แผนการผุดขึ้นในใจ
บทที่ 6 แผนการผุดขึ้นในใจ
ร่างสูงโปร่งร่วงลงกระแทกพื้นปูนเสียงดังตุ้บ ร่างกายของเขากระตุกอยู่สองสามครั้งราวกับเศษผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ก่อนจะเหยียดขา ดวงตาปิดสนิท เลือดสีแดงคล้ำค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากใต้ศีรษะของเขา
สุนัขในสวนเห่ากระโชกไม่หยุด
ชายหัวล้านฉวยโอกาสตอนชุลมุนคิดจะหนี แต่กลุ่มตำรวจกรูเข้าไปกดเขากับพื้น แย่งชิงภาพวาดกลับมา แล้วสวมกุญแจมือ
ซูฮวายังคงใช้สองมือเกาะขอบหน้าต่าง จ้องมองกู้เป่ยเสวียนผู้ลั่นไกปืนอย่างเหม่อลอย
เธอแต่งงานกับเขามาสามปี ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขายิงปืนเป็น ทั้งยังยิงได้แม่นยำถึงเพียงนี้
เมื่อครู่นี้เป็นตายเท่ากัน หากยิงช้าหรือเร็วไปนิดเดียว เบี่ยงไปทางซ้ายหรือขวาหน่อยเดียว ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของเธอได้
กู้เป่ยเสวียนโยนปืนทิ้ง ก้าวยาวๆ ตรงมาหาเธอ อุ้มเธอลงจากขอบหน้าต่าง
เขาทำแผลที่ลำคอให้เธออย่างระมัดระวัง
ก่อนจะดึงเธอเข้าไปกอดแน่นในอ้อมแขน ปลายนิ้วที่เย็นเล็กน้อยของเขาลูบไล้ใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดเผือดด้วยความตกใจ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ไม่เป็นไรแล้วนะ... ตกใจมากเลยใช่ไหม”
ดวงตาของซูฮวายังคงเหม่อลอย เธอซบหน้าลงกับอกของเขาแล้วส่งเสียง “อืม” ออกมาเบาๆ
เมื่อสักครู่เธอนึกว่าตัวเองจะตายเสียแล้ว ไม่คิดว่าจะรอดชีวิตมาได้
หัวใจเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำ หูอื้ออึงไปหมด ถึงปืนจะติดที่เก็บเสียงแต่ก็ยังดังอยู่ดี
เหตุการณ์ทั้งหมดราวกับฉากในภาพยนตร์ ระทึกขวัญจนน่าใจหาย
เธอเหงื่อกาฬแตกท่วมตัว
ภาพเขียนโบราณผืนนั้นถูกตำรวจเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ใส่ไว้ในถุงป้องกัน ก่อนจะนำไปเก็บในตู้เซฟ
ซูฮวาให้ปากคำกับตำรวจอย่างว่าง่ายเหมือนหุ่นยนต์ จากนั้นจึงขึ้นรถของกู้เป่ยเสวียน
จนถึงตอนนี้ ขาของเธอก็ยังอ่อนแรง ศีรษะยังคงมึนงง
ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดสนิท ถนนในชนบทก็แคบและขรุขระ
คนขับรถสตาร์ทเครื่องยนต์ มุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมือง
ซูฮวาถูกกู้เป่ยเสวียนกอดไว้ในอ้อมแขน
เขาลูบแผ่นหลังบางๆ ของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่ต้องกลัว”
อ้อมกอดของเขาอบอุ่นมาก ซูฮวาซุกตัวเข้าหาอ้อมอกของเขาตามสัญชาตญาณ ในใจทั้งเปรี้ยวและฝาด ทว่าก็มีความหวานซึมแทรกอยู่เล็กน้อย
เขายังคงมีความรู้สึกฉันสามีภรรยาต่อเธออยู่บ้าง
เมื่อรู้สึกได้ถึงการตอบสนองของเธอ กู้เป่ยเสวียนก็กอดเธอแน่นขึ้นอีก น้ำเสียงอ่อนโยนกระซิบข้างหูเธอ เจือไปด้วยแง่งอนเล็กน้อย “เกิดเรื่องขนาดนี้ ทำไมถึงไม่บอกผมสักคำ” รู้ไหมว่าผมต้องรอจนถึงเมื่อวาน กว่าคุณเเม่ของคุณจะรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ แล้วโทรมาหาผม”
ลำคอของเขาแห้งผาก คางซบลงบนเส้นผมของเธอ มือคว้าเสื้อผ้าของเธอไว้พลางพึมพำเสียงต่ำ “ถ้าคุณเป็นอะไรไป เเล้วผมจะทำยังไง”
ซูฮวาชะงักไปเล็กน้อย
ในวินาทีนี้ เธอรู้สึกว่าเขาเป็นห่วงเธอ เป็นห่วงมากกว่าที่เธอจินตนาการไว้เสียอีก
เธอยกแขนขึ้น โอบรอบเอวของเขาอย่างเชื่องช้า ซบใบหน้าลงกับซอกคอ
กลิ่นกายของเขาที่ให้ความรู้สึกพึ่งพิงได้ ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
กระแสธารอุ่นๆ ไหลวนอยู่ในใจ ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำ
เมื่อรถวิ่งมาได้ครึ่งทาง โทรศัพท์มือถือของกู้เป่ยเสวียนก็ดังขึ้น
เขาก้มลงมองแวบหนึ่ง แล้วกดตัดสายทิ้ง
ซูฮวาสังหรณ์ใจได้ทันทีว่าเป็นสายของฉู่สั่วสั่ว
ไม่นานนัก โทรศัพท์มือถือของผู้ช่วยที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็ดังขึ้น
เขารับสาย พูดคุยอยู่สองสามประโยคก็ยื่นโทรศัพท์มาให้พร้อมกับพูดว่า “ประธานกู้ครับ คุณฉู่โทรมาครับ”
กู้เป่ยเสวียนรับโทรศัพท์แล้วถาม “มีเรื่องอะไร”
น้ำเสียงออดอ้อนของฉู่สั่วสั่วเจือความร้อนรน “พี่เป่ยเสวียนคะ เจอพี่ซูฮวา หรือยังคะ”
“เจอแล้ว”
“เธอคงจะตกใจมากเลยใช่ไหมคะ พี่ไปดูแลพี่ซูฮวาเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ... ฉันไม่เป็นไร"
กู้เป่ยเสวียน “อืม” ออกมาเบาๆ
เพราะอยู่ใกล้กัน ซูฮวาจึงได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน หัวใจที่กำลังอุ่นซ่านพลันเย็นเยียบลง
ตราบใดที่ยังไม่หย่า เขาก็ยังเป็นสามีของเธอ แต่การที่สามีจะมาอยู่กับตัวเอง ต้องให้มือที่สามเป็นคนหยิบยื่นให้ ช่างเป็นความอัปยศอดสูอะไรเช่นนี้
เธอค่อยๆ ดันแขนของกู้เป่ยเสวียนออก แล้วขยับไปนั่งตัวตรงบนเบาะ
เธอหันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง แย้มยิ้มให้กับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ทว่ารอยยิ้มและริมฝีปากนั้นช่างเย็นเยียบ
ความรู้สึกดีๆ เมื่อครู่ เป็นเพียงภาพลวงตาทั้งสิ้น
ใช่แล้ว มันเป็นแค่ภาพลวงตาของเธอเอง
รถยนต์แล่นเข้าสู่เขตเมือง
ซูฮวาพูดกับกู้เป่ยเสวียนว่า “ไปส่งฉันที่บ้านคุณแม่ก่อนเถอะค่ะ ส่วนทางคุณย่า คุณก็ช่วยหาข้ออ้างดีๆ ให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน”
กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง “ได้”
เมื่อกลับถึงบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู ซูเพ่ยหลัน ก็โผเข้ากอดซูฮวาทันที พลางร้องไห้ถามว่า “ลูกแม่ ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหมลูก”
“หนูไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว...เเม่ดีใจที่ลูกปลอดภัย รู้ไหมว่าแม่ใจจะขาดอยู่แล้ว! ทั้งหมดเป็นความผิดของแม่เอง กว่าจะมาเอะใจเรื่องที่ลูกย้ำให้แม่กินยา...ก็ผ่านไปแล้วทั้งวัน โชคดีที่เป่ยเสวียนพาลูกน้องไปตามหา ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ไม่รู้ว่าลูกจะเป็นยังไงบ้าง แม่มีลูกอยู่แค่คนเดียว ถ้าลูกเป็นอะไรไป แล้วแม่จะอยู่ยังไง” หญิงที่ปกติห้าวหาญดั่งชายชาตรี บัดนี้กลับร้องไห้ฟูมฟายจนน้ำตานองหน้า
ซูฮวาเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้แม่ พลางปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อย่าร้องไห้เลยค่ะแม่ นี่ไงคะ หนูปลอดภัยกลับมาแล้ว”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ในเวลากลางคืน
กู้เป่ยเสวียนไปร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจและดื่มจนเมามาย
คนขับรถพยุงเขากลับบ้าน จัดแจงให้เขานอนลงบนโซฟา
ขณะที่คนขับรถกำลังจะลุกไปหาผ้าขนหนู ก็ได้ยินเสียงกู้เป่ยเสวียนพึมพำอย่างไม่ชัดเจนทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “ซูฮวา ซูฮวา ขอน้ำหน่อย”
คนขับรถลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาซูฮวา “คุณผู้หญิงครับ ประธานกู้ดื่มหนักไปหน่อย ตอนนี้เขาเอาแต่เรียกชื่อคุณครับ”
ซูฮวาเม้มริมฝีปากนิ่งเงียบ
ซูเพ่ยหลันที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าจึงพูดว่า “ไปดูแลเขาสักหน่อยเถอะลูก ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำเรื่องหย่า พวกแกก็ยังเป็นสามีภรรยากัน อย่าให้มันตึงเกินไปนักเลย”
ซูฮวา“อืม”ออกมาคำหนึ่ง แล้วพูดกับคนขับรถว่า “เดี๋ยวฉันจะรีบไปนะ”
“ขอบคุณครับคุณผู้หญิง” คนขับรถวางสาย
เขาไปรินน้ำมาแก้วหนึ่ง แล้วป้อนให้กู้เป่ยเสวียนดื่ม
เพิ่งจะดื่มไปได้ครึ่งแก้ว เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น
คนขับรถวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะรับแขกแล้วลุกไปเปิดประตู
เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกคือฉู่สั่วสั่วในชุดสีขาว มือข้างหนึ่งหิ้วตะกร้าผลไม้
คนขับรถกล่าวอย่างขอโทษ “คุณฉู่ครับ ประธานกู้ดื่มหนักไปหน่อย เกรงว่าจะมาต้อนรับคุณไม่ไหว”
ฉู่สั่วสั่วยิ้มหวาน “อย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ ฉันจะไปดูแลเขาเอง”
เธอแทรกตัวเข้ามาในห้อง วางตะกร้าผลไม้ลงบนตู้เก็บรองเท้า แล้วพูดกับคนขับรถว่า “คุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันจะดูเเลพี่เป่ยเสวียนเอง”
คนขับรถทำหน้าลำบากใจ “ผมเพิ่งจะโทรหาคุณผู้หญิงไป เธอกำลังจะมาแล้วครับ”
ฉู่สั่วสั่วยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกับพี่ซูฮวารู้จักกันดี เธอไม่ถือสาหรอกค่ะ”
คนขับรถลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้างั้นก็ได้ครับ”
เขาหยิบกุญแจรถแล้วจากไป
ฉู่สั่วสั่วเดินอ้อมฉากกั้นมานั่งลงบนโซฟา หยิบแก้วน้ำขึ้นมาป้อนกู้เป่ยเสวียน
เมื่อได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยปลายจมูก กู้เป่ยเสวียนก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เมื่อเห็นว่าเป็นฉู่สั่วสั่ว แววตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย เขาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงโซฟาแล้วถามว่า “เธอมาได้ยังไง”
ฉู่สั่วสั่วกะพริบตาปริบๆ ยิ้มอย่างมีเสน่ห์ "จะมีเหตุผลอะไรได้อีกล่ะคะ ก็คนมันคิดถึงนี่นา พี่เป่ยเสวียน...คงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ ที่ฉันมาโดยไม่บอกก่อนแบบนี้"
คิ้วของกู้เป่ยเสวียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ผมเมามาก คงดูแลคุณไม่ไหว คุณกลับไปก่อนเถอะ”
ฉู่สั่วสั่วชะงักงัน ขอบตาร้อนผ่าว พูดอย่างน้อยใจ “พี่เป่ยเสวียน สุดท้ายแล้ว...คุณก็ยังไม่ให้อภัยฉันอยู่ดีใช่ไหมคะ ฉันบอกแล้วไงว่าข้อความบอกเลิกเมื่อสามปีก่อนเป็นฝีมือของคุณแม่..ท่านเป็นคนใช้โทรศัพท์ฉันส่งไปเอง เเละท่านยังบังคับให้ฉันไปต่างประเทศ แล้วก็จ้างคนมาคุมฉันไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงตัดขาดฉันจากคุณทุกทาง... คุณรู้ไหมว่าสามปีที่ผ่านมาฉันทรมานแค่ไหน คิดถึงคุณแทบบ้าทุกวันแต่ก็เจอไม่ได้ ความทรมานทั้งหมดนั่นมันทำให้ฉันเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง..."
เธอซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ผมให้อภัยคุณแล้วจริงๆ” ในแววตาของกู้เป่ยเสวียนเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน “อย่าร้องไห้ไปเลยนะ”
ฉู่สั่วสั่วมองเขาด้วยดวงตาคลอหน่วง น่าสงสารปนตัดพ้อ “แล้วทำไมยังไล่ฉันกลับอีกล่ะคะ”
“ผมยังไม่ได้หย่า ดึกดื่นป่านนี้เเล้วด้วย เกรงว่าถ้าคุณอยู่ที่นี่มันคงจะไม่เหมาะ” เขาใช้มือหยิกขาตัวเองแรงๆ พยายามใช้ความเจ็บปวดเรียกสติกลับคืนมา
ฉู่สั่วสั่วสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ นี้ เธอค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เขา แขนเรียวอ่อนนุ่มราวกับเถาวัลย์ค่อยๆ เลื้อยขึ้นไปบนไหล่ของเขา แก้มแดงระเรื่อจ้องมองเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไม่ถือ”
กู้เป่ยเสวียนเบี่ยงตัวหลบ “แต่ผมถือ”
แววตาของฉู่สั่วสั่วฉายแววผิดหวัง มือที่ยื่นออกไปค้างอยู่กลางอากาศ กว่าจะดึงกลับมาก็ผ่านไปครู่ใหญ่
ทันใดนั้น ทั้งสองก็ไม่มีอะไรจะพูดกัน
ความเงียบที่หนักอึ้งเข้าครอบงำไปทั่วทั้งห้อง
ฉู่สั่วสั่วทนความเงียบนี้ไม่ไหว จึงเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ภาพวาดบนผนัง จึงหาเรื่องพูดขึ้นมาว่า "ภาพวาดต้นไผ่นั่นใช่ของจริงจากพู่กันท่านเจิ้งป่านเฉียวไหมคะ สวยมากเลย"
“ไม่ใช่หรอก ซูฮวาเขาวาดเลียนแบบขึ้นมา”
“เหรอคะ วาดได้เหมือนจริงๆ เลย ฉันนึกว่าเป็นของจริงเสียอีก” ฉู่สั่วสั่วพูดเสียงเศร้า “ไม่คิดเลยว่าพี่ซูฮวาจะเก่งขนาดนี้”
นัยน์ตาสีนิลของกู้เป่ยเสวียนอ่อนโยนลง “ใช่ เธอเก่งมากจริงๆ”
"แต่สำหรับฉัน พี่เป่ยเสวียนยอดเยี่ยมกว่า!" ฉู่สั่วสั่วกล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาของเธอจับจ้องเขาอย่างชื่นชม "ในใจของฉัน ไม่มีใครเทียบคุณได้เลยค่ะ"
ขนตาหนาของกู้เป่ยเสวียนตกลงเล็กน้อย แววตาฉาบด้วยความเย็นชาบางๆ
ในใจของซูฮวา ผู้ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดย่อมเป็นอาเหยา ของเธออย่างไม่ต้องสงสัย
ทันใดนั้น ฉู่สั่วสั่วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากนอกประตู พลันนึกถึงคำพูดของคนขับรถที่ว่าซูฮวากำลังจะมา
นัยน์ตาของหล่อนกลอกไปมา พลันมีแผนการหนึ่งผุดขึ้นในใจ
เธอลุกขึ้นยืนแล้วเข้าไปควงแขนกู้เป่ยเสวียน น้ำเสียงยั่วยวนชวนให้ใจสั่น “พี่เป่ยเสวียน...ไปอาบน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันช่วย..พอถ้าคุณอาบน้ำเสร็จแล้วนอนหลับสบายดีเมื่อไหร่...ฉันสัญญาว่าจะรีบกลับทันทีเลยค่ะ”
“ไม่ต้อง” กู้เป่ยเสวียนยกมือขึ้นผลักเธอ
“ไม่เป็นไรน่า ฉันไม่ใช่คนอื่นคนไกลซะหน่อย”
“ผมอาบเองได้ คุณควรกลับไปได้แล้ว!” น้ำเสียงของเขาเริ่มหงุดหงิด
เมื่อได้ยินเสียงปลดล็อกดังมาจากประตู ฉู่สั่วสั่วก็ตัดสินใจทำลงไป เธอร้อง “อุ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง แกล้งทำเป็นสะดุดล้มลงบนตัวเขา สองมือฉวยโอกาสโอบรอบเอวของเขาไว้ แล้วยื่นปากเข้าไปประกบปากของเขาทันที
กู้เป่ยเสวียนจับต้นคอของเธอไว้ พยายามจะผลักศีรษะเธอออก
แต่ฉู่สั่วสั่วกลับพันธนาการเขาราวกับงู เขาเองก็ดื่มไปมากเกินไปจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชั่วขณะหนึ่งจึงผลักเธอออกไปไม่ได้
ทันทีที่ซูฮวาก้าวเข้ามาในห้อง ก็เห็นภาพฉู่สั่วสั่วกับกู้เป่ยเสวียนกอดกันอย่างแนบชิด กำลังจูบกัน!
มือนั้นที่เคยลูบไล้เอวของเธออย่างอ่อนโยน บัดนี้กำลังจับต้นคอของฉู่สั่วสั่วอย่างสนิทสนม!
ซูฮวาราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายเย็นเฉียบไปครึ่งซีก!