บทที่ 13 สงครามธุรกิจระดับสูง

ใต้แสงไฟถนนสลัวๆ ฮอว์กกับแบรนด์แต่ละคนปั่นจักรยานมาที่โรงแรม
ริมถนน แคทเธอรีนกำลังยืนอยู่หน้ารถบีเอ็มดับเบิลยูคันหนึ่ง แล้วเรียกทั้งสองคน “ขึ้นรถ!”
แบรนด์รู้จักกับพนักงานเปิดประตู จึงฝากฝังไว้คำหนึ่ง แล้วทิ้งจักรยานไว้ข้างโรงแรม ก่อนจะตามฮอว์กขึ้นรถไป
แคทเธอรีนพูดอย่างร้อนรน “เขาหาคนที่โรงแรมไม่เจอ เลยไปที่โรงภาพยนตร์คริสตัลแล้ว”
รถบีเอ็มดับเบิลยูขับออกไปไม่ถึงห้านาที ก็จอดลงข้างทางอีกครั้ง
แคทเธอรีนชี้ไปที่หน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง “อยู่นั่น!”
ฮอว์กเป็นคนแรกลงจากรถ วิ่งตรงไปยังโรงภาพยนตร์คริสตัล
ผู้สนับสนุนยังจ่ายเงินไม่ครบ จะเกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!
เอริคยืนขวางอยู่หน้าประตูโรงภาพยนตร์ ตะโกนเสียงดังลั่น “จอร์จ แฮนเซน ออกมา ออกมาเจอฉันสิวะ ไอ้สารเลวที่เอาแต่แทงข้างหลังคนอื่น รีบออกมา!”
มีคนสองสามคนเดินออกมาจากในโรงภาพยนตร์ คนที่นำหน้าคือจอร์จที่สวมแว่นตากรอบทองนั่นเอง
เขายืนอยู่บนขั้นบันได มองลงมาด้วยท่าทีเหนือกว่า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร “ดูสิว่าใครมา ที่แท้ก็เป็นว่าที่ผู้กำกับใหญ่ของเรานี่เอง”
ตอนนั้นฮอว์กก็วิ่งมาถึงพอดี
จอร์จหันไปมองฮอว์ก แล้วพูดเสริมอีกประโยค “กับลูกสมุนไร้สมองของเขาด้วย”
“คนของแคสเซิลร็อค พิคเจอร์สเปลี่ยนกำหนดการกะทันหัน เป็นฝีมือแกใช่ไหม!” เอริคตะคอกถามเสียงดัง “แกมันเลวทราม ไร้ยางอาย…”
จอร์จรู้สึกผิดแวบหนึ่ง แต่ความรู้สึกแปลกๆ ที่ก้นก็ทำให้เขามีไฟสู้ขึ้นมาทันที เขาพูดขัดจังหวะ “ฉันก็แค่คนตัวเล็กๆ จะไปมีอิทธิพลต่อแคสเซิลร็อค พิคเจอร์สได้ยังไง อย่ามาหาเรื่องกันเกินไปหน่อยเลย ไม่มีใครเขารังแกคนกันแบบนี้หรอก!”
เอริคทำท่าจะพุ่งขึ้นไปบนขั้นบันไดของโรงภาพยนตร์
ฮอว์กคว้าตัวเขาไว้ แล้วพูดเสียงเบา “ทำแบบนี้แก้ปัญหาไม่ได้หรอก”
เอริคดิ้นรนจะพุ่งขึ้นไปอีก
แคทเธอรีนกับแบรนด์รีบเข้ามาห้ามเขาไว้
ทันใดนั้น เสียงดัง ‘ปัง’ ประตูโรงภาพยนตร์ก็ถูกใครบางคนถีบเปิดออกจากด้านใน ชายวัยกลางคนสวมหมวกคาวบอยถือไม้กระบองไฟฟ้าเดินอาดๆ ออกมา
ประกายไฟแลบแปลบปลาบจากไม้กระบองไฟฟ้า เขาชี้ไปที่เอริคกับฮอว์กทั้งสี่คน แล้วพูดเสียงกร้าว “ไอ้พวกคนต่างถิ่น อย่ามาสร้างความวุ่นวายที่โรงหนังของฉัน รีบไสหัวไป! ไม่ไปใช่ไหม เดี๋ยวฉันจะทุบหัวพวกแกให้เละเป็นขี้หมาเลย!”
อาวุธคือยาระงับประสาทที่ดีที่สุด เอริคหยุดโวยวายทันที
ฮอว์กดึงเขาถอยหลัง แล้วพูดกับเจ้าของโรงภาพยนตร์ “เพื่อนยาก ใจเย็นๆ เราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ชายวัยกลางคนเห็นทั้งสี่คนขึ้นรถถอยกลับไป ก็เก็บไม้กระบองไฟฟ้า แล้วตะโกนลั่น “อย่าให้ฉันเห็นหน้าพวกแกอีกนะ ไอ้พวกขี้หมา!”
จอร์จยิ้มให้เจ้าของร้าน “ขอบคุณครับ”
“ปกป้องลูกค้าที่เหมาโรง เป็นความรับผิดชอบของผมอยู่แล้ว” เจ้าของร้านเดินกลับเข้าไป “พวกคุณรีบจัดสถานที่ให้เสร็จก่อนห้าทุ่มนะ”
จอร์จเดินตามเข้าไปในโรงภาพยนตร์
ที่ห้องขายตั๋ว ชายหัวล้านกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียวที่มุมพักผ่อน
จอร์จดึงเก้าอี้มานั่ง ยังไม่ค่อยวางใจนัก “แน่ใจนะว่าพวกเขาไม่มีโอกาสแล้ว”
ชายหัวล้านลูบเคราแล้วยิ้ม “โรเบิร์ต ไลเนอร์จะอยู่ที่นี่แค่วันเดียว ถึงพวกเขาอยากจะเปลี่ยนเวลารอบฉาย ก็ไม่สามารถประสานงานกับโรงหนังได้ โรงภาพยนตร์เกือบยี่สิบแห่งทั้งเล็กและใหญ่ในพาร์คซิตี้ ตารางฉายเต็มหมดแล้ว กองถ่ายอื่นก็ต้องต้อนรับผู้ซื้อกับกลุ่มคนดูหนังเหมือนกัน”
เขาเทเหล้าให้จอร์จแก้วหนึ่ง “พวกนั้นจะไปเช่าเต็นท์จัดแสดงกลางแจ้งเพื่อฉายก็ได้ แต่นั่นมันก็เท่ากับเป็นการดูถูกโรเบิร์ตกับแคสเซิลร็อค พิคเจอร์ส”
จอร์จยกแก้วขึ้น “ขอให้เราประสบความสำเร็จ”
…..
ในห้องนั่งเล่นของห้องสวีทในโรงแรม
เอริคซึมเศร้า แคทเธอรีนเล่าสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟังอย่างรวดเร็ว
เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว เธอได้รับโทรศัพท์จากผู้ช่วยของโรเบิร์ต บอกว่าโรเบิร์ตเปลี่ยนกำหนดการในเทศกาลภาพยนตร์กะทันหัน พรุ่งนี้เช้าจะไปดูหนังอีกเรื่องหนึ่ง ให้เลื่อนรอบฉาย ‘ดี.ซี. ไฮแลนด์’ ไปเป็นตอนบ่าย
แต่ตารางของโรงภาพยนตร์เกรตซอลต์เลกเต็มแล้ว กองถ่ายอื่นไม่ยอมให้มีการประสานงาน แคทเธอรีนติดต่อไปยังโรงภาพยนตร์อื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน
บริษัทจัดจำหน่ายเปรียบเสมือนฟ้าในวงการภาพยนตร์ กองถ่ายเล็กๆ กว่าจะได้ติดต่อบริษัทจัดจำหน่ายให้มาดูรอบพิเศษก็ยากแสนยาก ไม่มีใครกล้าเบี้ยวนัด
แคทเธอรีนไปสอบถามคนหนึ่งในทีมงานของโรเบิร์ต ถึงได้รู้ว่าพรุ่งนี้เช้าโรเบิร์ตจะไปดูเรื่อง ‘เลมอน สตรีท’ ของจอร์จ แฮนเซน
เหตุผลไม่ซับซ้อน ผู้ช่วยนำภาพโปรโมทสีสันสดใสของ ‘ดี.ซี. ไฮแลนด์’ กับ ‘เลมอน สตรีท’ ไปให้โรเบิร์ตดู เรื่องแรกซึ่งเกี่ยวกับคนเชื้อสายเม็กซิกันไม่เป็นที่ชื่นชอบนัก ในขณะที่เรื่องหลังเป็นหนังของคนขาว
แม้ว่าพ่อของแคทเธอรีนจะเคยรู้จักกับโรเบิร์ต แต่ท่านก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ความสัมพันธ์อันน้อยนิดนั้นเทียบไม่ได้กับผลประโยชน์ทางธุรกิจ
แบรนด์ฟังแล้วเกาหัวไม่หยุด รู้สึกว่าการหาเงินด่วนมันช่างยากเย็น มีแต่เรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด
เอริคพูดอย่างเหม่อลอย “เราจบสิ้นกันแล้ว”
“คุณจะยอมแพ้แบบนี้เหรอ” แคทเธอรีนถูกคนเอาไม้กระบองไฟฟ้าจ่อหน้า เธอทนความอัปยศนี้ไม่ได้ “จะยอมก้มหัวให้ไอ้คนขายตัวพรรค์นั้นเหรอ”
ฮอว์กไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้คนที่ร้อนใจไม่ใช่เขา
แคทเธอรีนเห็นฮอว์กสงบนิ่ง จึงถามว่า “คุณกับทีมของคุณพอจะมีวิธีไหม”
ฮอว์กแบมือ “นี่มันนอกเหนือขอบเขตงานของผม”
แคทเธอรีนเข้าใจได้ เธอหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วหยิบสมุดเช็คออกมา เขียนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นให้ “นี่คือค่าตอบแทนที่เพิ่มให้”
ฮอว์กก้มลงมองตัวเลข 5,000 ดอลลาร์บนเช็ค ไม่ได้รับมาในทันที เขาถามว่า “คุณต้องการให้ผมทำอะไร”
แคทเธอรีนกอดเอริค แล้วพูดว่า “หาวิธีทำให้เรื่องกลับมาเข้ารูปเข้ารอย ทำให้จอร์จ แฮนเซนโชคร้าย ยิ่งย่ำแย่เท่าไหร่ยิ่งดี!”
“ผมอยากจะขยายธุรกิจใหม่มาตลอด ได้เวลาแล้วล่ะ” ฮอว์กเป็นคนมีหลักการ เขาคิดอย่างรอบคอบแล้วจึงรับเช็คมาเก็บไว้ ก่อนจะถามต่อ “ผมต้องยืนยันเรื่องหนึ่ง ถ้า ‘เลมอน สตรีท’ ไม่สามารถฉายได้ตามปกติ คุณจะทำให้โรเบิร์ตกลับมาได้ไหม”
แคทเธอรีนตอบว่า “โรเบิร์ตเป็นคนให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ เขาจะอยู่ที่พาร์คซิตี้แค่วันเดียว ไม่มีทางจะเสียเวลาไปสองชั่วโมงเปล่าๆ”
ฮอว์กคิดอยู่ครู่ใหญ่ แล้วจึงพูดว่า “พรุ่งนี้เช้า คุณไปรับเขาที่สนามบิน คอยอยู่ข้างๆ โรเบิร์ต แล้วรอโทรศัพท์จากผม”
“แค่นี้เหรอ” แคทเธอรีนถาม
ฮอว์กยื่นมือออกไป “ขอยืมรถบีเอ็มดับเบิลยูของคุณหน่อย” เมื่อแคทเธอรีนส่งกุญแจให้ เขาก็หันไปถามแบรนด์ “ปกติโรงหนังปิดกี่โมง”
แบรนด์ตอบ “ห้าทุ่มครึ่งก็ปิดแน่นอนแล้ว”
ฮอว์กดูเวลา “เราออกไปข้างนอกกันสักรอบ”
เขาเดินไปหาเอริค ตบไหล่เขาแรงๆ “เพื่อนยาก สู้ๆ หน่อยสิ ถ้าคุณยังซึมกระทือแบบนี้ หนังเจ๊งแน่”
เอริคได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้ จึงถามว่า “ยังมีความหวังอยู่เหรอ”
ฮอว์กตอบ “มี”
เอริคพยายามรวบรวมกำลังใจ “ต้องให้ผมทำอะไรบ้าง”
ฮอว์กพูดว่า “ดูแลให้แน่ใจว่าฟิล์มหนังกับการฉายจะไม่มีปัญหา จำไว้ อย่าให้ฟิล์มคลาดสายตาเด็ดขาด!”
เอริคตอบ “ผมจะให้คนสองคนเฝ้าด้วยกัน”
ฮอว์กพาแบรนด์ลงไปข้างล่าง กินมื้อดึกเสร็จ ก็ขึ้นไปบนรถบีเอ็มดับเบิลยูเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีกล้องบันทึกหรืออะไรทำนองนั้น แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังโรงภาพยนตร์คริสตัล
“เราจะทำยังไงกันดี” แบรนด์พูดไม่หยุด “เรื่องนี้มันยากมากนะ คุณจะติดต่อโรเบิร์ตให้เขาเปลี่ยนใจได้”
ฮอว์กเตือน “สังเกตดูสิว่าริมถนนมีกล้องวงจรปิดตรงไหนบ้าง”
“กล้องวงจรปิดสาธารณะในพาร์คซิตี้แทบไม่มีเลย ส่วนกล้องส่วนตัวก็แทบไม่มีเหมือนกัน เราไม่ชอบของที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว” ถึงจะพูดอย่างนั้น แบรนด์ก็ยังคงสังเกตอย่างตั้งใจ เขาคุ้นเคยกับพาร์คซิตี้ดีมาก เมื่อรถบีเอ็มดับเบิลยูเลี้ยวเข้าซอยแห่งหนึ่ง เขาก็พูดว่า “ไม่มีกล้องวงจรปิด ฉันรับรองได้”
ฮอว์กชี้ไปที่กำแพงเตี้ยๆ ในความมืด “นั่นคือกำแพงหลังโรงภาพยนตร์คริสตัล”
แบรนด์พยักหน้า “ใช่แล้ว”
ฮอว์กยังไม่จอดรถ “ต้องให้ฉันจอดไหม จะได้ให้นายตรวจสอบสายเคเบิลของโรงหนัง”
แบรนด์ปากไวกว่าความคิด “ไม่ต้องหรอก ฤดูหนาวที่พาร์คซิตี้มันหนาว สายเคเบิลทั้งหมดเดินใต้ดิน ตู้ไฟของโรงหนังก็อยู่ในห้องไฟฟ้าโดยเฉพาะ”
ฮอว์กขับรถต่อไปเรื่อยๆ พอขับออกมาได้สักพักก็ถามว่า “เพื่อนยาก ฉันจำได้ว่านายเรียนวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ใช่ไหม”
แบรนด์ยังไม่ทันตระหนักถึงปัญหา เขาพูดอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย “ก็เลยบอกไงว่า แผนผังสายเคเบิลของพาร์คซิตี้อยู่ในหัวฉันหมดแล้ว”
ฮอว์กคิดในใจว่า ตอนขึ้นรถบัสไม่ได้เลือกคนผิดจริงๆ แบรนด์คือตัวช่วยชั้นยอดของเขา
รถกลับมาที่ถนนสายหลัก แบรนด์เห็นป้ายไฟนีออนของโรงภาพยนตร์คริสตัลอีกครั้ง ความภาคภูมิใจค่อยๆ หายไป มือเท้าเริ่มเย็นเฉียบ เขาถามว่า “ฮอว์ก นายจะทำอะไรกันแน่”
ฮอว์กพูดช้าๆ “เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ถ้าเรื่องมันแย่ลง ไม่ใช่แค่จะไม่ได้ค่าจ้างที่เหลือ แต่เงินที่ได้มาแล้วก็ต้องคืนไปทั้งหมด งานเลี้ยงของคณะละครกับธุรกิจก็จะล่มไปด้วย”
แบรนด์เงียบไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฮอว์กพูดเสียงเบา “ไม่ว่าเราจะเต็มใจหรือไม่ สงครามธุรกิจ สงครามธุรกิจระดับสูงของวงการภาพยนตร์ได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“แต่ว่า แต่ว่า…” แบรนด์ก็ไม่รู้จะพูดยังไง “สงครามธุรกิจเขาทำกันแบบนี้เหรอ”
ฮอว์กจอดรถ รอให้เขาอารมณ์เย็นลงเล็กน้อยแล้วจึงพูดว่า “ยิ่งเป็นสงครามธุรกิจระดับสูง ขั้นตอนก็ยิ่งเรียบง่าย”
เงินที่ได้มาแล้วต้องคืนไป แบรนด์รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง พอคิดถึงผู้หญิงที่กำลังตามจีบอยู่ เขาก็พยักหน้า “ฉันเอาด้วย!”
ฮอว์กไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาถามว่า “ที่บ้านนายมีเสื้อผ้าสีดำ หมวกคลุมหน้าที่ปิดหน้าได้ เชือกที่แข็งแรง อะไรพวกนี้ไหม”
“มี” แบรนด์ตอบ “พ่อแม่ฉันทำงานที่ลานสกี ของพวกนี้มีเยอะแยะเลย”
ฮอว์กถามต่อ “ด้วยความรู้ที่นายมี ทำให้ตู้ไฟหรืออุปกรณ์อื่นๆ ดูเหมือนไม่ได้ถูกคนทำลาย และซ่อมไม่ได้ในเวลาอันสั้นได้ไหม”
“ไม่ยาก” แบรนด์หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมว่า “ด้วยประสิทธิภาพการทำงานของพาร์คซิตี้ ถ้าตู้ไฟเจอปัญหาซับซ้อน กว่าจะซ่อมเสร็จก็สองถึงสามวัน ต่อให้ทางโรงหนังเร่งด่วนที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาหนึ่งวัน”
ฮอว์กพูดว่า “ฉันจำได้ว่านายเคยพูดครั้งหนึ่งว่าพาร์คซิตี้มีกฎหมายท้องถิ่นที่ไม่อนุญาตให้เดินสายเคเบิลเชิงพาณิชย์บนพื้นดิน”
แบรนด์พูดต่อโดยอัตโนมัติ “เราจะให้คนคอยเฝ้า ถ้าโรงภาพยนตร์คริสตัลกล้าต่อไฟจากเพื่อนบ้าน เราก็จะแจ้งความ”
ต้องยอมรับว่า การอยู่กับฮอว์กไม่กี่วันนี้ทำให้แบรนด์ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
ฮอว์กพยักหน้าเบาๆ “ลูอิสกับดาเมียนเพื่อนของนายว่างงานอยู่ เราจ้างพวกเขาได้”
เขาคิดเล็กน้อย “ลงมือตอนใกล้สว่าง จะได้ไม่เหลือเวลาให้พวกเขาตั้งตัว แล้วก็ต้องดูด้วยว่าพวกเขามีเครื่องปั่นไฟสำรองไหม”
สงครามธุรกิจระดับสูงครั้งนี้ ฮอว์กได้นำหนึ่งในสามสุดยอดกลยุทธ์ออกมาใช้ นั่นคือการตัดไฟ ขโมยตราประทับ และยึดบัตรผ่านเข้าออก

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 13 สงครามธุรกิจระดับสูง

ตอนถัดไป