ต้องประมูลเท่านั้น
ไวน์ที่ราคาขวดละแสนสองแสนหยวนที่คนส่วนใหญ่พูดถึง จริง ๆ แล้วก็เป็นไวน์หมุนเวียนในตลาดปกติ
แต่ลาฟิต 1982 ล่ะ?
มีร้านอาหารที่ไหนเก็บไว้เสิร์ฟลูกค้าทั่วไปบ้าง?
ไวน์เพนโฟลด์ที่อยู่ตรงหน้า ถึงชื่อเสียงจะไม่ดังเท่าพวกไวน์ชั้นนำ แต่ซีรีส์ G5 นี้ถือเป็นไวน์สะสมหายาก
เพราะผลิตจำนวนจำกัดแค่ 2,200 ขวดทั่วโลกเท่านั้น
ราคาต่อขวดไม่แพงนัก ประมาณสองหมื่นหยวน
แต่เพราะของหายากมีค่านี่แหละ ราคาของไวน์นี้ถึงได้พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ
“ขอบคุณนะพี่ฮ่าว ไวน์นี้น่าเก็บไว้สะสมและลองชิมดูเหมือนกัน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ารสชาติของการเบลนด์จากห้าปีจะเป็นยังไง ไว้วันไหนดื่มด้วยกันนะครับ!”
“แค่ชอบก็ดีแล้ว!”
จางฮ่าวมองเสิ่นหลินแล้วยิ้มน้อย ๆ แววตาแฝงด้วยความชื่นชม
ที่จริงจางฮ่าวก็มีเหตุผลเบื้องหลังในการเลือกไวน์นี้
เพราะในประเทศจีน ไม่มีลูกคนรวยรุ่นสองคนไหนที่เรียบง่ายจริง ๆ หรอก
ไวน์สองขวดนี้ จึงเป็นบททดสอบสำหรับเสิ่นหลิน
ทดสอบอะไรน่ะหรือ?
ก็ทดสอบรสนิยมและคุณภาพส่วนตัวนั่นแหละ เพราะแค่รูปลักษณ์ บุคลิก และการตอบสนองกับสิ่งรอบตัว ก็สามารถบอกได้แล้วว่าคนคนนั้นอยู่ระดับไหนในวงสังคม
พูดง่าย ๆ คือดูภูมิหลังของอีกฝ่ายนั่นเอง
จางฮ่าวไม่รู้แน่ชัดว่าเสิ่นหลินมีพื้นเพยังไง แต่ในสมัยเรียนพวกเขาก็สนิทกัน
และเสิ่นหลินก็เป็นคนที่พูดจาดี มีวุฒิภาวะเกินวัย
ไม่ใช่ว่าจางฮ่าวจะเจ้าคิดเจ้าแค้นหรอกนะ แต่อย่างที่รู้ ๆ กัน ใครก้าวเข้าสังคมแล้วก็ต้องมองอะไรให้รอบด้านทั้งนั้นแหละ
ไวน์ เพนโฟลด์ G5 สำหรับคนระดับนี้แล้ว ถือเป็นของขวัญที่เรียกได้ว่า พอให้เซอร์ไพรส์เล็กน้อย
ท่าทีของเสิ่นหลินก็ไม่ได้แสดงความตื่นเต้นอะไรนัก ออกจะดูเฉยเมยเสียด้วยซ้ำ
คำพูดที่กล่าวขอบคุณไปเมื่อครู่ก็เพื่อรักษาหน้าตัวเอง
เรียกอีกอย่างว่า ไหวพริบทางสังคม
อย่าเพิ่งคิดว่าโลกนี้ไร้ความจริงใจเพราะความจริงของสังคมมันก็เป็นแบบนี้เอง
ความจริงอาจโหดร้าย แต่มันก็สมเหตุสมผล
ภูมิหลังกับความแข็งแกร่งของคุณเป็นตัวกำหนดว่าใครจะปฏิบัติกับคุณแบบไหน
จากนั้นเสิ่นหลินก็หยิบขวดถังแชมเปญมา แล้วค่อย ๆ เทไวน์ลงไปให้ไวน์ได้หายใจ
ทั้งสองนั่งลงบนโซฟาแล้วคุยกันต่อ
“เฮ้ น้องชาย นายปิดเรื่องไว้แน่นจริง ๆ ตอนอยู่มหาลัยไม่มีใครจับได้เลยนะ”
เสิ่นหลินรู้ทันทีว่าจางฮ่าวกำลังพูดถึงเรื่องอะไร
แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าเงินทั้งหมดเป็นสิ่งที่เขาหามาเอง
เราทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ย่อมรู้ดีว่าต้องรู้จักปกป้องตัวเองเขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า
“นี่ก็เพิ่งจะปลดล็อคน่ะสิ สมัยนั้นฉันอิจฉาพี่แทบแย่!”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนแหย่กันเล่น ๆ นี้แท้จริงแล้วแฝงนัยบางอย่าง
อย่างน้อยในสายตาจางฮ่าว เขาก็เริ่มเดาออกแล้วว่า ครอบครัวของเสิ่นหลินน่าจะมีฐานะดีไม่น้อย เพียงแต่ในช่วงเรียนมหาลัย เขาถูกเลี้ยงดูแบบเรียบง่าย
ถึงวิธีการสอนแบบนี้จะไม่ค่อยพบบ่อยในหมู่คนรวยรุ่นสอง แต่มันก็มีอยู่จริง
จางฮ่าวหัวเราะเบา ๆ แล้วทุบไหล่เสิ่นหลินไปหนึ่งที
“ดีล่ะ งั้นพอปลดล็อคแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาบินล่ะสิ!”
“ถ้าพี่ฮ่าวให้เกาะปีกไปด้วย ผมก็ไม่ปฏิเสธนะครับ”
เสิ่นหลินตอบอย่างถ่อมตัว
ความถ่อมตัวไม่ได้แปลว่าไร้ความสามารถ ตรงกันข้ามพวกคนใหญ่คนโตจริง ๆ มักจะสงบเสงี่ยมและอดทนต่อสิ่งรอบตัว
“โอ้ย ฉันมันก็แค่ขี้เกียจรอวันตายคนหนึ่งน่ะแหละ ว่าแต่นายล่ะ ช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่?”
จางฮ่าวยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
“ก็ไม่ต่างจากพี่เท่าไหร่ กิน ๆ นอน ๆ”
เสิ่นหลินพูดพลางยกไวน์ใส่แก้วสูงอีกใบ แล้วยื่นให้จางฮ่าว
จางฮ่าวมองดูท่าทางของเสิ่นหลินขณะเทไวน์ แล้วก็ยิ่งแน่ใจสิ่งเหล่านี้ต้องผ่านการฝึกฝนมาแน่นอน
ดูจากมารยาทที่เป็นธรรมชาติและไม่เก้อเขิน เขาเดาได้เลยว่าครอบครัวคงไม่ธรรมดา
แต่สิ่งที่จางฮ่าวไม่รู้ก็คือทักษะพวกนี้ ล้วนได้มาจากการฝึกฝนในระดับ มือพระกาฬ
ทักษะระดับท็อปไม่ใช่แค่การต่อสู้ แต่ต้องรู้จักพรางตัวด้วย
เมื่อเสิ่นหลินได้รับความทรงจำชุดหนึ่งมา หนึ่งในนั้นคือการฝึกเรื่องมารยาททางสังคม
เพราะความทรงจำเหล่านั้น คือความทรงจำของอดีต ราชาทหาร ราชาสายลับ และ ราชานักข่าวกรอง
คนเป็นสายลับหรือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การพรางตัว
และนั่นทำให้เสิ่นหลินสามารถรับบทบาทตรงหน้าได้อย่างไร้ที่ติ
ทั้งสองชนแก้วกัน จางฮ่าวพูดขึ้นว่า
“พักผ่อนให้เต็มที่น่ะแหละ ว่าแต่นายไปอยู่ที่ไหนมา ไม่เห็นเลย?”
“ก็ติดภารกิจปลดล็อคน่ะสิ เพิ่งปลดได้ไม่กี่วันนี่แหละ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มยังไงดี”
เสิ่นหลินตอบพลางหัวเราะเบา ๆ
“ดีเลย งั้นต่อไปก็เล่นด้วยกัน เราเป็นเพื่อนบ้านกันด้วยนี่นา ว่าแต่นายสนใจเข้าคลับซูเปอร์คาร์ของฉันไหม?”
จางฮ่าวชวนเสิ่นหลินเข้าร่วม
“คลับซูเปอร์คาร์?”
“ใช่ ฉันตั้งขึ้นมากับเพื่อน ๆ อีกไม่กี่คน พวกเราชอบรถกันน่ะ ไว้เล่นรถ ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ แล้วก็บางทีก็ร่วมลงทุนด้วย สนใจไหม?”
“แน่นอน ผมกำลังหาแก๊งอยู่พอดี”
เสิ่นหลินตอบรับทันที เขาเองก็ชอบรถอยู่แล้ว การได้เล่นด้วยกันก็น่าสนุกไม่น้อย
“ดี งั้นพรุ่งนี้จัดพิธีต้อนรับให้นายเลย คลับของเรามีสนามฝึกขับและโมดิฟายรถโดยเฉพาะอยู่ชานเมืองหางโจว เป็นเหมือนฐานใหญ่เลย เดี๋ยวพาไปดู”
จางฮ่าวไม่เคยสงสัยในศักยภาพของเสิ่นหลินเลย
แค่บ้านหลังนี้ก็มีมูลค่ากว่าร้อยล้านหยวนแล้ว เขาเพิ่งไปถามฝ่ายจัดการทรัพย์สินมาเสิ่นหลินซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวน
แบบนี้แหละ ถึงจะเรียกว่าทายาทรุ่นสองคุณภาพสูงอย่างแท้จริง
“โอเค งั้นพรุ่งนี้ขอฝากตัวกับพี่ฮ่าวแล้วกัน”
เสิ่นหลินยกแก้วไวน์ชนกับเขาอีกครั้ง
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่ใหญ่ จางฮ่าวก็ขอตัวกลับ
เมื่อเขาไปแล้ว เสิ่นหลินก็ไม่ได้มีอะไรทำในช่วงบ่าย จึงชวนหวังเว่ยมานั่งเล่น CSGO คู่กันอยู่บ้านทั้งบ่ายชีวิตแบบนี้ก็สบายดีเหมือนกัน