บทที่ 25 โลกทัศน์ที่อันตราย

บทที่ 25 โลกทัศน์ที่อันตราย

“ไม่ได้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพักผ่อน”

หลังจากแอนจากไป มูนก็พลันพลิกตัว ลุกขึ้นจากเตียง ไม่สนใจร่างกายที่ยังอ่อนแออยู่บ้าง เดินมาที่โต๊ะข้างๆ

ตามความทรงจำ เขาหยิบกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชักโต๊ะหนังสือ แล้วหยิบปากกาขนนกขึ้นมา จุ่มหมึก

“เนื้อเรื่องตอนนี้ได้เบี่ยงเบนไปจากเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับโดยสิ้นเชิงแล้ว นั่นก็หมายความว่า เนื้อเรื่องทั้งหมดในอนาคต สำหรับฉันล้วนเป็นสิ่งที่ไม่รู้”

“นิยายต้นฉบับไม่มีความหมายในการอ้างอิงอีกต่อไป ฉันต้องพึ่งพาตัวเอง”

“อย่างแรกต้องตั้งเป้าหมายก่อน”

มูนจับคางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มเขียนตัวอักษรที่ค่อนข้างเป็นระเบียบบนกระดาษ

หนึ่ง มีชีวิตรอดต่อไป

สอง หลีกเลี่ยงจุดจบ “ถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้น”

สาม แข็งแกร่งขึ้น

“นี่คือเป้าหมายสามข้อในปัจจุบัน”

การมีชีวิตรอดต่อไปไม่ต้องพูดถึง ยังไงซะเขาก็เป็นผู้ชายที่ปัดเศษแล้วตายไปสองครั้งแล้ว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงหวาดกลัวความตายอยู่

ต่อให้โลกนี้จะไม่เป็นมิตรกับตัวร้ายผมทองอย่างเขา เขาก็อยากจะมีชีวิตรอดต่อไปอย่างจริงจัง

“อย่างที่สองก็คือจุดจบที่ฝันบอกเหตุล่วงหน้า...”

ในตอนนี้ ณ จุดจบแห่งความพินาศได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว เกรงว่าเส้นเรื่องคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมุ่งหน้าไปสู่จุดจบที่ถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้น!

แต่ว่า...

มูนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง เพิ่มประโยคสองสามประโยคต่อท้ายข้อที่สอง

→ ไม่ได้ขอโทษตัวเอก อาจจะไม่ทำให้เกิดจุดจบนี้

→ การขอโทษตัวเอกเป็นเพียงการคาดเดาจากคำพูดของบุคคลลึกลับในฝันบอกเหตุล่วงหน้า อาจจะไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็น เส้นเรื่องอาจจะยังคงเบี่ยงเบนไปสู่จุดจบ “ถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้น”

→ หนังสือสีดำเชื่อถือไม่ได้

“…”

มูนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ขีดฆ่าข้อสุดท้ายทิ้งไป

เขาไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ

“นั่นย่อมหมายความว่า สถานะในตอนนี้คือการถูกเฉือนเป็นพันๆ ชิ้นหรือไม่ถูกเฉินตามทฤษฎีของชเรอดิงเงอร์สินะ?”

มูนยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว

“อ๊า— ไม่ได้ ข้อมูลน้อยเกินไป คิดยังไงก็เหมือนงมเข็มในกองฟาง”

สาเหตุหลักคือฝันบอกเหตุล่วงหน้าที่หนังสือสีดำให้มานั้นคลุมเครือเกินไป และไม่มีเบาะแสอื่นๆ

มูนกระทั่งไม่รู้ว่าการบอกเหตุล่วงหน้าแบบนี้ นับเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่ว่าจะทำยังไง หรือเป็นการบอกเหตุล่วงหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำ?

“ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว สิ่งที่ควรทำตอนนี้ คือทำเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันให้สำเร็จก่อน”

สายตาของมูน หยุดอยู่ที่ข้อที่สาม

แข็งแกร่งขึ้น!

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้

ต่อให้โลกนี้จะไม่เป็นมิตรกับตัวร้ายผมทองอย่างเขาแค่ไหน สุดท้ายมันก็เป็นโลกแฟนตาซีที่ให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งอยู่ดี

พลังคือรากฐานของการดำรงอยู่

หากไม่มีพลัง ก็จะเหมือนกับก่อนหน้านี้ เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย นอกจากจะแลกชีวิตด้วยชีวิตแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

“ที่สำคัญที่สุดคือ...”

มูนกัดฟันกรอด ใบหน้าแสดงความไม่พอใจ:

“ฉันไม่อยากถูกผู้หญิงขี่อยู่บนตัวแล้วโดนขยี้อีกแล้วโว้ย!”

มูนนึกถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดที่ถูกเซลีเซียกดอยู่ใต้ร่าง แล้วตนเองโดนทำอะไรตามใจชอบอีกครั้ง ถึงแม้ในแง่ของความรู้สึกจะค่อนข้างฟิน แต่ศักดิ์ศรีความเป็นชายของเขา ไม่ยินยอมอนุญาตโดยเด็ดขาด!

ต่อให้คู่กรณีจะเป็นเซลีเซียก็ตาม!

“ส่วนเรื่องจะแข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง ในฐานะบุตรชายของดยุก วิธีที่จะแข็งแกร่งขึ้นมีมากมายนับไม่ถ้วน น่าเสียดายที่วิธีเหล่านั้นล้วนเป็นวิธีปกติเกินไป ยากที่จะชดเชยช่องว่างกับกลุ่มตัวเอกได้”

เจ้าของร่างเดิมเสียเวลาไปมากเกินไป ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ที่สถาบันเวทมนตร์เซนต์แมรีมาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม แต่ตอนนี้ในหัวของมูนกลับนึกออกแค่เวทมนตร์ส่องสว่างเท่านั้น!

“เหลือเชื่อจริงๆ โอ้เวรนั่นมันหลับในห้องเรียนทุกวันเลยหรือไงวะ?”

ในช่วงเวลานี้ นายจะหลับลงได้ยังไงกัน!

มูนอยากจะย้อนเวลากลับไป ตบหน้ามูน·แคมป์เบลในตอนนั้นสักฉาด ให้เขาได้ลิ้มรสความโหดร้ายของสังคมล่วงหน้า

“โชคดีที่สมรรถภาพทางร่างกายดูเหมือนจะดี อยู่ในระดับปลายขั้นหนึ่ง”

ในโลกนี้ การแบ่งระดับพลังค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย

แต่โดยรวมแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น:

สายพลังกายภาพ ฝึกฝนปราณยุทธ์ เรียกว่านักรบ

สายพลังเวทมนตร์ ฝึกฝนเวทมนตร์ เรียกว่านักเวท

สายพลังศรัทธา อาศัยศรัทธา แลกเปลี่ยนพลังจากเทพเจ้า เรียกว่านักบวช

และผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากเทพเจ้าโดยกำเนิด ได้รับพรจากเทพเจ้า เรียกว่าผู้ได้รับพรจากเทพ

นอกจากผู้ได้รับพรจากเทพที่ถูกกำหนดมาแต่กำเนิดแล้ว สามสายข้างต้นคือเส้นทางพื้นฐานที่สุดในปัจจุบัน จริงๆ แล้วยังมีเส้นทางย่อยอีกมากมาย แต่เหล่านั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตการเลือกของมูน

อย่างเช่นนักฆ่าคนนั้นที่ใช้วิธีสวดภาวนา บูชายัญต่อเทพปีศาจ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังชั่วคราว ก็ถูกเรียกว่านักบวชปีศาจ

นี่คือหนึ่งในเส้นทางย่อย สามารถได้รับพลังอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ยังไงซะก็เป็นการทำข้อตกลงกับเทพปีศาจ จุดจบของนักบวชปีศาจ...อือ มักจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

จริงๆ แล้วนักบวชปีศาจนับเป็นสาขาหนึ่งของนักบวช เพียงแต่พวกเขาศรัทธาในเทพปีศาจที่ชั่วร้ายเท่านั้นเอง

หากมองเพียงตอนนี้ ระบบพลังยังไม่ถือว่าซับซ้อนมากนัก อย่างน้อยเพื่อความสะดวกในการจดจำและแยกแยะ ก่อนที่จะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับสวมมงกุฎ ระบบพลังเกือบทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็นหนึ่งถึงห้าขั้น เพียงแต่แต่ละระบบพลังจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป

เช่น สายพลังกายภาพขั้นที่หนึ่งถูกเรียกว่าหลอมกายา ส่วนสายพลังเวทมนตร์ขั้นที่หนึ่งถูกเรียกว่าวารีเงิน

(水银 แปลว่าน้ำสีเงิน หรือปรอท ในที่นี้ขอแปลว่า วารีเงิน นะคะ จะได้เข้ากับบริบทนิยายแฟนตาซีมากกว่า)

แต่จริงๆ แล้วความแตกต่างไม่มากนัก มันเป็นเพียงชื่อเรียกเท่านั้น

และสาเหตุที่แท้จริงที่บอกว่าซับซ้อนมีสองประการ:

หนึ่งคือในโลกนี้ ไม่มีใครกำหนดว่านักบวชสาวที่ดูนุ่มนิ่มน่ารัก ใช้เวทมนตร์แสงศักดิ์สิทธิ์ช่วยชีวิตผู้คนทุกวัน จะไม่สามารถเป็นสุดยอดนักรบที่ฝึกฝนพลังกายภาพจนถึงขีดสุด แอบเอาม้วนคัมภีร์ไปฟาดหัวมังกรยักษ์จนตายได้

และก็ไม่มีใครกำหนดว่า นักเวทที่ผอมแห้งที่คอยยิงเวทมนตร์ใส่คุณจากระยะไกล พอคุณเข้าไปใกล้แล้วจะไม่สามารถหยิบกระบองที่ใหญ่กว่าของคุณ เอาออกมาทุบหัวคุณจนเละได้

ใช่แล้ว! เส้นทางไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว และเส้นทางที่สามารถเดินไปพร้อมกันได้... ก็มีมากกว่าหนึ่งเส้นทาง

อย่างเช่นนักฆ่าคนก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแต่แสดงวิชายุทธ์อย่างน้อยขั้นสามออกมา ยังใช้เวทมนตร์แรงโน้มถ่วง กระทั่งสุดท้ายยังหยิบไพ่ตายอย่างนักบวชปีศาจออกมาอีก!

อาจจะพูดได้ว่า ในระดับหนึ่ง ระดับพลังเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกถึงความแข็งแกร่งของคนคนหนึ่งได้ เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าเขาเดินไปไกลแค่ไหนในเส้นทางอื่น

และสาเหตุที่สอง... สามารถเรียกได้ว่าเพราะมีปัจจัยภายนอก

ในโลกนี้ มีเทพเจ้าอยู่จริงๆ

เทพเจ้าฝ่ายธรรมะ เทพเจ้าฝ่ายอธรรม เทพปีศาจ ไม่รู้ว่ามีมากมายแค่ไหน

นอกจากจะแลกเปลี่ยนพลังอย่างมั่นคงผ่านศรัทธาแล้ว สิ่งที่เทพเจ้าเหล่านี้ชอบทำที่สุด ก็คือการมอบพรให้กับคนที่พวกเขาถูกใจ

หรือก็คือผู้ได้รับพรจากเทพ

พูดอีกอย่างก็คือ ตัวช่วยที่ผู้เขียนตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ

เช่น เซลีเซีย เธอมีพรของเทพธิดาแห่งน้ำแข็ง

เช่น ตัวเอก ในช่วงท้ายของนิยายต้นฉบับ พรของเทพเจ้าต่างๆ บนตัวเธอ มีมากถึงสองหลักอย่างน่าตกใจ อาจจะพูดได้ว่าเทพเจ้าต่างๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับเธออยู่บ้าง ราวกับซุนหงอคงเวอร์ชันผู้หญิง ที่สามารถเรียกเทพเจ้าต่างๆ มาช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

การมีเทพเจ้ามากมายไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเขาแทรกแซงโลกมนุษย์โดยตรงไม่ได้ อย่างมากก็ทำได้เพียงส่งพลังมาเล็กน้อย

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ไม่มีใครรู้ว่าเทพเจ้าโปรดปรานคนประเภทไหน พรก่อนที่จะถูกใช้ ก็ไม่มีการแสดงออกภายนอกใดๆ ดังนั้นขอทานข้างถนนที่คุณบังเอิญไปหาเรื่อง จู่ๆ ก็อาจจะขว้างระเบิดนิวเคลียร์ส่งคุณขึ้นสวรรค์ก็ยังเป็นไปได้!

—---------

ทฤษฎีแมวของชเรอดิงเงอร์

มันคือการทดลองในความคิด(ไม่ใช่การทดลองจริง) เพื่อชี้ให้เห็นความแปลกประหลาดของโลกควอนตัม

สถานการณ์:

1. นำแมว 1 ตัวใส่ในกล่องที่ปิดทึบ

2. ในกล่องมี "อะตอม" ที่มีโอกาส 50/50 ที่จะสลายตัวในหนึ่งชั่วโมง

3. ถ้าอะตอมสลายตัว มันจะปล่อยยาพิษออกมาฆ่าแมวทันที

หัวใจของทฤษฎี:

ตามหลักควอนตัม ตราบใดที่เรายัง *ไม่เปิดกล่องดู* อะตอมนั้นจะอยู่ในสถานะ "ทั้งสลายตัวและยังไม่สลายตัว" พร้อมๆ กัน

ดังนั้น เมื่อชะตาของแมวผูกติดกับอะตอม แมวจึงอยู่ในสถานะ "ทั้งเป็นและตาย" ในเวลาเดียวกันไปด้วย

สถานะแปลกๆ นี้จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อเรา *"เปิดกล่องเพื่อสังเกต"* เท่านั้น ทันทีที่เราเปิดดู เราถึงจะรู้ผลลัพธ์ที่แท้จริงว่าแมวเป็นหรือตายไปแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง

สรุปง่ายๆ:ตราบใดที่ยังไม่ถูกสังเกต สิ่งต่างๆ ในโลกควอนตัมสามารถมีสถานะที่เป็นไปได้ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันได้

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 25 โลกทัศน์ที่อันตราย

ตอนถัดไป