บทที่ 8 คณะละครชุมชนภูเขาสูง
เมื่อรถบัสมาถึงพาร์คซิตี้ ฮอว์กกับแบรนด์ก็คุยกันถูกคอแล้ว
ทั้งสองแลกเบอร์โทรศัพท์กัน และแบรนด์ก็ชวนฮอว์กไปพักที่บ้านของเขาชั่วคราว
พาร์คซิตี้เป็นแหล่งสกีที่มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งอเมริกา
พ่อแม่ของแบรนด์ทำงานอยู่ที่ลานสกีบนภูเขา ช่วงฤดูท่องเที่ยวจะไม่ค่อยลงจากเขาง่ายๆ
ฮอว์กไม่อาจต้านทานความกระตือรือร้นของหมอนี่ได้ จึงตอบตกลงไป
เหตุผลหลักคือเขาไม่อยากพักในโฮสเทลห้องรวมหกคนราคาคืนละ 50 ดอลลาร์
ไม่ต้องคิดถึงโรงแรมระดับดาวเลย ตอนอยู่ที่ซอลต์เลกซิตี้ฮอว์กเคยโทรไปสอบถามแล้ว ห้องเดี่ยวของโรงแรมที่ถูกที่สุดราคา 455 ดอลลาร์ ส่วนโมเต็ลราคาถูกก็ยังต้องจ่ายคืนละ 285 ดอลลาร์
ถึงอย่างนั้น ก็ยังหาห้องพักได้ยาก
พาร์คซิตี้มีถนนสายหลักเพียงสายเดียว บ้านเรือนต่างๆ ถูกสร้างลดหลั่นกันไปตามเนินเขาเรียบไปกับถนน
รถบัสจอดที่ช่วงกลางของถนนสายหลัก แบรนด์เรียกให้ฮอว์กลงจากรถ
บ้านเรือนในชุมชนแถบนี้ดูเก่ากว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้เมืองจะเล็ก แต่ก็ยังมีความแตกต่างทางชนชั้น
เมื่อรถบัสขับออกไป ฮอว์กมองไปยังฝั่งตรงข้ามของถนนสายหลัก ที่นั่นมีโรงภาพยนตร์เกรตซอลต์เลก ประตูทางเข้าโรงภาพยนตร์แขวนโปสเตอร์ภาพยนตร์ไว้มากมาย
แบรนด์สะพายกระเป๋าคอมพิวเตอร์ขึ้นหลัง มองไปทางนั้นแล้วพูดว่า “จริงๆ แล้วเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ก็คือตลาดซื้อขายหนังอินดี้นั่นแหละ ทุกปีพอถึงช่วงนี้ โรงภาพยนตร์ทุกแห่งในพาร์คซิตี้จะฉายหนังวันละเกินสิบหกชั่วโมงเลย”
ฮอว์กละสายตากลับมา “คนทำหนังอินดี้ทุกคนก็อยากสร้างปาฏิหาริย์กันทั้งนั้น”
“ทางนี้” แบรนด์นำทาง เดินเข้าไปในชุมชนภูเขาสูงข้างทาง ขณะเดินก็แนะนำไปด้วย “พาร์คซิตี้คนไม่เยอะเท่าไหร่ ที่นี่เป็นหนึ่งในชุมชนที่ใหญ่ที่สุด ถึงสภาพจะธรรมดาๆ ทุกคนก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านดีมาก”
ฮอว์กก็กำลังสังเกตการณ์อยู่เช่นกัน ชุมชนแห่งนี้สร้างขึ้นตามแนวเนินเขาที่ไม่ชันมากนัก แต่ละบ้านมีบ้านไม้หลังไม่ใหญ่นักเป็นของตัวเอง แทบจะไม่เห็นชนกลุ่มน้อยเลย
มีชายหนุ่มสองคนเดินสวนมา พวกเขาทักทายแบรนด์แต่ไกล “ไอ้หนู แอบกลับมาเทศกาลหนังอีกแล้วเหรอ”
แบรนด์ตอบ “คณะละครเรามีนัดรวมตัวกันช่วงเทศกาลหนังทุกปี ฉันจะขาดได้ยังไง”
คนหนึ่งที่สวมเสื้อขนเป็ดพูดว่า “คณะละครเราไม่เคยมีดาราดังเลย ทุกครั้งที่รวมตัวก็ต้องหารกันจ่าย ทุกคนก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือ หลายคนก็บ่นกัน”
“เพราะไม่มีใครยอมควักเงินสนับสนุนน่ะสิ” แบรนด์ยักไหล่ “ไม่มีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลัง ถ้ายังยกเลิกงานรวมตัวอีก คณะละครได้ยุบจริงๆ แน่”
“หัวหน้าลาร์เซนก็ไม่ได้จัดกิจกรรมมาครึ่งปีกว่าแล้ว” คนที่สวมหมวกไหมพรมมองไปที่ฮอว์กแล้วถามว่า “เพื่อนแกเหรอ”
แบรนด์รีบแนะนำ “นี่ฮอว์ก-ออสมอนด์ คนในวงการสื่อบันเทิง เพื่อนที่ฉันเพิ่งรู้จักที่ซอลต์เลกซิตี้” แล้วเขาก็แนะนำคนที่สวมเสื้อขนเป็ดกับหมวกไหมพรม “นี่ดาเมียน นี่ลูอิส”
ดาเมียนเดินเข้ามาชนกำปั้นกับฮอว์ก “เราเป็นคนว่างงาน”
ฮอว์กพูดอย่างจริงจัง “เมื่อก่อนฉันก็เหมือนกัน”
ดาเมียนกับลูอิสหัวเราะออกมา
แบรนด์ชี้ไปที่ด้านบนของเนินเขา “ฉันจะพาฮอว์กกลับไปเก็บของก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยคุยกัน”
ลูอิสพูดว่า “เดี๋ยวเราไปหานาย”
อาจจะเป็นเพราะนิสัยของเขา แบรนด์จึงเป็นที่รักของคนในชุมชน ระหว่างทางมีคนทักทายเขาไม่ขาดสาย
ฮอว์กตามเขาเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านเดี่ยวที่ไม่ใหญ่มากนัก แบ่งเป็นสามห้องนอน
เนื่องจากไม่มีคนอยู่มานาน เฟอร์นิเจอร์และเตียงนอนจึงถูกคลุมด้วยผ้ากันฝุ่น
ฮอว์กช่วยแบรนด์จัดของไปด้วยพลางถามว่า “คณะละครชุมชนของพวกคุณมีนัดรวมตัวกันเป็นประจำเหรอ”
“ช่วงเทศกาลหนังจะจัดใหญ่ที่สุดทุกปี” แบรนด์สงสัย “ตอนอยู่บนรถไม่ได้บอกเหรอ โทษที ฉันลืม”
เขาเล่าคร่าวๆ ว่า “ช่วงเทศกาลหนัง จะไปดูหนังด้วยกันเรื่องสองเรื่อง แล้วก็จัดปาร์ตี้แบบบุฟเฟต์ คุยกันเรื่องการพัฒนาของคณะละครในปีต่อไป ค่าใช้จ่ายก็หารกันจ่าย ตอนแรกๆ ทุกคนก็กระตือรือร้นมาก หวังว่าคณะละครจะมีดาราดังเกิดขึ้นมา แต่คณะละครเรายังไม่เคยมีนักแสดงอาชีพเลยสักคน น่าผิดหวังจริงๆ”
ฮอว์กสนใจคณะละครชุมชนแบบอเมริกันนี้มาก จึงถามต่อว่า “คนในคณะละครเยอะไหม”
แบรนด์ตอบว่า “คณะละครก่อตั้งขึ้นตอนเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ครั้งที่เจ็ด ปีนี้เป็นครั้งที่สิบแปดแล้ว ก็สิบกว่าปีแล้ว คนที่เคยเข้าๆ ออกๆ คณะละครก็น่าจะมีสัก 200 กว่าคนได้ แต่หลายปีมานี้คนที่มาร่วมงานรวมตัวน้อยลงเรื่อยๆ ปีที่แล้วมีไม่ถึงห้าสิบคนเลย ไม่มีใครอยากควักเงิน”
ฮอว์กเข้าใจความคิดเรื่องการลงขันแบบนี้ดี จึงพูดเล่นๆ ว่า “ถ้ามีคนเลี้ยงล่ะ”
แบรนด์หัวเราะร่า แล้วพูดเล่นตามฮอว์กต่อ “บล็อกเกอร์ใหญ่ จะเลี้ยงเหรอ ฉันรับประกันเลยว่ายกโขยงกันมาได้เป็น 100 กว่าคนแน่”
ฮอว์กพูดตามความจริง “ฉันเลี้ยงไม่ไหวหรอก”
เวลาใกล้เที่ยง แบรนด์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “เดี๋ยวฉันสั่งอะไรมากิน”
ฮอว์กห้ามเขา “เดี๋ยวฉันออกไปซื้อเอง” เขาไม่สามารถให้คนอื่นออกทั้งค่าที่พักและค่าอาหารได้ จึงถามว่า “ตอนมาฉันเห็นร้านพิซซ่าอัลไพน์อยู่ใกล้ๆ รสชาติเป็นยังไงบ้าง”
แบรนด์ตอบว่า “ร้านนั้นทำอร่อยดี”
ฮอว์กหยิบกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือ เปิดประตูออกไป ก็พบว่าดาเมียนกับลูอิสมาถึงหน้าประตูแล้ว
คนหลังทักทาย “เฮ้ เพื่อนยาก เพิ่งมาก็จะไปแล้วเหรอ หรือว่าแบรนด์เปลี่ยนรสนิยมไปลวนลามนายเข้า”
ฮอว์กทำท่ายอมแพ้ “ฉันจะไปซื้อข้าวกลางวัน”
ลูอิสชนกำปั้นกับดาเมียน “เยี่ยมเลย เราจะได้กินฟรี!”
แบรนด์เดินมาจากห้องนั่งเล่น ชูนิ้วกลางให้ลูอิส “อย่ามาทำลายชื่อเสียงฉันนะ ฉันมีผู้หญิงที่ชอบอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัฐ แล้วยังชวนเธอมาเทศกาลหนังด้วย”
ดาเมียนหัวเราะเยาะ “นายก็พูดแบบนี้ตั้งแต่ตอนกลับมาครั้งที่แล้ว เทพธิดาของนายน่ะ! นายตามจีบเธออย่างบ้าคลั่งเหมือนหมาติดสัด แต่เธอกลับไม่สนใจนาย ปฏิเสธคำชวนของนายซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
แบรนด์ที่ปกติพูดมากมาตลอดถึงกับเงียบไป
ฮอว์กนึกถึงหญิงสาวสวยที่ป้ายรถเมล์ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาออกจากบ้านไปซื้อพิซซ่า
ดาเมียนกับลูอิสเข้ามาในบ้านแล้วถามว่า “ฮอว์กทำงานในวงการสื่อบันเทิงจริงๆ เหรอ”
“แน่นอนสิ แถมยังเป็นบล็อกเกอร์บันเทิงที่ไม่ธรรมดาด้วย!” แบรนด์กลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง ปากไวกว่าความคิด “เขารู้เรื่องวงในของฮอลลีวูดเยอะแยะเลย”
พอเห็นว่ามีเรื่องให้เผือก ลูอิสก็ถามต่อทันที “วงในอะไรเหรอ”
แบรนด์รีบเอามือปิดปาก แต่คำพูดในท้องมันจุกอยู่ที่คอจนทนไม่ไหว ทะลักออกมาจากปากจนได้ “จะบอกข่าวลับสุดยอดให้พวกนายฟังนะ อย่าเอาไปพูดต่อเด็ดขาด วิโนนา ไรเดอร์ ใช่! นางเอกจากเรื่อง ‘เอ็ดเวิร์ด มือกรรไกร’ น่ะ เธอเป็นโรคชอบขโมยของ ขโมยของบ่อยมาก”
ดาเมียนกับลูอิสอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ และถามคำถามจิปาถะกันวุ่นวาย
ไม่นานนัก ฮอว์กก็ถือกล่องพิซซ่าขนาดใหญ่สองกล่องกลับมาจากข้างนอก
เขายังซื้อเบียร์กระป๋องมาแพ็คหนึ่ง แกะแล้วโยนให้แต่ละคนคนละกระป๋อง แล้วชูกระป๋องของตัวเองขึ้นชนกับอีกสามคน “แด่การพบกันของเรา ดื่ม!”
“ดื่ม!”
ลูอิสดื่มเบียร์หมดแล้วถามฮอว์กว่า “วิโนนา ไรเดอร์เคยขโมยกางเกงในดาราชายไหม”
ฮอว์กไม่ตอบ แต่หันไปมองแบรนด์ด้วยสีหน้าเจ็บปวด “นี่มันความลับสุดยอดเลยนะ!”
“ขอโทษ” แบรนด์รีบขอโทษ “ฉันเผลอตัวไปหน่อย”
เขารู้สึกผิดอย่างเต็มที่ “เรื่องนี้ฉันผิดเอง ฮอว์ก ถ้านายเจอปัญหาอะไรในพาร์คซิตี้ บอกฉันได้เลยนะ”
คนเหล่านี้ยังอยู่ในวัยหนุ่มเลือดร้อน ลูอิสก็พูดขึ้นมาด้วย “นายแบ่งปันข่าวซุบซิบช็อกโลกให้เราฟัง แถมยังเลี้ยงเบียร์พวกเราด้วย ถ้ามีเรื่องอะไรในพาร์คซิตี้ให้ช่วยก็บอกได้เลย”
ดาเมียนกล่าวเสริม “ถ้าเราแก้ไม่ได้ ก็ยังช่วยหานคนมาช่วยนายได้อีก”
ฮอว์กไม่ได้ถือสาเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เขาเปลี่ยนเรื่องคุย “ตอนนั่งรถมา เห็นหลายที่เริ่มฉายหนังกันแล้ว บ่ายนี้เราไปดูกันหน่อยไหม”
โอกาสทางธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่ต้องออกไปค้นหา
แผนการทำเงินที่เขาคิดไว้ ก็ต้องมีทีมงานกองถ่ายที่เหมาะสมถึงจะทำได้
แบรนด์ตอบตกลง “ฉันพานายไปเอง เรื่องเล็กน้อย ที่คณะกรรมการจัดงานฉันก็มีคนรู้จัก”
คนท้องถิ่นในเมืองเล็กๆ มักมีเครือข่ายคนรู้จักในพื้นที่กว้างขวาง
ทั้งสี่คนกินพิซซ่าดื่มเบียร์กัน บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น