ไต้ไต้ผู้ถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ
ไต้ไต้ถามเสียงตื่นเต้น
“เหมาเหมา! เมื่อกี้พี่เสี่ยวเหยามาใช่มั้ย!?”
เหมาเหมาที่เพิ่งได้รับคาร์นิวัลสิบเจ็ดชิ้นติดต่อกัน ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พยักหน้ารัว
“อื้ออื้อ! เธอลงมาก่อนได้เลยนะ ตอนนี้พี่เสี่ยวเหยาคุมเกมอยู่”
ไต้ไต้กระโดดลงจากแผ่นยางด้วยสีหน้าระริกระรี้ ตะโกนเสียงดัง
“ยินดีต้อนรับพี่เสี่ยวเหยา!! พี่เสี่ยวเหยาขา ช่วยหนูด้วยค่ะ! ทุกคนรุมแกล้งหนูหมดเลย”
ช่วงนั้นเหล่าผู้ชมในไลฟ์ก็เริ่มแท็กหยางฟานกันยกใหญ่
“@เสี่ยวเหยา พี่เสี่ยวเหยาครับ ให้ไต้ไต้กลับไปกระโดดต่อเถอะครับ กระโดดมานานจนใกล้จะสติหลุดแล้ว ฮ่าๆๆๆ”
“@เสี่ยวเหยา ไต้ไต้ควรจะกลิ้งไปมาบนแผ่นนวดเท้านะพี่ แบบนั้นมันส์กว่าแน่นอน!”
“@เสี่ยวเหยา พี่เสี่ยวเหยา ขอแบบครั้งก่อนเลยครับ! ให้สองพี่น้องเต้น จนร้องไห้ไปเลย ฟินสุด!”
“เดี๋ยวๆ นี่มันอะไร ทำไมทุกคนรู้จักเศรษฐีคนนี้?”
“เต้นบนแผ่นนวดเท้าเหรอ? เอ้อ มันได้อยู่แฮะ แบบนี้แหละถึงเรียกว่าคนมีตังค์เค้าเล่นกัน!”
“โหดสัส! เข้ามาก็กดคาร์นิวัล 17 ชิ้นเลย นี่เงินขนาดนี้ไปหาน้องพริตตี้ในคลับยังได้หลายรอบเลยนะพี่! เล่นเปย์ในไลฟ์แบบนี้ใจถึงจริงๆ!”
“……”
ตอนนั้นเอง หยางฟานก็เริ่มพิมพ์โต้ตอบกลับมาบ้าง
“ทำไมถึงแกล้งไต้ไต้กันอีกล่ะ? เปิดเพลงเต้นหน่อย เหมาเหมาขึ้นไปเต้นแทน ปล่อยให้ไต้ไต้พักบ้าง”
พอเห็นข้อความของเขา ไต้ไต้ถึงกับกระโดดดีใจทันที
“เย้ พี่เสี่ยวเหยาจงเจริญ!!! หนูรู้ว่าพี่ต้องรักไต้ไต้ที่สุดแน่นอนเลย!!”
พูดจบก็ชี้ไปที่แผ่นยางแล้วทำเสียงใสๆ แบบแก่นเซี้ยว
“เหมาเหมา ขึ้นไปเลย เดี๋ยวฉันเปิดเพลงให้เอง”
ความรู้สึกตอนนี้ของเธอราวกับมีเทพพิทักษ์มาโปรด ไม่กลัวใครทั้งนั้น
ส่วนเหมาเหมา ใบหน้าถึงกับแสดงความเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด
คราวก่อนพี่เสี่ยวเหยาก็เข้าข้างไต้ไต้
คราวนี้ซ้ำรอยอีกวันนี้ตัวเองคงไม่รอด
แต่พอคิดถึงจำนวนคาร์นิวัลที่เพิ่งได้รับ ความรู้สึกดีใจก็เริ่มแทรกขึ้นมาในใจแบบกลบความเจ็บปวดได้อยู่หมัด
เมื่อเสียงเพลงจังหวะ ตึ้งๆ ตึ้งๆ ดังขึ้น เธอก็จำใจขึ้นไปบนแผ่นนวดอย่างกล้าหาญ แล้วเริ่มเต้นประกอบจังหวะด้วยท่าทางมืออาชีพ
จังหวะนี้ความรู้สึกของเธอช่างตรงกับสำนวนที่ว่า เจ็บแต่สุขใจ”อย่างแท้จริง
ด้านไต้ไต้ก็เริ่มนั่งจิบน้ำแทะเมล็ดแตงโมพลางบ่นกับพี่ใหญ่ของเธอ
เธอทำตาโตใสแจ๋ว พูดเสียงแผ่วๆ อย่างน่าสงสาร
“พี่เสี่ยวเหยาไม่รู้หรอก ช่วงที่พี่ไม่อยู่ พวกเขารุมแกล้งหนูคนเดียวเลย เหมาเหมาเคยพูดด้วยนะ ว่าถ้าหนูยังไม่โดนแกล้งจนร้องไห้ จะยังไม่ให้หนูพักเลย”
พูดไปพูดมา เจ้าตัวก็เริ่มย่นปาก น้ำตาคลอเบ้า เมล็ดแตงโมในมือตกไปโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าทั้งงอทั้งงอนอย่างน่าเอ็นดูเสียจนคนดูทั้งไลฟ์ใจละลาย
หยางฟานพิมพ์กลับมาอย่างรวดเร็ว
“แล้วทำไมไม่ทักมาบอกพี่ล่ะ ให้พี่ไปช่วยไง?”
“ส่งข้อความหาพี่ ได้ด้วยเหรอ?”
“ได้สิ ถ้าอยากฟ้อง ก็บอกพี่ได้เลย ถ้าพี่ว่างเมื่อไหร่ จะจัดการเหมาเหมาให้เอง”
“ฮิฮิฮิ~ เยี่ยมไปเลย!! หนูขอส่งใจให้เลย!”
“งั้นเอางี้เลยนะ ฉันมอบอำนาจให้เธอแล้ว จะลงโทษเหมาเหมายังไงก็แล้วแต่เธอ จนกว่าเธอจะทำให้เธอร้องไห้ถึงจะหยุดได้”
ไต้ไต้ได้ยินแบบนั้นก็รีบหันไปกล่าวขอบคุณหยางฟาน แล้วหันกลับมามองเหมาเหมาที่กำลังกระโดดอยู่ด้วยรอยยิ้มแบบปีศาจน้อยเต็มใบหน้า
“เอางี้ก่อนละกัน ให้เธอเต้นต่ออีกสิบห้านาที แล้วค่อยกลิ้งไปมาบนแผ่นยางอีกยี่สิบนาที ที่เหลือ เดี๋ยวฉันค่อยคิด!”
เหมาเหมาฟาดมือหมุนเป็นวงเหมือนอยู่ในคลับ ขณะเดียวกันก็ส่งสายตาเขม็งใส่น้องสาวด้วยแววตาดุๆ แล้วกัดฟันพูดว่า
“ไต้ไต้ เธอแน่ใจเหรอ? ตอนที่พี่เสี่ยวเหยาอยู่น่ะเธอทำตัวเบ่งได้ แต่เขาจะมาทุกวันหรือไง?”
พอไต้ไต้ได้ยินก็เริ่มทำหน้าหงิกงออีกครั้ง
“พี่เสี่ยวเหยา เธอขู่หนูแล้วอะ”
เรื่องฟ้องนี่ เธอเรียนรู้เร็วมาก
หยางฟานเห็นเธอทำตาแป๋วเสียงหวานใสแบบนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้
“ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวพี่จะแวะมาดูเธอบ่อยๆ ถ้าเหมาเหมากับพวกผู้ชมแกล้งเธออีก ตอนพี่มา เธอจะได้เอาคืนสองเท่าเลย”
ไต้ไต้ได้ยินเท่านั้นก็ยิ้มร่า ราวกับได้ยันต์กันผีแล้วหันไปมองเหมาเหมาแบบหยิ่งๆ แล้วพูดว่า
“มาเลย! มาทำร้ายกันเลยสิ มีพี่เสี่ยวเหยาอยู่ ฉันกลัวเธอที่ไหนกัน!”
แม้เหมาเหมาจะทำหน้าบูดเบี้ยว แต่ในใจลึกๆ กลับกำลังดี๊ด๊า
เมื่อครู่ที่พูดแบบนั้นออกไป เธอแค่ลองหยั่งเชิงดูว่าเสี่ยวเหยาจะยังสนใจหรือไม่ ปรากฏว่าอีกฝ่ายตอบกลับชัดเจนว่าจะมาอีกบ่อยๆ
พูดง่ายๆ ก็คือ อนาคตสดใสชัดๆ!
จะไม่ให้เธอดีใจได้ยังไงกัน?
ดูจากความใจป้ำของอีกฝ่ายแล้ว ต่อให้ต้องทนเจ็บนิดหน่อย ยังไงก็ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
ใครใช้ให้พวกเธอเลือกทำคอนเทนต์แบบนี้เองล่ะ ตั้งแต่เริ่มก็เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจ็บ ต้องปวด ต้องทนได้
แม้สองพี่น้องจะยังเด็ก แต่พอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ก็เข้าใจได้ดีว่า เงินหายาก แต่ความเจ็บมันฟรี
หยางฟานเล่นในไลฟ์ของพวกเธอได้อีกสักพัก ก่อนจะส่งคาร์นิวัลชุดใหญ่ 17 อันปิดท้าย แล้วจึงออกจากไลฟ์ไป
ตอนนั้นเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะช่วงนี้ใช้พลังงานเยอะเกินไป
เขาวางโทรศัพท์ลง แล้วเข้านอนแต่หัววัน
เช้าวันถัดมา
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีข้อความหลายฉบับที่ยังไม่ได้อ่าน แต่สิ่งที่ทำให้เขายิ้มออกมาก็คือข้อความจากใครคนหนึ่ง
นั่นคือซาซ่าสตรีมเมอร์หญิงคนแรกที่เขาเคยเปย์หลังได้ระบบมา
เมื่อคืนตอนเที่ยงคืนตรง เธอโอนเงินหกหมื่นหนึ่งพันหยวนมาให้ พร้อมกับข้อความหนึ่งว่า
“สุขสันต์วันเด็กนะคะพี่เสี่ยวเหยา!
คนเขาว่ากันว่า ผู้ชายถึงแก่ก็ยังเป็นเด็กในใจ
ขอให้พี่มีความสุขในวันพิเศษแบบนี้นะคะ!”
การกระทำของโลลิถูกกฎหมายคนนี้ ถือว่าเข้าทางหยางฟานเป๊ะ
เพราะสิ่งที่เขาขาดอยู่ตอนนี้ก็คือเงินทุน
แล้วเธอก็จัดให้แบบไม่ต้องขอ
พูดตามตรง ก็ดูออกว่าเธอคงยังจำได้ว่า ตอนวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เธอเคยส่งเงินมาให้พร้อมคำอวยพร แล้วเขาก็ให้ผลตอบแทนแบบเกินคาด
ตอนนี้พอมีวันเทศกาลอีก เธอก็รีบแสดงตัวอีกครั้งอย่างไม่ลังเล
ในมุมมองของเธอ เธอคงคิดว่าเขาพอใจในน้ำใจและคำอวยพรของเธอ
แต่ไม่มีทางรู้หรอกว่า สิ่งที่หยางฟานสนใจจริงๆ คือเงินเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอโอนมา
เพราะแบบนั้น เธอจึงตั้งใจเลือกวันเด็กมาส่งของขวัญ
ถึงจะไม่ใช่วันของเธอ เธอก็ยังหาเหตุผลมาโยงจนได้ เพราะผู้ชายเป็นเด็กตลอดกาลไง
พูดตามตรง ใส่ใจขนาดนี้ เงินตามระบบจะไม่รับไว้ได้ยังไง?
〈รับไว้แล้ว 〉
หลังจากรับเงิน เขาพบว่าตอนนี้ทุนหมุนเวียนของตัวเองทะลุหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหยวนเข้าไปแล้ว
รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก จึงเปิดดูข้อความของคนอื่นๆ ต่อด้วยความหวังเล็กๆ
แต่น่าเสียดาย ไม่มีใครเหมือนซาซ่าเลย
แม้จะมีบางคนส่งคำอวยพรวันเด็กมาให้ แต่ก็ไม่มีใครโอนเงินมา
โดยเฉพาะกู้รุ่ยเจี๋ยที่หนักกว่านั้น เธอบอกตรงๆ เลยว่าอยากให้เขาไปฉลองวันเด็กด้วยกัน
เธอคงคิดว่า ผู้ชายอย่างหยางฟาน คงไม่จำเป็นต้องรอเงินแค่นี้
กลัวว่าโอนมาแล้วจะดูทำตัวไม่เข้าท่าจึงไม่ทำอะไรเลย
แต่หยางฟานเองก็พูดไม่ได้บอกตรงๆ ก็ไม่ได้ บอกอ้อมๆ ก็ยังไม่ได้
กลัวว่าระบบที่ติดตัวอยู่จะมองว่าเขาไม่ใช่คนโง่จริง แล้วก็จะหายไป
ลองคิดดู ถ้าระบบทิ้งเขาไป แบบนั้นจะไปฟ้องใครได้?
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกว่านั่งอยู่เฉยๆ ก็ไร้ประโยชน์ จะออกไปเดินเล่นสักหน่อยดีกว่า
ไหนๆ ก็อยากกินอาหารดีๆ แล้ว ต้องหาเพื่อนไปด้วย
เขาจึงส่งข้อความไปหากู้รุ่ยเจี๋ยว่า
“ไปกินข้าวกัน”
ไม่นานนัก ฝ่ายนั้นก็ตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้น
“ได้ค่ะ หนูแต่งหน้าก่อนนะ ขอเวลาแปบเดียว!”
“จะบ่ายแล้ว ยังไม่ได้แต่งหน้าอีกเหรอ?”
“แหะๆ ก็หนูไม่รู้ว่าพี่จะว่างวันนี้นี่นา หนูก็เลยไม่ได้เตรียมตัวออกบ้าน”
“งั้นรีบหน่อย”