บทที่ 22 ความปรารถนาของเจี๋ยหลงหนาน
บทที่ 22 ความปรารถนาของเจี๋ยหลงหนาน
...
ความมืดมิดยามค่ำคืนปกคลุมป่าทึบบนเทือกเขา ดวงตาสีเลือดแดงนับไม่ถ้วนลืมขึ้นจากความมืด
ไฮยีน่าที่พุ่งอยู่หน้าสุดมีลูกธนูเหล็กกล้าปักเต็มตัว ลูกธนูที่ยิงโดยพลธนูยาวเหล่านั้นมีอานุภาพมหาศาล หัวลูกศรสามารถทะลวงกะโหลกศีรษะอันแข็งแกร่งของไฮยีน่าได้อย่างง่ายดาย ไฮยีน่าที่กำลังวิ่งมีลูกธนูติดขนนกปักอยู่บนหัว หัวทิ่มลงบนพื้นเนินเขา ทำให้ใบไม้แห้งนับไม่ถ้วนปลิวกระจาย
พวกทหารราบหนักที่อยู่ท้ายขบวน ภายใต้การบัญชาของผู้บังคับกองร้อย ได้สร้างกำแพงโล่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ไฮยีน่าที่ตัวใหญ่ราวลูกวัวฝ่าห่าฝนธนูพุ่งเข้ามา พวกไฮยีน่าต้องการเหยียบโล่ข้ามกำแพงคน กรงเล็บขนาดใหญ่ตะกุยลงบนโล่สี่เหลี่ยมหุ้มเหล็ก ทำให้เกิดรอยขีดข่วนลึกหลายรอยบนโล่ทันที
ขาหลังของพวกไฮยีน่าแข็งแรงมาก พวกมันรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อต้องการพุ่งทะลุกำแพงโล่ แต่กลับถูกหอกปาลิโอที่พวกพลหอกซึ่งมาถึงทันเวลายกตั้งขึ้นแทงทะลุร่าง ร่างกายอันหนักอึ้งชนเข้ากับกำแพงโล่อย่างต่อเนื่อง เกิดเสียงทึบๆ ดังขึ้น
การชนแต่ละครั้งของไฮยีน่าเป็นการทดสอบครั้งใหญ่สำหรับทหารโล่เหล่านี้ กำแพงโล่ที่พวกเขาสร้างขึ้นราวกับเรือแคนูที่โคลงเคลงกลางลมฝน มีอันตรายที่จะถูกคลื่นลมซัดคว่ำได้ทุกเมื่อ ในเวลาเช่นนี้ทำได้เพียงให้ทหารด้านหลังใช้ไหล่ดันหลังสหายที่อยู่ข้างหน้าไว้ ประคองกำแพงโล่ไม่ให้พังทลายลง
พวกพลหอกที่ยืนอยู่แถวหลัง ใช้หอกแทงสังหารไฮยีน่าที่พุ่งเข้ามาอย่างสุดกำลัง
ห่าฝนธนูอีกระลอกหนึ่งตกลงมา ลูกธนูเหล็กกล้าที่มีพลังทะลุทะลวงสูงมากสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้กับพวกไฮยีน่า
เหอโป๋เฉียงใช้ไหล่ดันหลังซูลดักไว้ เมื่อเห็นกรงเล็บขนาดใหญ่ข้างหนึ่งตะปบเข้าใส่ใบหน้าซูลดัก เหอโป๋เฉียงไม่ทันได้คิดก็แทงดาบโรมันในมือออกไป แทงทะลุกรงเล็บไฮยีน่าทันที
ไฮยีน่าตัวนั้นร้องโหยหวนแหลมคม ปากกว้างเท่าอ่างเลือดมีน้ำลายพิษไหลย้อยลงมาเป็นสาย งับเข้าใส่ลำคอซูลดัก ซูลดักพยายามยกโล่สี่เหลี่ยมในมือขึ้นบังการกัดของไฮยีน่า แต่นึกไม่ถึงว่ากรงเล็บหน้าข้างหนึ่งของไฮยีน่าจะกดลงบนขอบบนของโล่สี่เหลี่ยม ซูลดักไม่สามารถยกโล่สี่เหลี่ยมขึ้นมาได้เลย
ในขณะที่ลมหายใจเหม็นจากปากไฮยีน่าปะทะเข้ากับใบหน้าซูลดัก โล่กลมเล็กหุ้มเหล็กบานหนึ่งก็ฟาดเข้าที่ปากไฮยีน่าอย่างจัง
ทันใดนั้น ผิวหน้าของโล่กลมเล็กที่ทำจากไม้เนื้อแข็งหุ้มเหล็กก็ยุบลงไปอย่างมาก โล่กลมเล็กแทบจะแตกละเอียดจากการฟาดด้วยโล่อันรุนแรงของเหอโป๋เฉียงนี้ ส่วนจมูกของไฮยีน่าตัวนั้นก็บิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด เขี้ยวแหลมคมสองซี่ติดอยู่บนโล่กลมเล็ก ร่างของไฮยีน่าถูกตีจนกระเด็นไปข้างหลัง ถึงขนาดร้องโหยหวนไม่ออก
ถุงเท้าแดงที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับเหอโป๋เฉียง จ้องมองเหอโป๋เฉียงด้วยสายตาเหมือนเห็นสัตว์ประหลาด ตกใจจนพูดไม่ออก
ไฮยีน่าตัวหนึ่งพยายามจะกระโดดข้ามศีรษะถุงเท้าแดงไป เหอโป๋เฉียงฉวยโอกาสยกดาบโรมันขึ้นฟันเปิดท้องไฮยีน่านั้นเป็นแผลยาวสองฟุต อวัยวะภายในของไฮยีน่าทะลักออกมาทั้งหมด รดเต็มศีรษะถุงเท้าแดง
เหอโป๋เฉียงยื่นมือไปทุบไหล่ถุงเท้าแดงทีหนึ่ง ส่งสัญญาณให้เขาตั้งสมาธิในตอนนี้ ปกป้องสหายที่ถือโล่อยู่ข้างหน้าให้ดี
ไฮยีน่าที่พุ่งเข้ามาทีหลัง ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ซูลดัก ก็ถูกหอกที่แทงออกมาจากช่องว่างด้านหลังทะลวงร่างแล้ว
ชั่วขณะนั้น ซากศพไฮยีน่าก็กองเต็มพื้นหน้ากำแพงโล่
ไฮยีน่าหูกลมที่ดุร้ายเหล่านี้ไม่ได้จัดอยู่ในขอบเขตของอสูรเวท เพียงแต่ฝูงของพวกมันมีขนาดใหญ่ ทั้งยังชอบล่าเหยื่อเป็นกลุ่ม ในป่าเขาตราบใดที่ไม่ไปยั่วยุอสูรเวทที่แข็งแกร่ง ก็แทบจะไม่มีศัตรูทางธรรมชาติใดๆ เลย
เหตุการณ์ฝูงไฮยีน่าโจมตีมนุษย์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไฮยีน่าที่มีขนาดตัวเท่านี้ ดวงตาเต็มไปด้วยสีเลือด และดุร้ายอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นนี้ ในเขตฮันดานาร์ถือว่าหาได้ยากจริงๆ
เมื่อเห็นพวกไฮยีน่าในความมืดยังคงพุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย ผู้บังคับกองร้อยที่หกก็สั่งให้ทหารโล่ถอยหลัง
ในตอนนี้ กองพันที่สี่ก็ตอบสนองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ผู้บังคับการกองพันบารอนซิดนีย์นำทหารชั้นยอดกลุ่มหนึ่งรีบรุดมาถึง นำพวกทหารราบหนักเปิดฉากโจมตีตอบโต้ฝูงไฮยีน่า
ทหารที่สวมเกราะหนักไม่กลัวการกัดของไฮยีน่า บารอนซิดนีย์นำองครักษ์ส่วนตัวบุกไปข้างหน้า บนร่างบารอนซิดนีย์มีออร่าหมุนวนสีขาวคุกรุ่นอยู่ พวกไฮยีน่าไม่สามารถพุ่งเข้ามาถึงหน้าเขาได้เลย ก็ถูกดาบใหญ่สองคมของเขาฟันขาดเป็นสองท่อนแล้ว
การมาถึงด้านหลังของบารอนซิดนีย์อย่างทันท่วงที ช่วยลดแรงกดดันของแนวป้องกันด้านหลังลงได้อย่างมาก
ทหารรอบๆ เห็นท่วงท่าสง่างามราวเทพจุติของบารอนซิดนีย์ที่ถือดาบใหญ่สองมือ ผู้ที่เดิมทีอ่อนแรงอยู่บ้างก็กลับฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง ร่วมกับบารอนซิดนีย์ต้านทานพวกไฮยีน่า
บารอนซิดนีย์ราวกับธงนำทัพ บุกอยู่หน้าสุดของขบวน ดึงดูดความสนใจของไฮยีน่าจำนวนมาก
แรงกดดันของแนวป้องกันลดลงมากทันที ฉวยโอกาสที่การโจมตีของไฮยีน่าชะลอลง ซูลดักใช้มือปาดหน้าทีหนึ่ง แล้วพูดกับเหอโป๋เฉียงที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาว่า:
"เห็นไหมล่ะ ท่านบารอนซิดนีย์น่ะเป็นหนึ่งในอัศวินจักรกลเจ็ดนายของกรมที่ห้าสิบเจ็ดเชียวนะ"
ไอ้หนุ่มผิวคล้ำเจี๋ยหลงหนานที่อยู่ข้างๆ พูดด้วยแววตาอิจฉาว่า:
"หวังว่าสักวันหนึ่ง ข้าก็จะได้เป็นอัศวินจักรกลบ้าง"
ขณะที่เจี๋ยหลงหนานกำลังพูด ไฮยีน่าตัวหนึ่งก็ฉวยโอกาสพุ่งเข้ามา หัวหน้าหมู่แซมยกโล่สี่เหลี่ยมด้วยมือข้างเดียว ค้อนศึกในมืออีกข้างทุบลงบนหัวไฮยีน่าอย่างแรง ทุบจนเลือดสดๆ สาดกระจายไปทั่วทันที เขาเตะซากศพไฮยีน่าออกไป แล้วหันกลับมาด่าเจี๋ยหลงหนานอย่างเกรี้ยวกราดว่า:
"คิดอะไรอยู่! เจ้าคิดว่าเจ้าจะทะลวงคอขวดของระดับหนึ่งได้รึ? ต่อให้เจ้ากลายเป็นนักรบระดับหนึ่งแล้ว ชุดเกราะอักขระเวทนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าจะซื้อหาได้รึ?"
เจี๋ยหลงหนานถูกหัวหน้าหมู่แซมด่าจนหน้าชา แต่ก็ไม่กล้าเถียง ทำได้เพียงยิ้มแหยๆ ให้หัวหน้าหมู่แซม
หัวหน้าหมู่แซมยื่นมือไปตบหน้าเจี๋ยหลงหนานเบาๆ สองที แล้วพูดอีกว่า:
"เป็นทหารราบของเจ้าไปเงียบๆ เถอะ รอให้ราชการทหารสิ้นสุดก็กลับบ้านเก่าไป แต่งงานมีเมียใช้ชีวิตอย่างสงบสุข อย่าคิดเรื่องเพ้อฝันพวกนี้เลย"
เจี๋ยหลงหนานประท้วงเสียงเบา:
"ลุงแซม นี่คือความฝันของข้านะ"
เมื่อนึกว่ากองทหารราบหนักที่ห้าสิบเจ็ดมาจากภูมิภาคทาลาปาเกน เขตโอซอร์โน แคว้นเบนเนอร์ การที่เจี๋ยหลงหนานเรียกหัวหน้าหมู่แซมว่าลุงก็ไม่น่าแปลกใจแล้ว
หัวหน้าหมู่แซมไม่ได้ให้สีหน้าดีๆ กับเจี๋ยหลงหนานเลย ตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า:
"เก็บความฝันของเจ้าไปเลย รอให้ราชการทหารของเจ้าครบกำหนด ก็ไสหัวกลับบ้านไปเงียบๆ ซะ"
การโจมตีของพวกไฮยีน่าผ่อนคลายลงบ้าง ทุกคนจึงสามารถพูดคุยกันได้สองสามคำในช่วงพักรบ ทหารผ่านศึกเอียนจุดบุหรี่มวนเองมวนหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา สูบแรงๆ สองครั้ง แล้วส่งบุหรี่ให้หัวหน้าหมู่แซมที่อยู่ข้างๆ บุหรี่มวนเองมวนนี้ถูกส่งต่อกันในมือสมาชิกหมู่ที่สองรอบหนึ่ง
สุดท้ายมาถึงมือเจี๋ยหลงหนาน เหลือเพียงก้นบุหรี่ท่อนหนึ่งที่ใกล้จะไหม้ถึงมือแล้ว
เจี๋ยหลงหนานสูบไปครึ่งคำด้วยสีหน้าคับแค้นใจ ยาเส้นหย่อมสุดท้ายก็มอดไหม้หมดไป
เหอโป๋เฉียงคิดว่าพวกไฮยีน่าเหล่านี้เมื่อเห็นว่าไม่ได้เปรียบ ก็คงจะถอยกลับไป
นึกไม่ถึงว่าเพียงชั่วครู่ แม้แต่ในป่าสองข้างทางของขบวนทัพก็ปรากฏดวงตาสีเลือดแดงขึ้นหลายคู่ พวกไฮยีน่าไม่เพียงแต่ไม่ถอยกลับ แต่กลับรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ซูลดักสังเกตเห็นความผิดปกติรอบๆ ก่อนใคร พูดกับสหายรอบๆ ว่า:
"พวกไฮยีน่าฝูงนี้เป็นอะไรไปกันแน่ ตายไปมากขนาดนี้แล้วยังไม่ถอยกลับอีกรึ? ฝูงหมาบ้า!"
เหอโป๋เฉียงยื่นกระติกน้ำให้ซูลดัก น้ำในกระติกยังคงเป็นน้ำที่กรอกมาจากริมแม่น้ำเมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้ก็เหลืออยู่น้อยเต็มทีแล้ว
ซูลดักดื่มน้ำอึกสุดท้ายในกระติกหมด แล้วแขวนกระติกน้ำกลับคืนที่เอว
หัวหน้าหมู่แซมพูดเสียงดังกับสมาชิกหมู่ที่สองเหล่านี้ว่า: "อดทนอีกหน่อย ตั้งใจกันหน่อยโว้ย"
ไฮยีน่าในป่าถาโถมเข้ามาอีกครั้งราวกับกระแสน้ำ
(จบตอน)