บทที่ 34 สามหัวหน้าหอคอยผู้ก่อกบฏ
“แน่นอน พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสั่งสอนเช่นกัน”
อีเลียนหวนนึกถึงเรื่องราวที่ประสบพบเจอเมื่อครั้งนำเหล่าจอมเวทมายังหมู่บ้านแห่งนี้
“ข้าบอกกับผู้คนในหมู่บ้านเอลฟ์ว่า เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน เจ้าชายมูนเอลฟ์นามว่าซีมอร์ มูนวิสเปอร์ และผู้ติดตามของเขาคือผู้ที่สอนเวทมนตร์ให้แก่มนุษย์ซึ่งก็เป็นความจริง”
“ดังนั้น เวทมนตร์จึงเป็นของขวัญที่เอลฟ์มอบให้แก่มนุษย์ เป็นสะพานเชื่อมให้มนุษย์กลายเป็นเอลฟ์ที่แท้จริง พวกเขาเพียงต้องเรียนรู้เวทมนตร์ ถึงจะสามารถเลียนแบบเอลฟ์ได้ดีที่สุด”
“ข้ายังบอกพวกเขาอีกว่า เวทมนตร์บางแขนงสามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และเลือดเนื้อ ทำให้พวกเขาสามารถกลายเป็นเอลฟ์ได้”
“ด้วยแรงจูงใจเช่นนี้ ผู้คนในหมู่บ้านเอลฟ์จึงยินดีต้อนรับโรงเรียนเวทมนตร์และอาจารย์ที่มาประจำการเป็นอย่างยิ่ง”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ อีเลียนก็ยิ้มออกมา
ใช้วิธีแบบนี้อย่างนั้นหรือ? เกร็ตรู้สึกว่ามันแปลก ๆ
“ตามตรงนะขอรับ ข้านึกว่าฝ่าบาทจะมองว่าพวกเขาเป็นผู้ทรยศเสียอีก ไม่คิดว่าฝ่าบาทจะไม่ใส่ใจเลย” เกร็ตน้อยกล่าวอย่างงุนงง
“เพราะมันคือความจริงอย่างไรเล่า ราชสำนักเอลฟ์แข็งแกร่งกว่าเรามากนัก เป็นเรื่องปกติที่จะมีมนุษย์คิดเช่นนี้”
อีเลียนทอดสายตามองไปทางทิศตะวันตก ราวกับสายตาของเขาทะลุผ่านป่าไม้อันเขียวขจี
“เผ่าพันธุ์เอลฟ์ทั่วทั้งทวีป มีจอมเวทตำนานถึง 42 คน ในจำนวนนั้นยังมีจอมเวทตำนานขั้นกลาง ที่อยู่เหนือกว่าข้า กระทั่งผู้ถูกเลือกแห่งทวยเทพที่สามารถเรียกให้เทพเจ้ามาปรากฏกายได้”
“ผู้ใช้เวทระดับสูงอย่างเจ้าหรือนายพลซอล ยิ่งมีจำนวนนับพัน”
“เหล่าจอมเวทตำนานเอลฟ์เหล่านั้น ยังสามารถร่วมมือกันร่ายพิธีกรรมมหาเวทแห่งเอลฟ์อันน่าเหลือเชื่อ ที่สามารถฉีกทวีปและขับไล่เทพที่แท้จริงได้”
“ราชสำนักเอลฟ์ครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามที่สุดใจกลางทวีป ป่าแฟรี่ที่เปี่ยมไปด้วยเวทมนตร์อันลึกลับ แร่เหล็กมิธริลที่ดีที่สุด และทรัพยากรชีวภาพอื่น ๆ ปล่อยให้พวกเราต่อสู้แย่งชิงกับพวกออร์ค ก็อบลิน และโกโบลด์ บนดินแดนรกร้างและแห้งแล้งเพียงหยิบมือบริเวณชายขอบทวีปนี้”
“เหนือราชสำนักเอลฟ์ขึ้นไป ยังมีเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลขณะนี้ เทพเอลฟ์ มหาเทพคอเรลลอน เป็นเทพแห่งเวทมนตร์และสงครามอันทรงพลัง กระทั่งมีผู้โง่เขลาที่ไม่รู้อะไรเชื่อว่า มหาเทพคอเรลลอนคือต้นกำเนิดของเวทมนตร์ทั้งหมดในจักรวาล”
ทำไมฝ่าบาทถึงบอกข้าเรื่องพวกนี้ เกร็ตน้อยรู้สึกสับสนไปหมด
อีเลียนพูดจบ ก็วางมือข้างหนึ่งลงบนบ่าของเด็กชายเบา ๆ
“นี่คือเหตุผลที่เราต้องพยายาม”
“เหตุผลที่เราต้องสร้างประเทศนี้ เหตุผลที่เราต้องเผยแพร่เวทมนตร์ไปทั่วแผ่นดิน เหตุผลที่เราต้องให้เหล่าอมนุษย์ทำงานในไร่นาเพื่อเลี้ยงดูประชากรให้มากขึ้น ก็เพื่อให้เด็กมนุษย์รุ่นใหม่ที่จะเกิดบนดินแดนเอลโดเรนในอนาคต ไม่ต้องเดินซ้ำรอยเส้นทางของหมู่บ้านเอลฟ์ในปัจจุบัน”
“บางทีอาจจะถึงวันที่จักรวรรดิของเราก้าวข้ามราชสำนักเอลฟ์ หรือแม้กระทั่งเทพเอลฟ์ พวกเอลฟ์อาจจะหันกลับมาเทิดทูนพวกเรา ตัดหูยาว ๆ ของตัวเองทิ้งเพื่อเลียนแบบพวกเราก็ได้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อีเลียนก็หัวเราะอย่างมีอารมณ์ขัน
“จริงสิ เกร็ต ข้าจะใช้เวทมนตร์เปลี่ยนเจ้าให้เป็นเอลฟ์น้อย ให้เจ้าเข้าไปในหมู่บ้านเอลฟ์เพื่อสัมผัสกับการปรนนิบัติที่เอลฟ์ได้รับจริง ๆ อยากลองดูหรือไม่?”
เกร็ตน้อยตกใจ
“แต่ว่า… แต่ว่า ข้าไม่รู้นี่ขอรับว่าเอลฟ์มีนิสัยอย่างไร ถ้าเกิดไม่เหมือนขึ้นมาล่ะขอรับ”
อีเลียนยิ้มและยักไหล่
“ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ในสายตาของคนในหมู่บ้านเอลฟ์ ล้วนเป็นแบบฉบับของเอลฟ์ที่แท้จริง หากไม่เหมือนกับที่พวกเขาคิด พวกเขาก็จะคิดว่าตนเองนั่นแหละที่ผิด”
“ได้ขอรับ ฝ่าบาท”
เกร็ตตอบรับอย่างเกร็ง ๆ เล็กน้อย
อีเลียนร่ายคาถาเบา ๆ
หูของเกร็ตน้อยก็ยาวขึ้น รูปร่างก็ดูเพรียวบางขึ้น ใบหน้าก็เปลี่ยนไปไม่น้อย กลายเป็นเอลฟ์น้อยในบัดดล
“เข้าไปเล่นสัก 20 นาที แล้วข้าจะรอรับเจ้าอยู่ที่นี่”
อีเลียนโบกมือ มองส่งเกร็ตน้อยที่เดินจากไป เข้าไปในหมู่บ้านเอลฟ์
หลังจากส่งเด็กคนนี้ไปชั่วคราว และมองจนกระทั่งร่างของเขาหายลับไปจากสายตา
อีเลียนก็ถอนหายใจยาว แล้วค่อย ๆ หันกลับมา
“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้ว ก็ไม่ต้องซ่อนตัวอีกต่อไป”
“สามหัวหน้าหอคอย ไม่ได้พบกันนานเลยนะ!”
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้มีแววตาคมกริบ
หญิงสาวผมทองผู้งดงาม
ชายหัวล้านร่างท้วมเล็กน้อย
ทั้งสามร่างปรากฏกายขึ้นจากความมืดมิดพร้อมกัน หลังจากคลายเวทล่องหน
“กูเต้ เฮเลน เคด พวกท่านทั้งสามมาหาข้าดึกดื่นป่านนี้ มีธุระอันใดหรือ?”
อีเลียนถาม
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
กูเต้ หัวหน้าหอคอยพลานุภาพ จ้องเขม็งไปยังอีเลียนด้วยสายตาดุจเหยี่ยว
“ตอนนี้มันเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะฆ่าข้าไปแล้ว”
น้ำเสียงของอีเลียนปราศจากความประหลาดใจใด ๆ
“เสียงคัดค้านค่อย ๆ หายไปตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้วขุนนางจอมเวทส่วนใหญ่ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ ก็ยอมรับความจริงไปแล้ว”
“เหล่าอาจารย์ที่ประจำหมู่บ้านก็สนิทสนมกับชาวบ้านเป็นอย่างดีแล้ว การศึกษาเวทมนตร์บนพื้นดินกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ มีนักเรียนที่ฉลาดพอจะร่ายเวทมนตร์เล็กน้อยครั้งแรกได้สำเร็จแล้ว”
“หลังจากกวาดล้างสามเผ่าออร์ค หมู่บ้านต่าง ๆ ก็กำลังบุกเบิกพื้นที่รกร้างที่ไม่เคยกล้าเหยียบย่ำมาก่อน เมื่อมีเหล่าอมนุษย์ทำงานในไร่นา พวกเขาก็สามารถเพาะปลูกที่ดินได้มากขึ้น เลี้ยงดูผู้คนได้มากขึ้นอีก ไม่ช้าไม่นาน ประชากรมนุษย์บนดินแดนผืนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว”
“พวกเราจะยุติเรื่องทั้งหมดนี้เอง!” กูเต้ขัดจังหวะอีเลียน
“ขอเพียงเจ้าตาย ทุกอย่างก็ง่าย”
“เจ้ามีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ภักดีจริง ๆ โดยเฉพาะนายพลซอลที่น่ารำคาญนั่น”
“แต่ถ้าเจ้าไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างก็จบสิ้น เขาจะทำอะไรได้?”
“ต่อให้เขาอยากจะล้างแค้นให้เจ้า เหล่าจอมเวทนักรบใต้บังคับบัญชาของเขา จะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อจอมเวทผู้สูงส่งที่ไม่มีตัวตนอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ?”
กูเต้ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น ใบหน้าแดงก่ำ
“อีเลียน เจ้าต้องชดใช้ให้กับความโง่เขลาของเจ้า!”
“หลังจากคืนนี้ เมื่อจอมเวทผู้สูงส่งแห่งจักรวรรดิหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าจะเป็นจอมเวทผู้สูงส่งคนใหม่ และแก้ไขความผิดพลาดให้กลับสู่ภาวะปกติ”
“ข้าจะทำลายโรงเรียนไร้ประโยชน์บนพื้นดินพวกนั้น เรียกจอมเวทประจำหมู่บ้านทั้งหมดกลับมา พร้อมทั้งสังหารชาวบ้านโง่เขลาสามหมู่บ้านเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง”
“ถึงเวลาแล้ว ที่จะให้ละครตลกที่ยืดเยื้อมากว่าครึ่งปีนี้จบลงเสียที!”
“ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเอลโดเรนอันยิ่งใหญ่ในอนาคต จะบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนี้ไว้เพียงว่าเป็นการเดินที่ผิดทางเท่านั้น”
เฮเลน หญิงสาวผมทองที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ที่กูเต้พูด ก็คือสิ่งที่ข้าอยากจะพูดเช่นกัน”
“อีเลียน หลังจากที่เจ้าหายไปในคืนนี้ ข้าจะสนับสนุนกูเต้ ให้เป็นจอมเวทผู้สูงส่งคนใหม่!”
เมื่อได้ฟังคำพูดอันชอบธรรมของกูเต้ อีเลียนรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่พิเศษมาก
ไม่ใช่ความโลภที่มัวเมาในลาภยศ แต่เป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าตนเองคือฝ่ายที่ถูกต้องอย่างแท้จริง!
“กูเต้ ในสายตาของเจ้า ประเพณีของเอลโดเรนสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
อีเลียนถาม
“คำว่าเอลโดเรน เพิ่งปรากฏขึ้นมาได้เพียงสามศตวรรษ ส่วนเหล่าขุนนางจอมเวทที่นำเมืองลอยฟ้าขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงก็เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงร้อยปี ประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอายุขัยของเอลฟ์สามัญชนคนหนึ่ง ด้วยซ้ำ”
“เหตุใดเจ้าจึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อลอบสังหารข้า ทั้งที่เลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้ว และยังต้องเสี่ยงกับการแก้แค้นจากนายพลซอลและผู้สนับสนุนคนอื่น ๆ ของข้าอีก?”
“ประเพณีของเอลโดเรน ประเพณีที่ขุนนางจอมเวทแยกตัวออกจากสามัญชนบนพื้นดิน เป็นสิ่งที่เจ้าถึงกับต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องอย่างนั้นหรือ?”
กูเต้เงียบไป ราวกับไม่อยากตอบ
อีเลียนยิ้มออกมา น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งผิดปกติ
“เช่นนั้น จะกรุณาตอบคำถามข้างต้นของข้าผู้เป็นคนตายแล้วได้หรือไม่?”
“จอมเวทผู้สูงส่งแห่งเอลโดเรนในอนาคต”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง กูเต้ก็แค่นเสียงเย็นชา
“อีเลียน เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก”
“เจ้าเคยเห็นเทพเจ้าหรือไม่ อีเลียน? เทพเจ้าที่แท้จริงน่ะ!”