พาแม่ออกจากโรงพยาบาล มอร์ริสัน
ดาร์เรนหันหน้ากลับไปมองตรง “ฉันไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดกับเธอ” เขาตอบเรียบ “เธอทำเหมือนว่าตัวเองสำคัญ ทั้งที่ความจริงก็เป็นแค่ ‘ไม่มีค่า’ ในที่แห่งนี้ เธอไม่ได้เก่งพอจะเป็นพยาบาลจริง ๆ ด้วยซ้ำ ไม่งั้นคงไม่ถูกจับมานั่งโต๊ะประชาสัมพันธ์ คอยเซ็นชื่อ รับคนเข้า ไม่มีทักษะอะไรทั้งนั้นที่ต้องใช้ แค่ใช้ตำแหน่งเป็นเครื่องมือ เพราะนั่นแหละคือสิ่งเดียวที่เธอทำได้”
คำพูดนั้นเหมือนมีดคมกริบ ฟันทะลุใจเฮเลนจนสะอึก “อะ อะไรนะ นายกล้าพูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง?”
“อย่างที่รู้กัน ฉันจ่ายค่ารักษาเรียบร้อยแล้ว” ดาร์เรนพูดต่อ สายตายังมองไปข้างหน้า ขณะที่เธอจ้องแผ่นหลังเขา “เพราะฉะนั้น ตอนนี้เธอไม่มีอะไรจะใช้กดหัวฉันได้อีกแล้ว ต่อให้เธอไปนอนกับหมอคนไหนไว้จนมีอำนาจเล็ก ๆ มาบ้าง ก็อย่าเข้าใจผิดไปเลย เธอก็ยังเป็นคนไร้ค่าอยู่ดี”
“อึก!” เธอผงะด้วยความตกใจ ‘เขารู้ได้ยังไง?’ ทั้งที่ความจริงมันก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าเธอคงไปนอนกับหมอคนนั้นจริง ไม่อย่างนั้น หมอปกติที่ไหนจะยอมให้พนักงานประชาสัมพันธ์ทำอะไรเกินขอบเขตแบบนั้น แถมยังมีสิทธิ์สั่งปล่อยตัวผู้ป่วยได้เองอีก?
ดาร์เรนหันหน้ากลับมาเล็กน้อยอีกครั้ง “กลับไปประจำโต๊ะเถอะในฐานะคนใช้คนหนึ่งนั่นแหละ ก่อนที่แถวนั้นจะยาวจนเธอต้องหัวหมุน”
เฮเลนถึงกับลมหายใจสะดุด
นี่มันไม่ใช่ดาร์เรนคนเดิม ไม่ใช่เด็กชายผู้น่าสมเพชที่เธอเคยเหยียบย่ำมากับมือ ไม่ใช่คนที่เธอเคยเห็นคุกเข่ากราบแทบเท้า ขอร้องอย่างสิ้นศักดิ์ศรี
แล้วตอนนี้เขากล้าพูดกับเธอแบบไม่แม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ?
ทำไมเขาถึงกล้าทำราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนเลย?
และทำไมเขาถึงดูสุขุม มั่นคง เยือกเย็นขนาดนี้?
ความรู้สึกตึงเครียดกัดกินท้องเธอ ใบหน้าคมคาย ผมเสยเรียบเนี้ยบ เสื้อผ้าหรูหราที่เรียบร้อยไร้ที่ติ เขาไม่ใช่แค่แต่งตัวใหม่ แต่เขา เปลี่ยน ไปแล้วจริง ๆ
หรือว่านี่จะเป็นฝาแฝด? ญาติที่คล้ายกันอย่างกับแกะ? อะไรสักอย่าง เพราะพลังงานรอบตัวเขาตอนนี้มันไม่เหมือนมนุษย์คนเดิมที่เธอเคยรู้จักอีกต่อไป
เขาดูเหมือนเป็นคนจากโลกที่อยู่สูงกว่าเธอไปแล้ว
ดาร์เรนเริ่มเดินต่อ แต่แล้วเขาก็หยุดอีกครั้ง
“แล้วก็ ไปเรียกหมอให้ด้วย” เขาออกคำสั่ง “ในเมื่อเธอเป็นคนใช้ ฉันก็คิดว่านั่นคงเป็นงานที่เธอได้ค่าจ้างอยู่แล้ว บอกเขาว่าฉันต้องการคุยเรื่องขั้นตอนถัดไปเกี่ยวกับอาการของแม่ฉัน”
เฮเลนยืนนิ่ง คำพูดของเขาทิ้งเธอไว้ในฝุ่นควันแห่งความอับอาย
ติง!
[คุณได้รับโบนัสด้านบุคลิกภาพ]
ภายในห้องพักผู้ป่วย แม่ของเขานอนเอนกายอยู่บนเตียง พอเขาก้าวเข้ามาในห้อง ดวงตาของเธอก็ลืมขึ้น พร้อมเสียงอุทานอย่างตื่นเต้น
“ดาร์เรน!”
เขาล้วงมือออกจากกระเป๋า แล้วโน้มตัวเข้าไปกอดเธอ เมื่อเธอยื่นแขนออกมากอดเขาตอบ อ้อมแขนของเธอแม้จะอ่อนแรง แต่ก็ยังอบอุ่น กลิ่นของเธอยังคงคุ้นเคย หอมละมุนแบบลาเวนเดอร์ปนกลิ่นผ้าปูเตียงในโรงพยาบาล
เขากอดเธออย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหากเขาเผลอออกแรงมากไป
“แม่ดูดีขึ้นแล้วนะครับ” เขาพูดเสียงเบา อ่อนโยน
รอยยิ้มของเธอเปล่งประกาย นิ้วมือที่ผอมบางลูบไล้แก้มเขาเบา ๆ “แล้วลูก ลูกของแม่ โตขึ้นมากจริง ๆ” แววตาเธอเป็นประกาย ขณะมองเขาเต็มตา “ดาร์เรน ลูกแต่งตัวดูดีจัง ผมก็ดูเรียบร้อยแบบนี้ ลูกเหมือนพ่อของลูกไม่มีผิด แข็งแกร่ง หล่อเหลาขนาดนี้”
ดาร์เรนนิ่งงัน กลืนน้ำลายฝืดคอ ไม่มีคำใดจะตอบ
เขาทำได้เพียงนั่งลงข้างเตียง แล้วจับมือเธอไว้แน่น
“ผมมีข่าวดีมาบอกครับ”
เธอลุกขึ้นนั่งเล็กน้อย ดวงตาเปล่งแสงแห่งความหวัง
“ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ผมจ่ายหมดแล้วครับ”
แม่ของเขาอ้าปากค้าง ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาคลอเบ้า แล้วในที่สุดเสียงหัวเราะแห่งความยินดีก็หลุดออกมาจากลำคอ ราวกับเขื่อนพังทลาย
“แม่บอกแล้ว! แม่บอกลูกแล้ว!” เธอบีบมือเขาแน่น “แม่รู้ว่า ‘จาเร็ด’ ลุงของลูกไม่ได้ทอดทิ้งเราหรอก! ลูกเคยพูดว่าเขาจะไม่ช่วย แต่แม่มั่นใจ เขาเป็นพี่ชายของพ่อ เขาจะไม่หันหลังให้เราเด็ดขาด!”
หัวใจของดาร์เรนจมดิ่ง
เพราะความจริงก็คือ จาเร็ดทิ้งพวกเขาไว้ตั้งแต่วันแรกที่พ่อของเขาเสีย ไม่มีแม้แต่เงากลับมาเยี่ยม
แม่ของเขาแค่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น
และเขาก็บอกความจริงไม่ได้ด้วยว่า เขาเป็นคนที่จ่ายเงินทั้งหมด เพราะแม่ไม่มีทางเชื่อแน่นอน ในบ้านนั้น เขาไม่มีช่องทางไหนเลยที่จะหาเงินขนาดนั้นมาได้
และถ้าเขาเล่าเรื่องเงินกู้จากพวกค้ายาแม่คงใจสลาย
เขาจึงฝืนยิ้มบาง ๆ
“ครับแม่พูดถูกแล้ว”
เธอพยักหน้าทั้งน้ำตา ยิ้มสดใส “ดาร์เรน มันช่างวิเศษจริง ๆ ในที่สุด เราก็ไม่ต้องอยู่ในความกลัวอีกแล้ว ในที่สุด เราก็หายใจได้สักที”
เขามองแม่ หัวใจหนักอึ้ง แต่ไม่ยอมให้มันปรากฏบนใบหน้า
แทนที่จะพูด เขานั่งฟังเธอเล่าเรื่องอดีต ความทรงจำในวัยเด็ก และความภาคภูมิใจที่มีต่อเขา
เธอถามเรื่องงานใน สมิทเธอร์สกรุ๊ป เพราะเธอรู้ว่าเขาเคยฝึกงานที่นั่น แต่ยังไม่รู้ว่าเขาลาออกแล้ว
ดาร์เรนจึงตอบแค่เพียงว่า ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เขาเลี่ยงคำตอบยาก ๆ อย่างแนบเนียน
ระหว่างบทสนทนา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ดาร์เรนหันไปมองทันที ขณะที่คุณหมอเจอรัลด์ก้าวเข้ามาในห้อง ปรับแว่นตาบนสันจมูก
“หมอเจอรัลด์” ดาร์เรนทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เหลือบตามองแม่อีกครั้ง
“ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะพูดคุยด้วยครับ”
หมอเจอรัลด์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นเราไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”
ทั้งสองก้าวออกมายังทางเดินหน้าห้องพักผู้ป่วย
คุณหมอที่ยังแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า ชายหนุ่มตรงหน้าเขาคือดาร์เรน สตีลคนเดียวกับเมื่อไม่กี่วันก่อน ยืนจ้องมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ แต่แฝงพลังบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกกดดัน
“แล้วคุณอยากคุยเรื่องอะไรหรือครับ?” หมอถาม “เกี่ยวกับการผ่าตัดที่กำลังจะมาถึงใช่ไหม?”
“ผมตั้งใจจะพาแม่ออกจากที่นี่เร็ว ๆ นี้” ดาร์เรนพูดอย่างหนักแน่น สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหมอ “ผมจะไม่ใช้บริการของคุณอีกต่อไปแล้ว”
หมอเจอรัลด์กระพริบตา “ว่าไงนะครับ?”