สมิทเธอร์สกรุ๊ป (2)
การได้เห็นเธอในสภาพแบบนี้สดใส เต็มไปด้วยชีวิตชีวาเป็นภาพที่ตัดกับความทรงจำในอนาคตของเขาอย่างรุนแรง และมันไม่ใช่ภาพที่เขาชอบเลย
แน่นอน ว่าตอนนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในอนาคตตัวเองจะทำอะไรลงไป และถ้ามีใครบอกเธอ เธอก็คงเถียงหัวชนฝา ปฏิเสธสุดชีวิต
ก็สมควรแล้ว มันอีกตั้งสิบปี ความเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นและทำให้ลิลี่กลายเป็นคนแบบนั้น ยังไม่เกิด ณ ตอนนี้ เธอยังไร้มลทิน ยังเป็น “คนดี” ในสายตาสังคม
แต่ นั่นไม่ได้หมายความว่า ดาร์เรนควรจะให้อภัยเธอ และถึงแม้ว่า “ควรจะ” เขาก็ “ทำไม่ได้”
เขาไม่สามารถมองหน้าเธอโดยไม่เห็นภาพของลิลี่ สมิทเธอร์สคนที่ทรยศเขา
และยิ่งกว่านั้น ระบบนักลงทุนก็เตือนเขาชัดเจน:
[เกี่ยวกับการทรยศของลิลี่ สมิทเธอร์ส และความเกี่ยวพันกับ ซีอีโอ ของ มูน เอนเตอร์ไพรส์ ระบบขอแนะนำให้ตัดความสัมพันธ์กับเธอทันที เธอจะไม่เป็นประโยชน์ต่อเส้นทางของโฮสต์]
คำเตือน: [หากไม่ตัดความสัมพันธ์ จะเกิดความสูญเสียทางการเงินในอนาคต]
ดาร์เรนไม่ต้องให้ใครบอกอีกแล้ว ลิลี่ สมิทเธอร์ส ได้ตายไปจากใจเขาแล้ว
“ดาร์เรน?” ลิลี่เอียงศีรษะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “นายโอเคไหม? หน้าซีดเลยนะ”
“ฉัน” เขาฝืนตอบ เสียงแหบพร่า ก่อนจะค่อย ๆ เอามือเธอออกจากลำคอของเขา “ฉันแค่ตกใจนิดหน่อย”
“อย่าทำให้ฉันตกใจแบบนั้นสิ!” เธอทำหน้าบึ้งอย่างน่ารัก ก่อนจะปล่อยมือจากเขา “โชคดีนะที่ฉันหาเจอ พ่อฉันตามหาตัวนายอยู่ นายไม่ควรมาสายอีกแล้วนะ นี่รอบที่สามในสัปดาห์นี้แล้วรู้ไหม?”
ดาร์เรนพยักหน้า แล้วหันหลังให้เธอทันที เขาวางกระเป๋าเอกสารลงข้างโต๊ะด้วยท่าทีเย็นชา “ขอบคุณที่บอกนะ ลิลี่”
ลิลี่ขมวดคิ้ว “ดาร์เรน?!”
เขาหยุด แล้วหันกลับมา “หืม?”
เธอกอดอก “เธอโกรธฉันเหรอ?”
ดาร์เรนหรี่ตา แล้วตอบเรียบ ๆ “ฉันจะโกรธเธอเรื่องอะไร?”
แซนดี้ที่ยืนมองสถานการณ์อยู่ เหมือนเพิ่งนึกอะไรออกทันที “โอ๊ย! เกือบลืมเลย! ฉันต้องไปหาเอกสารรายได้ของคุณสมิทเธอร์ส เอ่อขอตัวนะ!”
เธอลุกออกจากเก้าอี้ เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความอึดอัดไว้เบื้องหลัง
ลิลี่ไม่หันไปมองแม้แต่น้อย “ดาร์เรน บอกฉันเถอะนะว่าฉันทำอะไรผิด?”
“เธอยังไม่ได้ทำ” เขาพึมพำเบา ๆ จนแทบไม่ได้ยิน
“อะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร” เขาตอบเสียงเรียบ “แค่รู้สึกเครียดนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
ลิลี่ใบหน้าอ่อนลง เข้าใจว่าเขากำลังคิดเรื่องแม่ของเขา “ขอโทษนะ ฉันไม่ควรกดดันนายเลย” เธอจับแขนเขาเบา ๆ “ไปเถอะ ก่อนที่พ่อฉันจะระเบิดใส่”
เธอพยายามดึงเขาให้เดินตาม แต่ดาร์เรนกลับยืนนิ่ง และเธอเซเล็กน้อยเมื่อเขาไม่ขยับ
เขาสะบัดแขนเบา ๆ หลุดจากมือเธอ
“ฉันไปเองได้” เสียงเขาหม่น
จากนั้น เขาก็เดินผ่านเธอไป ลิลี่มองตามด้วยสายตาปวดร้าว
ดาร์เรนหยุดกลางทาง แต่ไม่ได้หันกลับ
“ขออยู่คนเดียววันนี้ ขอแค่นั้น ถ้าเธอไม่ว่าอะไร ก็อยู่ห่าง ๆ ไว้”
ลิลี่ยกมือแตะหน้าอก ตาแดงนิด ๆ “ก็ได้” เธอพูดเสียงเบาแทบกระซิบ
ดาร์เรนเดินออกจากห้องไป โดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งลิลี่ไว้ในความสับสนและเจ็บปวด เธอไม่เข้าใจเลย ทำไมเขาถึงเย็นชากับเธอแบบนี้?
ดาร์เรนเดินเงียบ ๆ ผ่านห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดและเสียงพูดคุย มีใครบางคนปากระดาษใส่เขา แต่พลาดไปไกล เขาไม่แม้แต่จะหันไปดูว่าเป็นใคร
เขาเดินไปถึงประตูสำนักงานของแกเร็ธ สมิทเธอร์ส ประตูไม้เข้มมันเงา ป้ายทองเหลืองสลักชื่อแวววาว:
แกเร็ธ สมิทเธอร์ส – ซีอีโอ
แต่ตอนนี้ ดาร์เรนไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงอีกต่อไป เขารู้ดีว่าบทสนทนานี้จะไปในทิศทางไหน แม้เขาจะจำไม่ได้ทั้งหมด แต่เขา “พร้อม”
เขายกกระเป๋าขึ้นให้มั่น จับลูกบิด แล้วผลักประตูเข้าไปโดย “ไม่เคาะ”
ห้องทำงานยังหรูหราราวกับเดิม แสงแดดส่องผ่านกระจกเต็มบานด้านหลัง โต๊ะทำงานกระจกขนาดใหญ่ลอยเด่นอยู่กลางห้อง ชั้นหนังสือเรียงเป็นระเบียบเต็มไปด้วยเล่มปกหนังราคาแพง และงานศิลป์แปลกตาอวดความร่ำรวยอย่างจงใจ
พรมขนนุ่มสีครีมปูเต็มพื้น มีเก้าอี้หนังสองตัววางอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะ ทุกอย่างในห้องถูกจัดให้ “แสดงอำนาจ”
หลังโต๊ะนั้น คือแกเร็ธ สมิทเธอร์ส
ชายวัยห้าสิบต้น ๆ ผมสีทองอ่อนเนี้ยบเฉียบ ใบหน้าเฉียบคมในสูทสีน้ำเงินเข้มราคาแพง ดวงตาสีเทาแข็งราวเหล็กจ้องมองเขาเขม็ง
เขาดูแปลกใจที่ดาร์เรนกล้าบุกเข้ามาแบบไม่เคาะ แต่เลือกไม่พูดถึงมัน
“สายอีกแล้วนะ สตีล” เสียงเขาเย็นเฉียบ “อีกแล้ว”
ดาร์เรนขบกรามแน่น กลั้นคำด่าที่แล่นขึ้นมาทันที เขาเดินเข้ามา แล้วค่อย ๆ ปิดประตูตามหลังอย่างสุภาพ
“รถติดครับ” เขาตอบเรียบ ๆ ไร้เยื่อใย
แกเร็ธหัวเราะเยาะ “แน่นอน ข้ออ้างอีกแล้ว นายมีข้ออ้างกับทุกอย่างสินะ ฉันน่าจะรู้แต่แรกว่าอย่าคาดหวังความตรงต่อเวลาจากคนอย่างนาย”
หมากเปิดกระดาน
ดาร์เรนเงียบ แล้วเงยหน้าสบตาเขา แววตาแข็งกร้าว
ภาพความทรงจำแวบเข้ามาใบหน้าเย่อหยิ่งของคนตรงหน้า ตอนที่เขาเคยขอความช่วยเหลือแล้วถูกเมิน ตอนที่ผลงานเขาถูกขโมยไปใช้โดยไม่ให้เครดิต และวันที่เขาถูก โยนทิ้ง เหมือนเศษผ้า
‘ทั้งหมดที่พัง... ก็เพราะแก’
“พระเจ้า นายมองฉันเหมือนอยากฆ่าฉันเลยนะ” แกเร็ธหัวเราะเบา ๆ “เข้าเรื่องกันเถอะ นั่งลง”
ดาร์เรนไม่ขยับ แกเร็ธหรี่ตาเตือนเขาให้ ‘นั่งซะ’ สุดท้ายเขาก็นั่งลง เอนหลังไขว่ห้าง
“มีคำถามเดียวที่ฉันอยากถามนาย” แกเร็ธโน้มตัว “นายทำได้ยังไง สตีล?”
ดาร์เรนเลิกคิ้ว “ทำอะไรครับ?”
“อย่าทำเป็นไขสือ!” แกเร็ธขึ้นเสียง “คำแนะนำทางการเงินที่นายให้ ทุกอย่าง! ถูกต้องหมด! นายคำนวณรายได้ รายจ่าย นายเสนอให้ฉันลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีก่อนใคร และมันพุ่งขึ้น ตอนนี้แผนที่นายทำให้บริษัทเจมสัน ทำให้เขาได้เงินไปกว่า 300 ล้านในห้าวัน! นายรู้ได้ยังไง รู้เรื่องการเงินขนาดนั้นได้ยังไง?”
ดาร์เรนสบตาเขา สีหน้าเรียบเฉย แต่ข้างใน เขารู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มร้อนรน และนั่นทำให้เขารู้สึก “สะใจ”
“ก็ผมเก่งไงครับ” เขาตอบนิ่ง ๆ “ผมจบอันดับหนึ่งของรุ่นนะครับ หรือคุณลืมไปแล้ว?”
แกเร็ธพึมพำในใจ ‘เด็กนี่ไม่ใช่แค่เรียนเก่ง มันมีเซนส์กับตัวเลขจริง ๆ ฉันต้องหาวิธี “ขัง” มันไว้ใช้ให้นานที่สุด’
ดาร์เรนโน้มตัวเข้า “ผมเคยขอเบิกเงินล่วงหน้าเพื่อค่ารักษาแม่ คุณปฏิเสธผมอย่างไร้เยื่อใย”
“ฉันไม่ให้เบิกล่วงหน้า! นายต้องทำงานก่อนถึงจะได้เงิน!” เขากระแทกเสียง “เด็กจากไหน กล้ามาขอแบบนั้น!”
ดาร์เรนหรี่ตา “ผมทำกำไรให้บริษัทมากกว่าใครในเดือนแรก แต่คุณยังไม่ช่วยผม เด็กที่ไม่มีทางเลือกเลย”
แกเร็ธขมวดคิ้ว ‘เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้? เมื่อวานยังยอมก้มหัวให้ฉันอยู่เลย... วันนี้ทำตัวเหมือนคนละคน’
“ฉันช่วยให้แม่ของนายเข้ารักษาได้นั่นก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?” เขาพูดเสียงเย็น
สายตาดาร์เรนแข็งกร้าว “ใช่ คุณพูดแบบนั้น ตอนที่แม่ผม ‘ใกล้ตาย’ และคุณยังไม่กระพริบตาเสียด้วยซ้ำ”
จากนั้นเขาก็เปิดกระเป๋า หยิบซองจดหมายออกมาวางลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง
“ผมจะไม่ทำอะไรให้คุณอีกแล้วครับ”
“นี่อะไร”
“จดหมายลาออกครับ”
ตาของแกเร็ธเบิกกว้าง “ว่าไงนะ?!”