บังเอิญเจอกันที่ป้ายรถเมล์
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่เสี่ยวลู่วางสายแล้ว เธอรู้สึกว่าจิตใจเบาสบายไม่น้อย
ถึงพี่เสี่ยวเหยาจะหน้าตาธรรมดาไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับพวกชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยๆ หัวล้าน หรือผมน้อยจนเห็นหนังศีรษะแล้ว ก็ถือว่าดีกว่ามากโข
แม้ผู้หญิงทุกคนจะฝันถึงชายหนุ่มที่ทั้งหล่อ ทั้งรวย และสูงส่ง แต่ความจริงแล้วชายในอุดมคติแบบนั้นหาได้ยากมาก เป็นของหายากที่มีไม่พอต่อความต้องการ
อย่างน้อยพี่เสี่ยวเหยาก็มีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือรวยดังที่อธิการบดีหวังเคยพูดไว้ว่า ฉันจำเป็นต้องหล่อไหม? จำเป็นเหรอ?
จริงๆ แล้วจากมุมมองของเสี่ยวลู่ คนแบบอธิการหวังนั้นเหมือนคนที่มาพร้อมฟิลเตอร์ในตัว ขอแค่ไม่ถึงกับขี้เหร่ หน้าตาแบบนั้นดูไปดูมาก็กลับกลายเป็นหล่อขึ้นมาได้เอง
พี่เสี่ยวเหยาก็เป็นประเภทเดียวกันนั่นแหละ พอย้อนนึกถึงหน้าตาเขาอีกครั้ง แล้วเติมฟิลเตอร์สักหน่อย
เชอะเชอะเชอะ
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายก็ดูจะเหมาะสมกับตัวเองอยู่ไม่น้อย แถมเธอเองก็ไม่ได้คิดว่าต้องมีอะไรกับเขาด้วยซ้ำ
หยางฟานเดาไม่ผิดเลย เสี่ยวลู่คิดจะนัดเจอกับเขาแบบตัวเป็นๆ จริงๆ
เสี่ยวลู่คิดอะไรแบบง่ายๆ พี่เสี่ยวเหยาแม้จะเข้าไปให้ของในห้องไลฟ์ของเธอทุกวัน แต่ของที่เขาให้น่ะไม่ได้ให้เธอคนเดียว คนที่เขาทุ่มให้เยอะๆ นั้นมีเป็นสิบ!
แถมเธอยังเป็นคนที่โดนให้น้อยที่สุดในกลุ่มนั้นอีกด้วย
เธอรู้ตัวดีว่าถ้าแข่งกับสาวอีกสองคนบนโลกออนไลน์ เธอไม่มีทางสู้ได้เลย
จุดแข็งที่สุดของเธออยู่ที่ออฟไลน์เพราะเธอเป็นสาวสวยแบบไม่ต้องสงสัย
เอาจุดอ่อนของตัวเองไปปะทะกับจุดแข็งของคนอื่น แบบนั้นไม่ใช่วิธีคิดของคนฉลาด
เพราะงั้น เธอจึงวางแผนจะนัดเจอกันนอกจอ เอาความสวยของตัวเองออกมาให้เห็นกับตา ใช้รูปลักษณ์มาชดเชยเรื่องพรสวรรค์ที่ไม่โดดเด่น
เธอยอมรับว่าช่วงไม่กี่วันที่พี่เสี่ยวเหยาเข้ามาเปย์ของอย่างบ้าคลั่งนั้น มันทำให้ทัศนคติของเธอเปลี่ยนไป ไม่ใช่เสี่ยวลู่ที่เคยแค่คิดหาเงินค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ อีกต่อไป
เพราะแบบนี้เธอจึงกลัวว่าเขาจะหายไป จึงอยากจะหาทางรั้งเขาไว้
ความคิดของเธอก็ดูมุ่งมั่นไม่เบา
…..
ทางฝั่งของหยางฟาน เมื่อเห็นข้อความที่เสี่ยวลู่ส่งมาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
〈พี่เสี่ยวเหยา หนูอยากออกไปเดินเล่นคลายเครียดหน่อย พอจะมีที่เที่ยวแนะนำมั้ยคะ?〉
การส่งสัญญาณแบบนี้มันชัดเจนมากอยู่แล้ว
เขาเองก็ไม่ได้คิดจะเสนอให้เธอไปที่อื่น เพราะค่าเครื่องบินไปกลับเขาต้องควักจ่ายเอง ตอนนี้เงินทุนก็ไม่ได้มากอะไร จะทำอะไรที่ไม่คุ้มค่าไม่ได้เด็ดขาด
แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ
〈ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่าเธออยากเที่ยวแบบไหน?〉
〈อืมตอนนี้หน้าร้อนแล้ว อากาศก็ร้อนสุดๆ หนูจำได้ว่าพี่เสี่ยวเหยาอยู่เมืองเป่ย์ซูใช่มั้ยคะ?〉
〈ใช่! เธอจะมาเที่ยวที่นี่เหรอ?〉
〈ที่นั่นน่าเที่ยวมากเลยนะคะ! แต่ถ้าหนูไปจริงๆ ก็ไม่ค่อยรู้ทาง พี่เสี่ยวเหยาจะพาเที่ยวรอบๆ ได้มั้ยคะ?〉
〈แน่นอนอยู่แล้ว〉
〈ดีใจจังค่ะ! มีพี่เสี่ยวเหยาเป็นแผนที่มีชีวิต หนูไม่ต้องเตรียมตัวอะไรให้วุ่นเลย งั้นเสาร์อาทิตย์นี้หนูจะไปนะคะ〉
ทั้งสองคนจึงนัดหมายจะเจอกันตัวเป็นๆ โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้เจตนาอยู่แล้วโดยไม่ต้องพูดตรงๆ
หยางฟานเองก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าคนแรกที่จะกล้ามาหาเขาจะเป็นเสี่ยวลู่ เพราะเขาคิดมาตลอดว่าซาซ่าน่าจะมีโอกาสมากกว่า
แต่จนถึงตอนนี้ สตรีมเมอร์อีกสองคนก็ยังคงวางมาดกันอยู่ ดูเหมือนว่าการจะเข้าถึงพวกเธอจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
แต่เขาเองก็ไม่รีบร้อน เพราะอย่างไรเสีย ของขวัญที่แจกไปก็ไม่ใช่เงินของเขา
อย่างน้อยตอนนี้ก็มีหนึ่งคนที่ยอมตกลงเพราะถูกเงินฟาดเข้าเต็มแรงแล้ว
พอคิดถึงใบหน้าแสนสดใสของเสี่ยวลู่แล้ว หยางฟานก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้เลยทีเดียว
เมื่อพบว่าตัวเองไม่มีอารมณ์จะเขียนนิยายเลยแม้แต่นิด หยางฟานจึงเปิดแอปเลือกเพื่อนเที่ยวคนหนึ่งที่ดูหน้าตาดี แล้วกดจองทันทีสองชั่วโมง
แต่รอไปพักใหญ่ ระบบกลับไม่ยอมคืนเงินตามที่เคยทำ เขาจึงรีบกดยกเลิกคำสั่ง
ดูจากสถานการณ์แล้ว นี่คงเป็นรูปโปรหลอกลวงเข้าให้แล้ว
เขาจึงเริ่มเลือกใหม่อีกครั้ง แต่พอลองคนที่สองและสามเข้าไป กลับก็ยังเจอรูปหลอกอีก ทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออก
โชคดีที่พอถึงคนที่สี่ ระบบก็คืนเงินให้สำเร็จ
ความจริงแล้ว คนที่สี่ก็จัดว่าสวยอยู่หรอก แต่ถ้าเทียบแค่จากรูปถ่ายแล้ว กลับดูด้อยกว่าคนก่อนๆ เสียอีก นี่มันอะไรกันเนี่ย
ดูท่าแล้ว แม้แต่เพื่อนเที่ยวที่ราคาขนาดนี้ คนที่หน้าตาพอจะให้คะแนนเกิน 80 ก็ยังหายากนัก
เมื่อได้ทั้งเพื่อนกินข้าวดีๆ และตัวช่วยคลายเหงาแล้ว หยางฟานก็ลุกออกจากบ้านทันที
เขาเพิ่งจะเดินมาถึงขอบฟุตบาทตั้งใจจะโบกรถ เสียงหนึ่งก็ดังแว่วมาจากข้างหู
“คุณ คุณจะทำอะไรน่ะ?”
เสียงนั้นฟังดูไพเราะ แต่แฝงไปด้วยความตื่นตระหนก ทำให้เขาหันไปมองโดยไม่รู้ตัว
ต้นเสียงมาจากหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์ข้างๆ ดูจากอายุแล้วน่าจะประมาณยี่สิบต้นๆ เธอสวมกางเกงสแล็กสีดำ เสื้อเชิ้ตขาว กับรองเท้าส้นสูง ดูเหมือนจะเป็นชุดทำงาน
ตอนนี้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มือทั้งสองกอดอกแน่น ถอยหลังไปสองก้าวอย่างช้าๆ
เบื้องหน้าเธอ มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่เรียบร้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตัวเตี้ย
ชายคนนั้นไม่พูดจา เพียงแค่จ้องมองหญิงสาวเขม็ง ใครขยับไปทางไหน เขาก็เดินตามไปทางนั้นด้วยท่าทางไม่ปกติ จนทำให้เธอตกใจกลัวสุดขีด
บริเวณป้ายรถเมล์ไม่มีคนมากนัก มีเพียงหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย สีหน้าของเขาดูลังเล คล้ายอยากเข้ามาช่วยแต่ก็ไม่กล้า
หยางฟานมองแวบเดียวก็ประเมินได้ว่าชายวัยกลางคนร่างเล็กและดูไม่แข็งแรง ถ้าต้องสู้กันจริงๆ คงไม่ใช่คู่มือของเขาแน่ และดูท่าทางแล้วก็คงไม่ถึงขั้นจะมีเรื่อง
เขาจึงเดินตรงเข้าไป
【ตรวจพบเป้าหมายการใช้จ่าย ต้องการดูข้อมูลหรือไม่?】
???
เสียงของระบบดังขึ้นมาทำให้หยางฟานชะงักไปเล็กน้อย ฉันกำลังจะทำความดีนะเฟ้ย ไม่ใช่มาซื้อของ!
เขาจึงยังไม่สนใจระบบ แล้วเดินไปขวางหน้าหญิงสาวไว้ มองตรงไปยังชายกลางคนคนนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึ้งคือ ชายคนนั้นไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย พอเห็นว่าเขามายืนขวางสายตาก็เบี่ยงตัวหลบไปอีกทางเพื่อจะได้มองหญิงสาวต่อ
“….”
นี่มันดูเหมือนคนที่มีปัญหาทางสมองยังไงชอบกล
หยางฟานไม่คิดจะตามใจอีกต่อไป ตะโกนใส่อย่างหนักแน่น
“แกมองอะไรนักหนา? ไม่เห็นเหรอว่าทำคนเขากลัวไปหมดแล้ว!? ถอยไป!!”
แต่ชายคนนั้นเพียงหันมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะไม่สนใจอีก ยังคงขยับตัวเพื่อมองทะลุหลังเขาไปที่หญิงสาวด้วยแววตาน่าขนลุก แถมยังมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าด้วย ท่าทางดื้อด้านจนน่าขยะแขยง
หยางฟานตอนนี้มั่นใจแล้วว่าชายคนนี้ต้องมีปัญหาทางจิตแน่ๆ พฤติกรรมไม่เหมือนคนปกติเลยแม้แต่นิด
เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกสองก้าว ชี้หน้าชายคนนั้นแล้ว พูดเสียงลั่น
“บอกให้ไสหัวไป!! ฟังไม่รู้เรื่องรึไง!?”
จากนั้นเขาก็หันกลับไปหาหญิงสาวที่ยังยืนตัวสั่นอยู่
“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมอยู่ตรงนี้ เขาไม่กล้าทำอะไรแน่ อีกเดี๋ยวรถมา คุณก็ขึ้นไปเลย เดี๋ยวผมกันเขาไว้เอง”
หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณนะคะเขาน่ากลัวมากเลย”
“ไม่เป็นไรครับ”
หยางฟานตอบสั้นๆ จากนั้นก็หันกลับไปจ้องชายกลางคนนั้นด้วยสีหน้าระแวดระวัง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะขยับไปทางไหน เขาก็ขยับตามไปขวางไว้ทุกครั้ง
“แกยังไม่ไสหัวไปอีก อยากโดนตบหรือไงห้ะ!?”
แต่ชายคนนั้นก็ยังนิ่งเฉย ไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
หยางฟานได้แต่นึกอับจนหนทางในใจจะให้ลงไม้ลงมือจริงๆ ก็ไม่ได้ เลยทำได้แค่หยิบมือถือออกมา กดโทรหา 110 ให้ดูต่อหน้าต่อตา
เขาก็กลัวเหมือนกันว่าถ้าปล่อยให้คนแบบนี้เดินเพ่นพ่านไปเรื่อยๆ อาจจะไปก่อเรื่องกับใครเข้า
ที่คาดไม่ถึงก็คืออีกฝ่ายกลับใจกล้าเกินหน้าเกินตา ขนาดเห็นเขากดโทรแจ้งความต่อหน้ายังไม่คิดจะหนีเลยสักนิด
โชคดีที่ไม่นานนัก รถเมล์สายที่หญิงสาวรออยู่ก็มาถึงป้าย
“พี่รถมาแล้วค่ะ หนูต้องรีบไปทำงานจริงๆ ขอบคุณมากๆ นะคะ”
เธอหันมาพูดอย่างรวบรัด แล้วรีบวิ่งขึ้นรถไปทันที
ชายกลางคนทำท่าจะตามขึ้นรถด้วย แต่หยางฟานคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น แล้วผลักกลับไปสองสามก้าวไม่ให้ตามขึ้นไปได้