บทที่ 10 หนังมีผู้ชมมืออาชีพแล้วเหรอ
วิ่งวุ่นมาทั้งบ่าย ติดต่อทีมงานกองถ่ายไปหลายสิบทีม ในที่สุดก็เจอโอกาส
ฮอว์กทบทวนสถานการณ์ของ ‘ดี.ซี. ไฮแลนด์’ อีกครั้ง สายตาจับจ้องไปที่แบรนด์ เมื่อรวมกับความทรงจำจากชาติก่อน ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ วางแผนการขึ้นมาได้
แบรนด์ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนท้องถิ่นและมีคอนเนคชั่นที่ดีจึงเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง
ฮอว์กตบไหล่แบรนด์ “ฉันมีแผนอยู่อย่างหนึ่ง สนใจจะหาเงินก้อนโตด้วยกันไหม”
แบรนด์ยังเป็นแค่นักศึกษา “ฉันช่วยนาย นายเลี้ยงข้าวฉันก็พอแล้ว”
แค่ช่วยอย่างเดียวไม่พอ ฮอว์กต้องการให้เขาทุ่มสุดตัว จึงพูดว่า “ถ้าแผนไม่สำเร็จ เราก็ไม่ได้เงิน แต่ถ้าสำเร็จ ฉันจะแบ่งให้นายสองส่วนจากรายได้ทั้งหมด”
แบรนด์ไม่คิดว่าการทำหนังเกี่ยวกับคนเชื้อสายเม็กซิกันจะทำเงินได้ เขายังคงลังเล
ฮอว์กใช้ไม้ตาย “ครั้งต่อไปที่นายนัดผู้หญิงคนนั้น ลองเอาเครื่องประดับทิฟฟานีหรือกระเป๋าชาแนลไปด้วยสิ ผลลัพธ์จะต่างออกไป ไม่แน่ว่าเธออาจจะมาตามจีบนายเองเลยก็ได้”
แบรนด์มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “ตกลง!” เขาถูมือไปมา ความกระตือรือร้นถูกปลุกขึ้นมาจนเต็มเปี่ยม “บอกมาเลย ต้องให้ฉันทำอะไรบ้าง”
ฮอว์กหันไปมองโรงภาพยนตร์เกรตซอลต์เลก “พรุ่งนี้เช้า นายไปที่คณะกรรมการจัดงาน ไปถ่ายเอกสารข้อมูลการสมัครของ ‘ดี.ซี. ไฮแลนด์’ แล้วก็ขอข้อมูลการซื้อขายภาพยนตร์สามครั้งล่าสุดกับสถิติเชื้อชาติของผู้ชมจากต่างถิ่นมาด้วย ถ้ามีนะ”
แบรนด์เป็นคนเก็บความลับไม่ค่อยอยู่ “เพื่อเทพธิดาของฉัน พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปดักรอที่หน้าประตูเลย!”
หน้าประตูโรงภาพยนตร์เกรตซอลต์เลก เอริคกับแคทเธอรีนเดินออกมา คนแรกเปิดประตูรถให้คนหลัง ทั้งสองขึ้นรถไปยังโรงแรมใกล้ๆ
ฮอว์กดูเวลา “ไป เราไปหาอะไรกินกัน”
แบรนด์ก็หิวแล้วจริงๆ
ข้างหน้าคือร้านพิซซ่าอัลไพน์ เวลาก็ค่อนข้างดึกแล้ว ร้านที่กว้างขวางมีคนไม่มากนัก ดูค่อนข้างเงียบเหงา
แบรนด์เดินนำหน้า ผลักประตูกระจกเข้าไป ชายสองคนที่นั่งกินข้าวอยู่โต๊ะใกล้ประตูทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง
คนหนึ่งกวักมือเรียกแบรนด์เข้าไปหา “ฉันได้ยินข่าวซุบซิบสุดช็อกในวงการหนังมาเรื่องหนึ่ง”
พอได้ยินคำพูดนี้ ฮอว์กรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที
เป็นไปตามคาด ชายคนนั้นพูดว่า “วิโนนา ไรเดอร์เป็นโรคชอบขโมยของ โดยเฉพาะกางเกงในของดาราชาย”
อีกคนเสริมขึ้นมา “ก็เพราะเธอไปขโมยกางเกงในของทอม ครูซ จอห์นนี เดปป์ถึงได้เลิกกับเธอ”
ฮอว์กกับแบรนด์มองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะพูดอะไรดี รีบเดินหนีไปนั่งโต๊ะที่ไกลออกไป
แบรนด์ยังคงใจหายไม่หาย “ความเร็วในการแพร่กระจายของข่าวฉาวมันน่ากลัวเกินไปแล้ว”
“ที่น่ากลัวกว่านั้นคือระหว่างที่แพร่กระจายมันจะถูกบิดเบือนไปต่างๆ นานา” เมื่อนึกถึงปากที่หุบไม่สนิทของแบรนด์ ฮอว์กตัดสินใจที่จะใส่กุญแจล็อกปากเขา “แผนการของเราห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้นเราจะหาเงินไม่ได้ นายไม่มีเงินไปนัดสาว แล้วสาวของนายก็จะไปกระโดดโลดเต้นอยู่บนตัวคนอื่น!”
เขาทำลายกุญแจทิ้ง “ลองคิดดูสิ เธอเล่นไพ่โป๊กเกอร์กับผู้ชายคนแล้วคนเล่า ส่วนนายทำได้แค่มอง!”
คนพูดมากมักจะมีความคิดที่โลดแล่น ภาพต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวของแบรนด์ เขากลัวจนต้องรีบหุบปาก
ฮอว์กสั่งอาหาร บิลล์เจ้าของร้านสนิทกับแบรนด์มาก ตอนที่มาส่งอาหารก็ยังคุยกับทั้งสองอยู่สองสามประโยค
แบรนด์ถามว่า “เทศกาลหนังเริ่มแล้ว ช่วงนี้ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง”
บิลล์ส่ายหน้า “ก็เหมือนเดิม คนที่มากินก็มีแต่ลูกค้าเก่าในชุมชน”
“ผมเป็นคนต่างถิ่นครับ” ฮอว์กทำความรู้จักไว้ “พิซซ่า ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ที่นี่รสชาติสุดยอดไปเลย”
บิลล์หัวเราะอย่างมีความสุข “พ่อหนุ่มนายนี่แหละที่รู้จักรสชาติของอาหาร”
เมื่อชายชราเดินจากไป ฮอว์กก็กินไปพลางคุยกับแบรนด์เรื่องคณะละครชุมชนและงานเลี้ยง รวมถึงเรื่องครอบครัวของแบรนด์
ปากของแบรนด์คนนี้ พร้อมที่จะเทเรื่องราวออกมาได้ตลอดเวลา
…..
เช้าวันรุ่งขึ้น ฮอว์กตื่นมาออกกำลังกายตามเวลา เพื่อปรับสภาพร่างกายให้กลับมาดีที่สุดโดยเร็ววัน
หลังจากกินอาหารเช้าง่ายๆ แบรนด์ก็รีบไปที่คณะกรรมการจัดงานเพื่อหาคนถ่ายเอกสารให้
เขาเพิ่งจะออกจากบ้าน ก็เจอลูอิสเข้า
คนหลังถามว่า “เมื่อวานนายกับฮอว์กเจออะไรดีๆ บ้างไหม”
“เจอ…” พอจะพูดออกมา กุญแจล็อกนั้นก็ทำงานทันที แบรนด์ราวกับเห็นภาพเทพธิดาของเขากำลังร้องโหยหวนท่ามกลางคนหลายคนที่กำลังรุมทึ้ง เขาจึงเปลี่ยนคำพูดอย่างแข็งทื่อ “ยัง…ไม่มี…”
เพราะเปลี่ยนคำพูดกะทันหันเกินไป เขาจึงไอติดต่อกันหลายครั้ง โบกมือให้ลูอิส แล้วรีบไปยังคณะกรรมการจัดงาน
ในบ้าน ฮอว์กยืมโน๊ตบุ๊คของแบรนด์ ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแคสเซิลร็อค พิคเจอร์ส และโรเบิร์ต ไลเนอร์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงข้อมูลโครงสร้างผู้บริโภคภาพยนตร์ในอเมริกาเหนือ ข้อมูลที่ฮอลลีวูดเปิดเผย และอื่นๆ
ผ่านไปสักพัก แบรนด์ก็กลับมาพร้อมกับเอกสารถ่ายสำเนาปึกใหญ่
ฮอว์กดูประวัติคร่าวๆ ของเอริคกับผู้หญิงคนนั้นก่อน จากนั้นก็จัดเรียงเอกสารเป็นหมวดหมู่ และจดบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
การทำความเข้าใจเป้าหมาย และเตรียมการอย่างตรงจุด จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ ฮอว์กก็หยิบนามบัตรที่ได้มาเมื่อคืนขึ้นมา แล้วโทรหาเอริค “ผู้กำกับอีสันครับ เราเจอกันเมื่อคืน แลกนามบัตรกันแล้ว ผมช่วยคุณแก้ปัญหาผู้ชมออกจากโรงก่อนเวลาได้ เรามาคุยกันต่อหน้าดีไหมครับ”
ปลายสายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตอบตกลง
เมื่อเห็นว่าวางสายแล้ว แบรนด์จึงถามว่า “ฉันต้องทำอะไรต่อ”
ฮอว์กเก็บกระเป๋าเอกสาร “ไปบอกทนายความที่บ้านนายเคยใช้บริการไว้ล่วงหน้าหน่อย วันนี้อาจจะต้องใช้เขา”
…..
ในห้องสวีทสำหรับธุรกิจของโรงแรม ตั้งแต่เมื่อคืนที่กลับมาเอริคก็จมอยู่กับความวิตกกังวล จนไม่มีอารมณ์จะไปคุกเข่าเลียแคทเธอรีน
แคทเธอรีนที่ลงทุนไปแล้วย่อมให้ความสำคัญกับแฟนผู้กำกับของเธอเป็นอย่างมาก เธอปลอบว่า “ร็อบจากแคสเซิลร็อค พิคเจอร์สจะมาด้วยตัวเอง เขามีอำนาจในการตัดสินใจซื้อหนังโดยอิสระ หนังของเราได้เข้าฉายในโรงแน่นอน”
เอริคพูดว่า “เมื่อคืนคุณเห็นวิดีโอที่ผมถ่ายแล้วใช่ไหม มีผู้ชมออกจากโรงก่อนเวลาเยอะมาก ถ้าวันจัดฉายเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ผมนึกภาพไม่ออกเลย”
แคทเธอรีนนึกถึงข้อเรียกร้องของแคสเซิลร็อค พิคเจอร์ส “ร็อบต้องการให้จัดฉายแบบสาธารณะ”
เอริคเข้าใจว่าทำไม “ผมเคยได้ยินจากเพื่อนร่วมวงการว่า ร็อบให้ความสำคัญกับเสียงตอบรับจากผู้ชมระดับแนวหน้ามาก”
แคทเธอรีนก็เริ่มกังวล “หนังก็ทำออกมาดีนี่นา คนดูพวกนั้นเป็นบ้าอะไรกัน ทำไมถึงต้องออกจากโรงก่อนเวลาด้วย”
“เมื่อกี้มีคนโทรมาบอกว่าแก้ปัญหานี้ได้” เอริคดูเวลา “ผมควรจะลงไปได้แล้ว”
เขาลงลิฟต์ไปที่ร้านกาแฟชั้นสอง ที่นั่นเขารอจนกระทั่งฮอว์กมาถึง
เอริคยังจำฮอว์กได้ ทั้งสองเคยแลกนามบัตรกันจริงๆ
ฮอว์กเข้าประเด็นทันที “ผมได้ข่าวจากคณะกรรมการจัดงานว่า โรเบิร์ต ไลเนอร์ รองประธานฝ่ายธุรกิจของแคสเซิลร็อค พิคเจอร์สจะเดินทางมาถึงพาร์คซิตี้ในเช้าวันมะรืนนี้ และการจัดฉาย ‘ดี.ซี. ไฮแลนด์’ ในเช้าวันมะรืนก็อยู่ในตารางของเขาด้วย”
เอริคไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ “ใช่ครับ”
“ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ นะครับ แต่จากสถานการณ์การฉายเมื่อคืน เขาจะปฏิเสธหนังของคุณ” ฮอว์กไปหาข้อมูลมาบ้างแล้ว “เขาให้ความสำคัญกับเสียงตอบรับจากผู้ชมในตลาดระดับแนวหน้ามาก”
คำพูดของเขาเจือปนด้วยความจริงและความเท็จ “หนังที่ผู้ชมออกจากโรงก่อนเวลาเป็นจำนวนมาก เขาก็จะออกจากโรงก่อนเวลาเช่นกัน”
ใบหน้าของเอริคเรียบเฉย แต่ก็ยังมีความหวัง “รอบต่อไปอาจจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ก็ได้”
ฮอว์กแสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ “เกิดขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ผมไม่คิดอย่างนั้น!” เอริคกำลังใช้เล่ห์เหลี่ยม อยากจะล้วงข้อมูล
ฮอว์กฟังออก แต่ก็ไม่ใส่ใจ “ปัญหานี้ ในเวลานี้ ที่พาร์คซิตี้แบบนี้ คุณแก้ไม่ได้หรอก”
เอริคถามว่า “คุณจะมาช่วยผมแก้ปัญหาเหรอ”
ฮอว์กตอบว่า “ผมเป็นคนในวงการสื่อ เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหา”
เอริคเสริมให้หนึ่งประโยค “แล้วก็เชี่ยวชาญด้านการเก็บเงินด้วย”
ฮอว์กไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
เอริคยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าคุณไม่บอกปัญหาที่แท้จริง ผมก็จ่ายเงินไม่ได้หรอก”
ฮอว์กหยิบเอกสารฉบับแรกออกมา ยื่นให้เอริค “ในช่วงสามปีที่ผ่านมา สัดส่วนของชาวเม็กซิกันในกลุ่มผู้บริโภคภาพยนตร์ทั้งหมดในอเมริกาเหนือมีไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภคภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือคือคนขาว รองลงมาคือคนดำ”
เอริคดูข้อมูลอย่างละเอียด เมื่อนึกถึงผู้ชมที่ออกจากโรงก่อนเวลาเมื่อคืน เขาจึงถามว่า “คนดำกับคนขาวไม่ชอบหนังของผมเหรอ”
ฮอว์กพูดตรงๆ “หนังที่เกี่ยวกับชุมชนชาวเม็กซิกัน เกี่ยวกับชาวเม็กซิกัน พวกเขาไม่สนใจจะดูหรอก”
เขาหยิบเอกสารฉบับที่สองออกมา “นี่คือสัดส่วนโครงสร้างผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์สามปีล่าสุด ที่พาร์คซิตี้มีชาวเม็กซิกันน้อยมาก สัดส่วนชาวเม็กซิกันจากต่างถิ่นก็น้อยกว่าสองเปอร์เซ็นต์ ผู้ชมรอบต่อไปก็ยังคงเป็นคนขาวเป็นหลัก”
เอริคคิดว่าตัวเองจับประเด็นได้แล้ว “ผมจะพยายามดึงดูดชาวเม็กซิกันมาเป็นผู้ชมให้ได้”
“หนังจะยิ่งเจ๊งหนักกว่าเดิม” ฮอว์กชี้ไปที่เอกสารฉบับแรก
เอริคก้มหน้าลง มองดูสัดส่วนที่น่าสมเพชของชาวเม็กซิกันในสถิติผู้บริโภค พึมพำกับตัวเอง “บริษัทหนังไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อคนกลุ่มเล็กๆ หรอก”
ฮอว์กเพิ่มน้ำหนัก “หนังแนวเม็กซิกันที่ผู้กำกับชาวเม็กซิกันอย่างโรดริเกซสร้างในฮอลลีวูด ยังไม่กล้าใช้นักแสดงเชื้อสายเม็กซิกันเป็นตัวเอกเลย แต่หนังของคุณ เอริค คุณเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ นักแสดงก็ไม่มีดารา ต้นทุนหนังต่ำ การผลิตก็ค่อนข้างหยาบ”
เอริคพบว่าปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่มีทางแก้
ฮอว์กพูดอย่างไม่รีบร้อน “ผมสามารถช่วยคุณสร้างสภาพแวดล้อมการรับชมที่ดีที่สุดได้ รับรองว่าจะไม่มีใครออกจากโรงกลางคัน ทุกคนจะดูหนังด้วยความกระตือรือร้นสูงสุด เพื่อให้ทางฝั่งของร็อบสัมผัสได้ถึงความรักที่ผู้ชมมีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้”
เอริคใจเต้นขึ้นมา เรื่องนี้
“ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ คุณหาคนเองได้ใช่ไหมล่ะ” ฮอว์กกล้าพูดออกมา ย่อมไม่กังวลเรื่องพวกนี้ “คอหนังที่คุณจ้างมาด้วยเงิน จะยอมนั่งดูหนังจนจบอย่างสงบเสงี่ยมเหรอ คุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะลบล้างการเหยียดเชื้อชาติที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของคนขาวได้ คุณคิดว่าคนพวกนั้นที่อิสระเสรี จะเทียบกับกลุ่มที่มีการจัดตั้งได้เหรอ”
เขาเปลี่ยนเรื่องพูด “ผมสามารถนำผู้ชมที่มีความเป็นมืออาชีพสูงมาให้คุณได้ พวกเขามีประสบการณ์การดูหนังมาอย่างโชกโชน มีประสบการณ์ด้านการแสดงที่หลากหลาย รู้ว่าจะต้องแสดงอารมณ์แบบไหนในฉากไหน และปรบมือให้เสียงดังที่สุดในช่วงเวลาที่ต้องการมากที่สุด”
“คุณหมายถึง…ผู้ชมมืออาชีพ?” เอริคเริ่มสงสัยในชีวิต นี่วงการภาพยนตร์มันกลายเป็นธุรกิจขนาดนี้แล้วเหรอ แม้แต่ผู้ชมยังเป็นมืออาชีพได้ เขาถามว่า “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของพวกคุณเหรอ ทำไมผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ฮอว์กเงยหน้าขึ้นยิ้ม “เพราะทุกครั้งที่เราทำ เราทำสำเร็จ ทีมงานกองถ่ายหรือผู้กำกับที่ขายหนังได้สำเร็จ ย่อมไม่เอ่ยชื่อเรา ไม่ยอมรับว่าเราช่วยพวกเขา พวกเขาจะบอกแค่ว่าหนังของตัวเองดีพอ และเรียกมันว่าเป็นชัยชนะของศิลปะภาพยนตร์”
เขาพูดเสียงเบา “เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์จัดมา 18 ครั้งแล้ว ถ้าเราเคยทำพลาด เสียงด่าว่าเราคงดังไปทั่ววงการหนังแล้ว”
เอริคถูกลากเข้าไปในกระแส เขาครุ่นคิดอย่างละเอียด ในวงการภาพยนตร์ก็ไม่มีเสียงด่าว่าทำนองนี้จริงๆ