บทที่ 8 รวบรวมข้อมูล

“อรุณสวัสดิ์!”
“อรุณสวัสดิ์!”
เช้าอีกวัน เหยาหยวนก็มาฝึกงานที่สำนักข่าวตามปกติ
เข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เขาเปลี่ยนจากเสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้นเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงยีนส์ ยังคงสวมรองเท้ากีฬาเหมือนเดิม แต่เพิ่มหมวกขึ้นมาหนึ่งใบ ปีกหมวกบดบังจนมองไม่เห็นดวงตา สะพายกระเป๋าใบใหญ่ที่ดูเกินจริงไปหน่อย
เหมือนพวกขายแผ่นผีที่จงกวนชุนไม่มีผิด
เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง หยิบขนมและเครื่องดื่มสองสามถุงออกจากกระเป๋ายัดใส่มือหลิวเวยเวยที่อยู่ข้าง ๆ หลิวเวยเวยจากที่เคยระแวงในตอนแรก ตอนนี้กลายเป็น ให้มาฉันก็กิน
“ขอบคุณนะ!”
“ไม่เป็นไร กินของเขาปากสั้น ต่อไปถ้าฉันขอให้เธอช่วยอะไรจะได้ปฏิเสธไม่ลง”
“โห พูดออกมาตรง ๆ แบบนี้ ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงเลย”
หลิวเวยเวยสงสัยจริง ๆ จึงถามว่า “ฉันก็รู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นยังไง คุณมีอะไรให้ฉันช่วยเหรอ?”
“ผมเคยบอกแล้วไงว่าคุณเสียงเพราะ”
“แบบนี้ก็ได้เหรอ?”
“แน่นอน เสียงเพราะก็เป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง”
คุยกันสองสามประโยค ก็เริ่มทำงานของวันใหม่ เหยาหยวนยังคงรักษาสไตล์ของตัวเอง คอยคุยเล่นและชงมุก ทำให้คนที่โทรเข้ามาเกือบทุกคนวางสายไปด้วยความสุข
โทรศัพท์สายด่วนส่วนใหญ่เป็นเรื่องหยุมหยิม มีส่วนน้อยที่เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ รถชน เป็นต้น ที่เหลืออีกส่วนน้อยมาก ๆ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ปมปัญหาที่นักข่าวต้องเจาะลึกถึงจะขุดออกมาเป็นข่าวได้
เหยาหยวนสามารถประเมินคุณค่าของเบาะแสเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย บางเรื่องก็เป็นข่าวดีจริง ๆ แต่ใจเขาเรียบเฉยเหมือนน้ำนิ่ง ชาตินี้เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์อีกแล้ว
ในช่วงพักสั้น ๆ เขามองดูสมุดบันทึกของตัวเอง ส่ายหัวแล้วถอนหายใจ “ชีวิตทางจิตวิญญาณของชาวเมืองหลวงนี่มันช่างหลากหลายจริง ๆ!”
แค่สี่วันที่อยู่ในแผนกสายด่วน เขาก็บันทึกเบาะแสที่น่าสนใจได้ถึงสิบห้าเรื่อง มีอยู่ทุกเขต บางเรื่องก็เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง
เบาะแสประเภทนี้ก็เป็นคอลัมน์ประจำของสื่อเหมือนกัน พอไม่มีข่าวอะไรจะลง ก็จะเอาเรื่องพวกนี้มาลงเพื่อเติมหน้ากระดาษให้เต็ม
โดยปกติจะเป็นการแฝงตัวเข้าไปสืบของนักข่าว ในเรื่องนี้นักข่าวหนังสือพิมพ์ค่อนข้างเสียเปรียบ สถานีโทรทัศน์ได้เปรียบกว่า ภาพของพวกเขาน่าตื่นเต้นกว่า แค่บางครั้งก็เกิดข้อผิดพลาดขึ้น นักข่าวอินเกินไปจนลืมไปว่ากำลังแฝงตัวทำข่าวอยู่
อย่างเช่นนักข่าวของสถานีโทรทัศน์เสฉวนคนนั้น ถอดกางเกงจริง ๆ เลยนะ!
วันแห่งการอู้งานผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหยาหยวนออกจากสำนักข่าว กินข้าวแบบง่าย ๆ แล้วก็เริ่มเดินเล่นที่ทะเลสาบถวนเจี๋ยหู ทะเลสาบถวนเจี๋ยหูอยู่ติดกับตึกสำนักข่าว เป็นสวนสาธารณะที่เริ่มขุดในยุค 50 และสร้างเสร็จในยุค 80
เมื่อฟ้าเริ่มมืด ชาวบ้านที่ออกมาเดินเล่นก็เริ่มเยอะขึ้น มีผู้หญิงสองสามคนปะปนอยู่ด้วย ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกมืออาชีพ
เหยาหยวนไม่ทำให้พวกเธอตื่นตกใจ เขาสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ สักพัก รู้สึกว่าคุณภาพค่อนข้างต่ำ เลยตัดสินใจขึ้นรถเมล์ไปยังจุดต่อไปทันที นั่นก็คือบริเวณใกล้ ๆ แม่น้ำเลี่ยงหม่า
แม่น้ำเลี่ยงหม่าเริ่มต้นจากถนนเล็ก ๆ นอกประตูตงจื๋อเหมิน ไหลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือผ่านจิ่วเซียนเฉียว และไหลลงสู่แม่น้ำป้าเหอทางตะวันออกของหมู่บ้านซีป้า
ในสมัยโบราณ ขบวนรถม้าจากต่างเมืองที่เข้ามาในปักกิ่ง มักจะนำม้ามาล้างตัวในแม่น้ำแห่งนี้ หลังจากล้างเสร็จ ม้าก็จะขึ้นมาตากตัวให้แห้งบนฝั่ง จึงได้ชื่อว่าแม่น้ำเหลียงหม่า (แม่น้ำตากม้า) นานวันเข้าก็เรียกเพี้ยนเป็นแม่น้ำเลี่ยงหม่า
ทางใต้ของแม่น้ำคืออาคารเลี่ยงหม่าต้าซ่า โรงแรมฉางเฉิง ซานหลี่ถุน และสถานทูตของประเทศต่าง ๆ ในปักกิ่งปี 2001 ถือว่าเป็นย่านที่ค่อนข้างเจริญ
ตอนที่เหยาหยวนไปถึงก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว
มองคร่าว ๆ ขนาดใหญ่กว่าทะเลสาบถวนเจี๋ยหูมาก เป็นถนนธรรมดา ๆ สายหนึ่ง ผู้หญิงที่แต่งตัวค่อนข้างน้อยชิ้นรวมตัวกันเป็นกลุ่มสามสี่คน หรือไม่ก็แยกกันอยู่เดี่ยว ๆ ใต้แสงไฟถนนสีเหลืองสลัว
ทุกครั้งที่เดินผ่าน ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก ก็จะเชื้อเชิญคุณอย่างอบอุ่นให้ไปเล่นที่บ้านของเธอ
“ปิ๊น ๆ!”
ข้างหน้ามีรถโฟล์คสวาเกน พาสสาทคันหนึ่งขับผ่านมาพอดี จอดอยู่ริมถนน คนขับผู้ช่ำชองไม่ได้ลงจากรถ แค่ลดกระจกลงแล้วคุยกับผู้หญิงสองคนสองสามคำ
จากนั้นผู้หญิงสองคนก็เปิดประตูรถ ขึ้นรถแล้วก็ไป ทิ้งไว้เพียงไฟท้ายสีแดงสดเป็นทางยาว
“อือหือ!”
“จิตใจของผู้คนช่างเรียบง่าย ผู้คนต่างไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดีจริง ๆ เลย!”
เหยาหยวนเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว เข้าไปอยู่ในระยะสายตาของผู้หญิงเหล่านั้น ไม่ต้องถาม แค่สบตากันก็มีคนเดินเข้ามาหาเอง
ผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง สวมรองเท้าบูทยาวเดินเข้ามา เสียงของเธอแหลมเล็กจนน่าประหลาดใจ “ทำไหม? 50 หยวน สถานที่ปลอดภัยมาก”
“ที่ไหน?”
“ก็ตรงนั้นแหละ”
เธอชี้ไปทางป่าเล็ก ๆ ที่มืดสนิท
“ในป่าเหรอ? ไม่มีห้อง?”
“เอ่อ ไปดูก่อนก็ได้”
เหยาหยวนเดินตามเธอไปสองสามก้าว ยิ่งมองก็ยิ่งขมวดคิ้ว
พอนึกถึงแป้งหนาเตอะกับเสียงประหลาดนั่น
ซี้ด!
เขาตกใจจนหยุดชะงัก รีบพูดว่า “ ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว!”
คนที่อยู่ข้างหน้าได้ยินก็ไม่ได้พูดอะไร เดินกลับไปที่ใต้เสาไฟเหมือนเดิม
ตอนนั้นก็มีพี่สาวคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก “น้องชาย ตาแหลมเหมือนกันนะ ดูออกด้วยเหรอ?”
“ใช่ครับ ตกใจหมดเลย เกือบจะเสียตัวแล้ว”
“ฮ่า ๆ เธอนี่ตลกจริง ๆ!”
คนเข้าสังคมเก่งมาเจอคนเข้าสังคมเก่งด้วยกันนี่มันสบายใจจริง ๆ พี่สาวคนนั้นพูดว่า “แบบเขาน่ะที่นี่มีสี่คน ไม่เคยเข้าห้องเลย อยู่แต่ในป่า”
“โอ้โห แล้วมีคนมาหาเหรอ?”
“มีสิ ธุรกิจเขาดีจะตาย”
เหยาหยวนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ดูข่าวจับกุมพวกค้าบริการที่ผู้ชายแต่งเป็นหญิงสิ ลูกค้าต่างก็ร้องไห้เสียใจว่า “ผมไม่รู้นี่นา!”
แกโง่เหรอถึงไม่รู้?
พี่สาวคนนั้นพูดไปตั้งนาน แล้วก็ถามว่า “สรุปแล้วเธอจะทำหรือไม่ทำ? มาทำอะไรกันแน่? อย่าบอกนะว่าเป็นนักข่าว?”
“ไม่ ๆ ครับ อายุขนาดคุณผมคงไม่ไหว มีเด็ก ๆ บ้างไหม?”
“อายุเยอะสิถึงจะดูแลเอาใจใส่เก่ง เด็ก ๆ อยู่ข้างหน้าโน่น!”
ถึงแม้พี่สาวคนนั้นจะไม่พอใจ แต่ก็ยังใจดีช่วยชี้ทางให้ เหยาหยวนถึงกับอยากจะควักเงินสามหยวนซื้อบุหรี่ให้เธอสักซอง
เขาเดินไปตามถนนสายนี้ต่อ รู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมฝ่าด่าน เริ่มจากทหารเลว แล้วก็เจอตัวละครชี้ทาง จากนั้นก็ไปเจอตัวบอส
“มาถึงขั้นนี้แล้ว อย่าทำให้ฉันผิดหวังนะ”
เขาเดินเกือบจะถึงสุดถนน ในที่สุดก็เห็นเงาคนหนึ่งอยู่ใต้เสาไฟ
รูปร่างปานกลาง ค่อนข้างผอม ไม่ได้ย้อมผมสีทองเหมือนคนอื่น ๆ มีผมสีดำ ไม่ได้สวมรองเท้าบูทยาวเหมือนคนอื่น ๆ เสื้อผ้าและรองเท้าราคาถูก แต่งหน้าจัดมาก เนื่องจากฝีมือไม่ดีจึงดูเกินจริงไปหน่อย บดบังใบหน้าที่แท้จริงไว้ แต่โดยรวมแล้วดูเด็กมาก
“...”
ทั้งสองสบตากัน หญิงสาวลังเลเล็กน้อย แต่ก็เดินเข้ามาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เสียงแหบเล็กน้อยถามว่า “ทำไหม? 50 หยวน ที่อยู่ไม่ไกล ปลอดภัยด้วย”
เหยาหยวนมองสำรวจอีกฝ่าย ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นเรื่อย ๆ “ค้างคืนเท่าไหร่?”
“2...200”
“ไป ๆ ๆ!”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 8 รวบรวมข้อมูล

ตอนถัดไป