สมิทเธอร์สกรุ๊ป (1)
เสียงเบรกของจักรยานดังเอี๊ยดเมื่อดาร์เรนเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถของ สมิทเธอร์สกรุ๊ป เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ถอนหายใจยาว ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกออกช้า ๆ
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมอง ‘กลับมาที่นี่อีกครั้งแล้วสินะ’ เขาคิด ‘สิบปีก่อน’
เขายืนมองตราสัญลักษณ์ของบริษัทที่ประดับอยู่บนผนังหินเงาวับตรงหน้า มันเป็นเพียงการนำตัวอักษร S กับ G มาต่อกันอย่างไม่มีความคิดสร้างสรรค์นัก ย่อมาจาก สมิทเธอร์สกรุ๊ป
เขาถอนหายใจอีกครั้ง ลงจากจักรยาน เก็บหมวกกันน็อกไว้ในช่องท้าย ก่อนจะปรับเสื้อสูทซีด ๆ ที่เขาสวมอยู่ให้เข้าที่ แทนที่จะรีบเข้าไปในตัวอาคาร เขากลับยืนนิ่ง มองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาเจ็บหน่วง
ความคิดถึงตีเข้ามาอย่างแรง แต่ไม่ใช่แบบหวานหอม มันขมขื่น
ในช่วงสุดท้ายก่อนตาย สำนักงานใหญ่ของ สมิทเธอร์สกรุ๊ป ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โลโก้ SG จืดชืดนี้ถูกแทนที่ด้วยรูปดาวมีตัว S แทรกกลาง และอาคารก็ล้ำสมัยกว่าตอนนี้หลายเท่า
แต่แม้ในตอนนี้ มันก็ยังสูงตระหง่านเหมือนอนุสาวรีย์แห่งความเย่อหยิ่ง ตัวอาคารทำจากกระจกสะท้อนแสงเงางาม มีโครงเหล็กรูปทรงเรขาคณิตตัดกับหน้าต่างสี่เหลี่ยมอย่างเรียบหรู
สมิทเธอร์สกรุ๊ป ในเวลานี้ก็คือหนึ่งในองค์กรที่ทรงเกียรติที่สุดของรัฐ เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในแวดวงการเงิน
บริษัทสร้างอาณาจักรของมันจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และกลยุทธ์การลงทุน บริหารพอร์ตของเหล่าเศรษฐีระดับบน ดาร์เรนเคยรู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน ได้ฝึกงานที่นี่ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่
แต่ตอนนี้ เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง เขากลับรู้สึกได้แค่ “ความรังเกียจ”
‘ทุกอย่างเริ่มจากที่นี่...’ เขาคิดในใจ ‘หลังจากฉันให้พวกมันทุกอย่าง พวกมันก็โยนฉันทิ้งเหมือนขยะ’
ภาพความทรงจำของตัวเองในวัยหนุ่มไหลย้อนกลับมา ตอนที่เขาตื่นเต้น ภูมิใจจนแม่ยิ้มได้
แต่ความทรงจำเหล่านั้นกลับกลายเป็นพิษ ถูกแปดเปื้อนด้วยการหักหลัง การเอาเปรียบ และการทอดทิ้ง
และที่สำคัญที่สุด ความตายของเขา
เขาสูดหายใจลึก ถือกระเป๋าให้แน่น แล้วเดินเข้าไปในอาคาร
ด้านในเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา แต่เขาก็พยายามไม่แสดงอาการหลงทางออกมาชัดเจน โถงล็อบบี้คึกคักไปด้วยผู้คนในชุดสูทหรูเดินสวนกันไปมา พื้นหินอ่อนแวววาวสะท้อนแสงไฟจากเพดานสูงซึ่งตกแต่งด้วยโคมไฟทรงหรูหรา
หน้าจอขนาดใหญ่บนผนังแสดงราคาหุ้นและคลิปโปรโมทของบริษัท
ดาร์เรนเดินผ่านผู้คนเหมือนเงา ไม่มีใครสนใจเขา บ้างก็เบียดผ่านโดยไม่แลเหลียว บ้างก็ปรายตามองอย่างดูแคลน
เขาเดินไปถึงโต๊ะประชาสัมพันธ์ และจำได้ทันที หญิงสาวคนนั้น เธอไม่อยู่นานนักในตำแหน่งนี้ เขาจำได้เพราะเธอมักแขวะเขาทุกครั้งที่เขามาสาย ราวกับเธอเป็นเจ้าของที่นี่
เธอเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์ แล้วใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นบึ้งทันทีเมื่อเห็นเขา
“มาสายอีกแล้วเหรอ สตีล?” เธอพูดเสียงแข็ง “นายเคยทำอะไรตรงเวลาบ้างมั้ย?”
ดาร์เรนไม่ตอบ เขาหยิบปากกา เซ็นชื่อในสมุดลงเวลา จากนั้นก็เดินผ่านเธอไปเงียบ ๆ มุ่งหน้าสู่ลิฟต์
ระหว่างที่ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นสู่แผนกการเงิน เขาครุ่นคิดถึงความแปลกประหลาดของการได้มาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง เห็นผู้คนที่ไม่ได้พบกันมาเป็นสิบปี
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ดาร์เรนก้าวเข้าสู่ห้องสำนักงานหลัก มีสำนักงานย่อยแยกไปตามแนวทางเดิน เสียงพูดคุยเบา ๆ การคลิกแป้นพิมพ์ และเสียงหัวเราะเป็นระยะ เติมชีวิตชีวาให้กับพื้นที่
เขาเดินผ่านสายตาหลายคู่ที่จับจ้องเขาอย่างก้ำกึ่ง แล้วไปหยุดที่ประตูบานหนึ่งสุดทางเดินป้ายหน้าห้องเขียนว่า
แซนดี้ ไมเยอร์ส – ผู้ช่วยฝ่ายการเงิน
เขาเปิดประตูเข้าไป
แซนดี้ ไมเยอร์ส นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ผมสีแดงสดมัดเป็นบันเรียบร้อย แว่นกลม ๆ วางอยู่บนสันจมูก ขณะเธอกำลังตรวจสอบสเปรดชีตในคอมพิวเตอร์
เธอเงยหน้าขึ้น และรอยยิ้มอบอุ่นก็ปรากฏบนใบหน้าเหนื่อยล้า
“ดูสิ ใครมา ดาร์เรน” เธอเอนตัวพิงเก้าอี้ “ในที่สุดนายก็มาเสียที แกเร็ธจี้ฉันทั้งเช้าเรื่องรายงานที่นายทำอยู่นั่นนะ เขาไม่ใช่คนที่ใจเย็นเท่าไหร่หรอก”
ดาร์เรนยิ้มบาง ๆ “อ้อ เรื่องนั้น ไม่ต้องห่วง ผมทำเสร็จแล้วเมื่อคืน”
แซนดี้ส่ายหัวเบา ๆ หัวเราะในลำคอ “นายมันบ้างานรู้ตัวไหม? เมื่อวานยังไม่ทันเสร็จเลยด้วยซ้ำ”
เขายิ้มเจื่อน ๆ ไม่ตอบอะไร
เธอมองเขานิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “แต่อย่าเพิ่งขยันเกินหน้าเกินตาฉันนักล่ะ เดี๋ยวหมอนั่นจะอยากเปลี่ยนตำแหน่งฉันเป็นนายแทน แล้วก็เหมือนที่ฉันพูดเสมออย่าเก็บคำพูดของเขามาใส่ใจให้มากนักล่ะ เข้าใจไหม?”
ดาร์เรนได้แต่มองนิ่ง ๆ เขาไม่ได้เจอแซนดี้มานานมากอย่างน้อยก็เจ็ดปี
เธอเคยถูกไล่ออกอย่างกะทันหัน และน่าสงสัย มีข่าวลือว่าเธอมีเรื่องฉาวกับซีอีโอ บ้างก็ว่ามีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ดาร์เรนยังจำบรรยากาศอึมครึมในออฟฟิศช่วงนั้นได้ดี
ตอนนั้นเขารู้สึกผิด เพราะเขาได้รับตำแหน่งแทนเธอ
เธอเคยเป็นคนเดียวที่ปฏิบัติกับเขาอย่างยุติธรรม อ่อนโยน เหมือนพี่สาวหรือแม่คนหนึ่ง
การได้เห็นเธออีกครั้งมันดีมาก อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เขา “ไม่เกลียด” ในบริษัทบ้า ๆ แห่งนี้
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ปัง!
ประตูห้องเปิดออกอย่างแรง
“ดาร์เรน!”
เสียงของลิลี่ดังใสแจ่ม ท่วงทำนองแผ่วหวาน ก่อนที่เขาจะตั้งตัวได้ เธอก็พุ่งเข้ากอดเขาแน่น
ร่างกายของเขาแข็งค้าง กลิ่นน้ำหอมหวานดอกไม้ที่เขาจำได้แม่น ลอยอบอวลอยู่รอบตัว
“นายไปไหนมาเนี่ย?” เธอถาม พลางผละออกมามองหน้าเขา ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายระยิบระยับ “ฉันรอนายทั้งเช้าเลยนะ”
คอของดาร์เรนแห้งผาก เขาพูดไม่ออก