บทที่ 3 ในเมื่อไม่อาจต่อต้านได้ งั้นก็จงเพลิดเพลินไปกับมันเสีย

บทที่ 3 ในเมื่อไม่อาจต่อต้านได้ งั้นก็จงเพลิดเพลินไปกับมันเสีย

“หรือว่าจะเป็นฝันบอกเหตุล่วงหน้าอะไรแบบนั้น?”

มูนเคาะปกหนังสือสีดำเล่มนี้ พลางครุ่นคิดอย่างละเอียด

คิดไปคิดมา ความฝันที่ไร้เหตุผลแต่กลับสมจริงอย่างยิ่งยวดเช่นนี้ ดูเหมือนคำว่า “ฝันบอกเหตุล่วงหน้า” จะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด

แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงหนึ่งในข้อสันนิษฐานเท่านั้น

“ถ้าเป็นฝันบอกเหตุล่วงหน้า ผลลัพธ์แบบนั้น เป็นเพราะฉันทำอะไรผิดไปเหรอ?”

มูนพึมพำด้วยใบหน้าซีดขาว

สัมผัสอันเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อครู่นี้ ยังคงแล่นปราดอยู่บนผิวหนัง

ไม่ว่าใครก็ตาม หลังจากที่ได้รู้ว่าอนาคตของตัวเองอาจจะต้องลงเอยด้วยการถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้น ก็ย่อมไม่สามารถสงบนิ่งได้อย่างสมบูรณ์

“แต่ใครกันที่เกลียดฉันมาก ถึงกับลงมือได้โหดเหี้ยมขนาดนี้?”

แม้ว่าเงาคนในฝันบอกเหตุล่วงหน้าจะอ้างว่าทำไปเพราะรัก แต่มูนกลับไม่คิดว่านั่นคือความรักเลยสักนิด

จะมีที่ไหนที่ความรักคือการเฉือนคนที่ตัวเองรักเป็นพันๆ ชิ้น! ฆาตกรโรคจิตยังไม่หลุดโลกขนาดนี้เลย!

ต่อให้คุณอยากจะเล่นอะไรพิเรนทร์ๆ ก็ควรจะเหลือศพไว้ให้ครบสมบูรณ์หน่อยสิ!

“วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือการตามหาเงาดำคนนั้นให้เจอ...”

มูนกำหนดแนวทางได้อย่างรวดเร็ว ขอแค่หาตัวฆาตกรให้เจอก่อนที่มันจะลงมือ ด้วยสถานะบุตรชายของดยุกของเขา การหลีกเลี่ยงจุดจบแบบนี้น่าจะเป็นเรื่องง่ายมาก

แต่...

“ดูเหมือน... จะเป็นไปไม่ได้”

เหงื่อเย็นเยียบ หยดลงมาจากหน้าผากของมูน

การจะตามหาเงาดำนั้นให้เจอ จำเป็นต้องมีเบาะแสที่เพียงพอ

แต่ในฝันบอกเหตุล่วงหน้ากลับไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรเลย เสียงและรูปลักษณ์ภายนอกของเงาดำนั้นไม่สามารถแยกแยะได้ ทำได้เพียงแค่สังเกตคร่าวๆ ว่าเป็นผู้หญิงเท่านั้น

และแค่อาศัยเพียงเท่านี้ในการคาดเดาคำตอบยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะคนอย่างมูน·แคมป์เบลปกติแล้ว สร้างศัตรูไว้เยอะเกินไป แม้แต่สาวใช้ในบ้านดยุกก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทนพฤติกรรมเลวร้ายของเขาไม่ไหวแล้วลงมือแก้แค้นอย่างสาสม

“พูดถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเพราะแกทำเรื่องผิดพลาดไว้เยอะเกินไปนั่นแหละ”

มูนถอนหายใจยาว อยากจะลงมือซัดเจ้าของร่างเดิมสักเปรี้ยงจริงๆ

แต่เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้เขาคือเจ้าของร่างเดิม

กรรมที่มูน·แคมป์เบลก่อไว้ เขาซึ่งเป็นมูนคนใหม่นี้ จำเป็นต้องรับผิดชอสินะ?

“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งในข้อสันนิษฐาน แต่ฉันไม่อยากถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้นนะ”

“อ๊ะ จริงสิ หนังสือสีดำเล่มนั้น!”

ในที่สุดมูนก็นึกถึงตัวการสำคัญที่ทำให้เขาได้ลิ้มรสชาติของการถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้น

“เอ๊ะ?”

มูนกำลังจะหาหนังสือสีดำที่หายไปไหนไม่รู้เล่มนั้น แต่พอความคิดขยับ หนังสือสีดำเล่มนั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง

“นี่มัน... เข้าไปในร่างกายฉันแล้วเหรอ?”

มูนลองคิดอีกครั้ง และก็เป็นไปตามคาด หนังสือสีดำกลายเป็นลำแสงเรืองรองสายหนึ่ง พุ่งเข้าไปในร่างของมูน

มูนสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามันกำลังอยู่นิ่งๆ ในที่แห่งหนึ่งในจิตสำนึกของเขา

“มหัศจรรย์ขนาดนี้เลย?”

มูนดีใจขึ้นมา: “ฉันรอดแล้วใช่ไหม?”

ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้น มูนเรียกหนังสือสีดำออกมา จากนั้นก็พนมมือขึ้น พลางท่องบ่นอย่างจริงใจ:

“หนังสือดำเอ๋ย หนังสือดำ ข้าจะพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่ในครั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับท่านปู่แล้วนะ”

“เปิด!”

มูนตะโกนลั่น พลางเปิดหนังสือสีดำออก

【มูนตะโกนลั่น พลางเปิดหนังสือสีดำออก】

มูน: ?

หลังจากเปิดออก ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแค่บนหน้าแรกที่ขาวบริสุทธิ์ของหนังสือ ปรากฏตัวอักษรดังข้างต้นขึ้นมา

ราวกับเป็นไดอารี่ บันทึกทุกการกระทำของมูนในขณะนี้

“อะไรวะเนี่ย? แค่นี้เนี่ยนะ?”

【มูนพลิกหนังสือสีดำไปมา แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย】

“ไม่จริงน่า”

มุมปากของมูนกระตุก เขามองตัวอักษรบนหนังสือ ยกมือขึ้น ลองหยิบกระจกที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาอย่างหยั่งเชิง

【มูนหยิบกระจกขึ้นมา】

วางลง

【มูนวางกระจกลง】

ส่องกระจก

【มูนมองตัวเองในกระจก และยังคงรู้สึกว่าตัวเองหล่อเหลาเป็นพิเศษเช่นเคย】

“หลอกกันนี่หว่า แกนี่มัน!”

มูนเขวี้ยงหนังสือสีดำทิ้งอย่างแรง

ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทำให้ฉันดีใจเก้อ

【มูนเริ่มเกรี้ยวกราดอย่างสิ้นไร้หนทาง】

“…”

มูนกุมหน้าอยากจะร้องไห้ พูดอะไรไม่ออก

“ฉันคาดหวังอะไรอยู่กันแน่นะ?”

ตัวร้ายผมทองก็คือตัวร้ายผมทอง

ตัวประกอบอดทนก็คือตัวประกอบอดทน!

ยังคิดจะอาศัยหนังสือโทรมๆ ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเล่มนี้ มาพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็นตัวเอกอีกเรอะ!?

ฝันไปเถอะ!

“ดูเหมือนว่าโลกใบนี้ จะไม่เป็นมิตรกับตัวร้ายผมทองอย่างฉันเลยสินะ?”

หนังสือสีดำที่พอจะมีประโยชน์อยู่บ้างนิดหน่อย ทำให้ได้เห็นเศษเสี้ยวของอนาคตอันน่าเศร้านั้น คงจะเป็นความเมตตาเพียงหนึ่งเดียวที่สวรรค์มีให้เขาแล้ว

“แต่ว่า แกจะไม่มีประโยชน์ไปมากกว่านี้อีกหน่อยเหรอ? มีประโยชน์อีกสักนิดก็ยังดีอะนะ อย่างน้อยก็บอกให้ฉันรู้หน่อยสิว่าฝันนั่น มันเป็นลางบอกเหตุ หรือว่าเป็นอย่างอื่นกันแน่!”

มูนเขย่าหนังสือสีดำที่ไม่รู้ที่มาแต่กลับทำให้เขารู้สึกสนิทสนมอย่างยิ่ง พลางกัดฟันกรอด

“ต่อให้ตาย ฉันก็ขอตายตาหลับเถอะน่า!”

หนังสือสีดำยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

【เฮ้อ】

แต่ขณะที่มูนกำลังจะยอมแพ้

เขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาที่ล่องลอยมา

จากนั้นบนหน้าแรกที่ขาวสะอาดนั้น พลันปรากฏตัวอักษรขึ้นมา

ตัวอักษรสีแดงสด

【อย่าเปลี่ยนแปลง】

“…”

ม่านตาของมูนหดเล็กลง:

“อย่าเปลี่ยนแปลง... นี่มันหมายความว่ายังไง?”

“แกกำลังเตือนฉันอยู่เหรอ ว่าห้ามเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่อง ไม่อย่างนั้นก็จะเจอกับจุดจบแบบนั้น?”

“แต่ว่า ทำไมล่ะ แบบนั้นจุดจบของฉัน มันไม่น่าอนาถกว่าเหรอไง?”

【เพื่อ】

【โชคชะตา】

ตัวอักษรดังข้างต้นปรากฏขึ้น ราวกับมือที่มองไม่เห็นขนาดใหญ่ กำลังบีบหัวใจของมูนเอาไว้

แต่หลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะถามอีกกี่ครั้ง หนังสือสีดำก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีกเลย

เพียงแค่กลายเป็นเครื่องถ่ายทอดข้อความที่เรียบง่ายและธรรมดาอย่างเงียบๆ

“สรุปแล้ว ความคิดของฉันทั้งหมด เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ งั้นเหรอ?”

หลังจากเหม่อลอยไปนาน ในที่สุดมูนก็เผยรอยยิ้มขื่นออกมา

“เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไป ทำได้เพียงเลือกที่จะ... เดินไปสู่ความพินาศด้วยตัวเองเนี้ยนะ?”

ก่อนที่จะข้ามโลกมา เขาก็เป็นแค่พนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะต่อกรกับโชคชะตาเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ที่มองไม่เห็นหนทางแห่งชัยชนะเช่นนี้

เขาปอดแหกแล้ว

และก็ทำได้แค่ปอดแหก!

“จริงๆ แล้วถ้าลองคิดดูดีๆ จุดจบในนิยายต้นฉบับ ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่นา”

อย่างน้อยในนิยายต้นฉบับ มูน·แคมป์เบลก็ไม่ได้เสียชีวิต เพียงแค่ถูกปลดออกจากฐานันดรศักดิ์กลายเป็นสามัญชนเท่านั้น

“เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ”

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในหัวของมูนก็พลันมีแสงวาบขึ้นมา ค้นพบจุดสำคัญ

“ว่าแต่ ในนิยายต้นฉบับ ฉันกลายเป็นขอทานได้ยังไงกันนะ?”

ไม่ได้มีการกล่าวถึง

แต่ก็ไม่ยากที่จะคาดเดา

มูน·แคมป์เบล บุตรชายของดยุกผู้สูงศักดิ์ จู่ๆ ก็ถูกปลดออกจากฐานันดรศักดิ์ กลายเป็นสามัญชน ถูกขับไล่ออกจากตระกูลดยุก และเนื่องจากเป็นคำสั่งขององค์จักรพรรดิด้วยพระองค์เอง ยังส่งคนมาคอยสอดส่องดูแล ท่านดยุกและภริยาก็ไม่สามารถแอบให้ความช่วยเหลือได้

คุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจตั้งแต่เล็กจนโต พอโตขึ้นก็หยิ่งยโสไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ถือดีอวดเก่งเช่นนี้ แม้ว่าด้วยการขอร้องของท่านดยุกและภริยา พระราชาจะทรงมีพระราชโองการให้ลบล้างความผิดพลาดในอดีตของเขาทั้งหมด ใครก็ไม่สามารถเอาเรื่องหรือแก้แค้นได้อีก แต่จู่ๆ กลายเป็นสามัญชน เขามีทักษะอะไรในการเอาชีวิตรอดบ้างไหม?

ไม่มีเลย!

เขาสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างอิสระไหม?

ยากมากเลยล่ะ!

ไม่มีปัญญาขนาดนั้นหรอก รู้ไหม!

ไม่แน่ว่าวันรุ่งขึ้นเขาก็อาจจะทนชีวิตที่ยากจนข้นแค้นไม่ไหว ไปกู้เงินนอกระบบกับพวกแก๊งมาเฟีย

แล้วเพราะไม่มีปัญญาจ่ายคืนก็เลยถูกทุบแขนทุบขา สุดท้ายก็ทำได้เพียงกลายเป็นขอทานที่น่าสงสาร

“แต่ฉันไม่เหมือนกันนี่!”

มูนตบเข่าฉาด กล่าวเสียงดัง

เขา มูน คือใคร?

ไม่ใช่มูน·แคมป์เบล ไอ้ขยะชนชั้นสูงที่รู้แต่จะอาศัยบารมีของตระกูลทำอะไรตามอำเภอใจ

แต่เป็นนักรบแรงงานที่ผ่านการขัดเกลาอย่างหนักหน่วงจากสังคมยุคใหม่ที่ทำงาน 996 และ 007!

(996 สังคมแรงงานเข้า 9 โมงเช้า ออกงาน 9 โมงเย็นหรือ 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ ส่วน 007 อธิบายเชิงประชดการทำงานที่หนักหน่วงและเข้มข้นยิ่งกว่า "996" คือ ทำงานตั้งแต่ 00:00 น. (เที่ยงคืน) ไปจนถึง 00:00 น. (เที่ยงคืนของอีกวัน) 7 วันต่อสัปดาห์!)

อย่าว่าแต่กลายเป็นสามัญชนเลย ต่อให้กลายเป็นหนูในท่อระบายน้ำใต้ดิน เขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างดี! และยังอยู่ดีกินดีด้วยซ้ำ!

“และที่สำคัญที่สุดคือ ฉันสามารถอาศัยโอกาสนี้เพื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของตัวเอก และมีชีวิตอยู่อย่างอิสระอย่างแท้จริง!”

ในดวงตาของมูนกลับมามีประกายแห่งความหวังอีกครั้ง

ชาติก่อนก็ตายไปอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วครั้งหนึ่ง ชาตินี้ เขาอยากจะทะนุถนอมชีวิตของตัวเองให้ดี

จริงๆ แล้วถ้าลองคิดดูดีๆ สถานะที่เรียกว่าชนชั้นสูงน่ะ ไม่ได้มีอะไรที่น่าคิดถึงและอาลัยอาวรณ์เลย

“ก็เป็นแค่ชนชั้นอภิสิทธิ์ที่ได้มาจากการขูดรีดประชาชนผู้ใช้แรงงานที่ขยันขันแข็งเท่านั้นเอง นักรบชนชั้นกรรมาชีพสังคมนิยมผู้มีรากฐานอันบริสุทธิ์อย่างฉัน มีแต่จะแสดงความดูถูกเหยียดหยามเท่านั้น!”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 3 ในเมื่อไม่อาจต่อต้านได้ งั้นก็จงเพลิดเพลินไปกับมันเสีย

ตอนถัดไป