เธอมีแค่ฉัน

บทที่ 14 เธอมีแค่ฉัน

วันต่อมา ในยามดึกสงัด

ซูฮวายังคงรู้สึกปวดนิ้วอยู่ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียงอยู่นาน กว่าจะข่มตาหลับลงได้ในที่สุด

กู้เป่ยเสวียนนอนอยู่ข้างๆ โอบกอดเธอไว้

ทันใดนั้น โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา เพราะกลัวจะปลุกซูฮวาให้ตื่น กู้เป่ยเสวียนจึงกดปิดเสียง แล้วค่อยๆ ดึงแขนออกจากใต้ลำคอของเธออย่างแผ่วเบา ตั้งใจจะออกไปรับสายข้างนอก

ใครจะรู้ว่าพอเขาดึงแขนออกไปได้เพียงครึ่งเดียว ซูฮวาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เธอลืมตามองเขาอย่างงัวเงีย แล้วเอ่ยถาม “มีอะไรเหรอคะ?”

กู้เป่ยเสวียนชี้ไปที่โทรศัพท์ “ผมจะไปรับโทรศัพท์น่ะ”

“รับตรงนี้เถอะค่ะ ไม่ต้องออกไปหรอก ข้างนอกอากาศเย็น” เธอพูดอย่างเอาใจใส่

กู้เป่ยเสวียน “อืม” คำหนึ่ง ก่อนจะกดรับสายแล้วถามว่า “โม่เฉิน มีเรื่องอะไรรึเปล่า?”

ฉู่โม่เฉิน พี่ชายของฉู่สั่วสั่ว เอ่ยอย่างสุภาพ “ขอโทษที่รบกวนดึกๆ นะครับ พอดีมือของสั่วสั่วถูกคนใช้ค้อนทุบ นิ้วมือซ้ายสี่นิ้วกระดูกแตกละเอียด ตอนนี้อาการแย่มาก ร้องไห้จะเจอคุณให้ได้ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณพอจะสะดวกมาเยี่ยมเธอหน่อยได้ไหม?”

สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนเปลี่ยนไปทันที เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วถาม “เกิดเรื่องขึ้นเมื่อไหร่?”

“ประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ที่แล้วครับ”

กู้เป่ยเสวียนขมวดคิ้วมุ่น “ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมส่งเลขห้องพักไปให้”

“ได้”

หลังจากวางสาย กู้เป่ยเสวียนก็รีบปลดกระดุมชุดนอนอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของเขา ซูฮวาก็สังหรณ์ใจได้ว่า หากเขาไปครั้งนี้ คืนนี้คงจะไม่กลับมาแล้ว

เขาคงจะไปดูแลฉู่สั่วสั่วเหมือนกับที่ดูแลเธอ ทั้งโอบกอด ปลอบประโลม และแสดงความรักใคร่เอาใจใส่อย่างเต็มที่

หัวใจของซูฮวาราวกับถูกมีดกรีด แทงลึกจนเจ็บปวดไปหมด

เธอนึกถึงคำพูดของเซียวอี้ที่บอกให้เธอรู้จักออดอ้อนในเวลาที่ควรอ้อน รู้จักแสดงความอ่อนแอในเวลาที่ควรทำ ไม่เช่นนั้นจะสู้ฉู่สั่วสั่วไม่ได้

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ซูฮวาไม่สามารถแสร้งทำเป็นออดอ้อนได้จริงๆ แต่การแสดงความอ่อนแอนั้นยังพอทำได้ เพราะอย่างไรเสียความอ่อนแอก็เป็นธรรมชาติของผู้หญิง

เธอจึงใช้แขนโอบรอบเอวของกู้เป่ยเสวียนไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับอกของเขา แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากให้เขาไป

มือที่กำลังปลดกระดุมของกู้เป่ยเสวียนชะงักไป เขายกมือขึ้นลูบศีรษะเธอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เชื่อใจผมนะ ผมขอไปดูให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัย แล้วจะรีบกลับมาทันที”

ซูฮวาไม่ยอมปล่อยมือ ยังคงกอดเอวเขาไว้แน่น เอ่ยขอร้องเสียงเบา “รอให้ถึงเช้าก่อนได้ไหมคะ พอสว่างแล้ว ฉันจะไปเป็นเพื่อนคุณเอง”

กู้เป่ยเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเจือแววไม่พอใจ “ปกติเธอเป็นคนมีเหตุผล วันนี้เป็นอะไรไป?”

เขากำลังตำหนิเธอทางอ้อมว่ากำลังงอแงไร้เหตุผล

ซูฮวาคิดในใจว่างอแงก็งอแงสิ ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา เธอไม่เคยทำตัวไร้เหตุผลเลยสักครั้ง คืนนี้ขอยกเว้นสักครั้งแล้วกัน

สถานการณ์เช่นนี้ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องความรักอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้กลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างผู้หญิงสองคน คือเธอกับฉู่สั่วสั่ว

เธอรู้สึกขวางหูขวางตาฉู่สั่วสั่วอย่างบอกไม่ถูก ขวางหูขวางตาอย่างชัดแจ้งที่สุด เกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เคยรู้สึกรังเกียจใครเท่านี้มาก่อน

กู้เป่ยเสวียนรออยู่ครู่ใหญ่ แต่เธอก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ

เขาจึงยกมือขึ้น แล้วค่อยๆ แกะนิ้วของเธอที่โอบอยู่รอบเอวเขาออกทีละนิ้ว

จากนั้นก็ถอดชุดนอน เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าปกติ แล้วเดินจากไป

ซูฮวาได้แต่มองประตูห้องที่ปิดลงอย่างเหม่อลอย ความภาคภูมิใจในตัวเองแตกสลายไม่มีชิ้นดี

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว เขายังรอไม่ได้เลย

ตัวแทนก็คือตัวแทนวันยังค่ำ ทำดีแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับเพื่อนรักสมัยเด็กที่เป็นรักแรกฝังใจดุจแสงจันทร์กระจ่างของเขาอยู่ดี

ซูฮวาหัวเราะเยาะตัวเอง เธอทนความเจ็บปวดที่มือ ลุกจากเตียงไปล็อกประตูห้องจากด้านใน

เมื่อกลับมานอนบนเตียงอีกครั้ง ขอบตาของเธอก็แดงก่ำ หัวใจร้าวรานอย่างแสนสาหัส

กู้เป่ยเสวียนมาถึงห้องพักของฉู่สั่วสั่ว

เธอเพิ่งถูกย้ายออกจากห้องผ่าตัด นอนขดตัวอยู่บนเตียงด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดง ดูทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

นิ้วที่หักทั้งสี่ถูกดามด้วยเฝือก หลังมือบวมเป่งจนผิวหนังบางใส แผลเป็นริ้วๆ ดูน่ากลัวและสยดสยอง

ฮวาฉีโหรวใช้มือปิดหน้าร้องไห้จนแทบสิ้นสติ

ส่วนพ่อของฉู่สั่วสั่วยืนสูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่าอยู่ที่ริมหน้าต่างระเบียงทางเดิน

เมื่อเห็นกู้เป่ยเสวียนมาถึง ฉู่โม่เฉินก็เดินเข้ามาต้อนรับ แล้วกล่าวอย่างเกรงใจ “เป่ยเสวียน เกรงใจคุณมากจริงๆ ดึกขนาดนี้ยังต้องรบกวนคุณอีก”

“ไม่เป็นไร”

กู้เป่ยเสวียนเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเดินไปที่เตียงผู้ป่วย เขาก้มตัวลงเล็กน้อยมองฉู่สั่วสั่วแล้วเรียกเสียงเบา “สั่วสั่ว”

เดิมทีสายตาของฉู่สั่วสั่วเหม่อลอย เมื่อได้ยินเสียงของกู้เป่ยเสวียน เธอก็ค่อยๆ หันหน้ามา เมื่อเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน เธอก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “ว้าย!”

กู้เป่ยเสวียนก้มลงนั่งข้างเตียง เขาตบแขนเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “สั่วสั่ว เข้มแข็งหน่อยนะ”

น้ำตาของฉู่สั่วสั่วไหลพรากไม่ขาดสาย เธอพูดเสียงสะอื้น “มือของฉัน พี่เป่ยเสวียน มือของฉันมันใช้งานไม่ได้อีกแล้ว”

กู้เป่ยเสวียนปลอบเธอ “คุณยังอายุน้อย เดี๋ยวก็หายดี”

“ไม่หายแล้วค่ะ กระดูกแตกละเอียด หมอต้องค่อยๆ เอากระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาต่อกัน ชีวิตนี้ของฉันจบสิ้นแล้ว” ฉู่สั่วสั่วร้องไห้อย่างสิ้นหวัง เสียงร้องของเธอแหลมบาดลึกไปถึงหัวใจ

กู้เป่ยเสวียนมองฉู่สั่วสั่วที่ร้องไห้แทบขาดใจ แต่ในสมองกลับปรากฏภาพแววตาที่สิ้นหวังของซูฮวาตอนที่นิ้วของเธอหัก

เขาดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดน้ำตาให้เธอเบาๆ พลางปลอบ “อย่าร้องไห้เลยนะ คิดในแง่ดีหน่อยสิ”

“ฉันคิดในแง่ดีไม่ได้แล้วจริงๆ ฮือๆๆ”

ไม่รู้ว่าเขาปลอบฉู่สั่วสั่วไปนานเท่าไหร่ แต่เธอก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด

กู้เป่ยเสวียนเริ่มรู้สึกหงุดหงิด เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ก็พบว่าออกมาได้เกือบชั่วโมงแล้ว

ป่านนี้ซูฮวาคงโกรธแล้ว

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตใบหนึ่งออกจากกระเป๋าสตางค์วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง “เมื่อกี้รีบมา เลยไม่ได้ซื้ออะไรมาฝาก นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผมนะครับ รหัสคือ 618618 ดึกมากแล้ว ซูฮวารอผมอยู่ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

ฉู่สั่วสั่วหยุดร้องไห้ทันที เธอมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ พยายามเค้นเสียงแหบแห้งออกมาพูดว่า “พี่เป่ยเสวียน ฉันเจ็บถึงขนาดนี้เเล้ว คุณยังจะไปอีกเหรอ?”

“อืม พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมใหม่นะ”

“อย่าไปได้ไหมคะ?” ฉู่สั่วสั่วทำหน้าเบะ น้ำตาคลอเบ้า ยื่นมือที่ยังคงมีเข็มน้ำเกลือคาอยู่ออกมาจับมือเขา

ท่าทางที่อ่อนแอและสิ้นหวังนั้นช่างน่าสงสารอย่างยิ่ง

กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับ แล้วพูดเสียงอ่อนโยน “ฟังผมนะ คุณมีทั้งพ่อแม่พี่ชายคอยอยู่ข้างๆ แต่ซูฮวาเธอมีแค่ผมคนเดียว”

ฉู่สั่วสั่วไม่ยอมแพ้ “เเล้วเธอไม่มีแม่หรือไง?”

“คุณยายของเธอเข้าโรงพยาบาล สองสามวันนี้แม่ของเธอต้องไปดูแลคุณยาย”

ฉู่สั่วสั่วผิดหวังอย่างที่สุด “พี่เป่ยเสวียน พี่เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนพี่รักฉันมาก แค่ฉันเป็นไข้พี่ก็จะอยู่เฝ้าทั้งคืน”

แล้วเธอก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง

ฉู่โม่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วพูดกับกู้เป่ยเสวียนว่า “เป่ยเสวียน นายรีบกลับไปเถอะ ทางนี้พวกเราจะดูเเลเธอเอง”

กู้เป่ยเสวียนพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า “ใครเป็นคนทำ จับตัวได้หรือยัง?”

ฉู่โม่เฉินส่ายหน้า “ยังเลย... มีคนดักรอเล่นงานสั่วสั่วที่ลานจอดรถใต้ดิน พอเธอลงจากรถปุ๊บก็โดนตีร่วงเลย คนร้ายลากเธอไปซ่อนตรงมุมกำแพง... แล้วใช้ค้อนทุบมือซ้ายเธอจนเละ ของมีค่าไม่แตะ... มันไม่ใช่การปล้น ไม่ใช่การข่มขืน นี่มันตั้งใจมาทำลายมือเธอเพื่อแก้แค้นกันชัดๆ”

กู้เป่ยเสวียนทำท่าครุ่นคิด “ผมจะให้คนไปช่วยสืบให้”

“ไม่ต้องหรอก เราแจ้งความไปแล้ว ขอบคุณมาก”

“ได้” กู้เป่ยเสวียนหันหลังเดินจากไป

ทันทีที่ประตูปิดลง

ฉู่สั่วสั่วก็คว้าหมอนขว้างลงบนพื้นแล้วร้องไห้โฮออกมา

เธอร้องไห้จนหายใจไม่ทัน สะอื้นพลางพูดว่า “"สิบกว่าปี! ความรักของฉันกับพี่เป่ยเสวียนมันไม่มีความหมายเลยหรือไง! ทำไมต้องมาแพ้ให้กับการแต่งงานจอมปลอมแค่สามปีด้วย? ฮือๆๆ ฉันเกลียดมัน ฉันเกลียดอีนางบ้านนอกนั่น!”

ฉู่โม่เฉินหยิบหมอนขึ้นมาวางบนเตียงตามเดิม แล้วพูดว่า “ลองคิดดูให้ดีนะ... ตอนเธอคบกับกู้เป่ยเสวียน เขาอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต แต่ตอนที่ซูฮวาอยู่เคียงข้างเขา คือตอนที่เขาตกต่ำที่สุด โบราณท่านว่าไว้ไม่ผิดหรอกว่าความภักดีพิสูจน์ได้ในยามยาก แล้วความสัมพันธ์สิบกว่าปีของเธอ จะเอาอะไรไปสู้สามปีแห่งความอดทนของเขาได้”

อารมณ์ของฉู่สั่วสั่วพลันระเบิดออกมา เธอตะคอกใส่เขา “ทำไมแม้แต่พี่ก็ยังเข้าข้างมันอีก! ตกลงพี่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของฉัน หรือเป็นพี่ชายของมันกันแน่?”

“พี่มองตามความเป็นจริง ไม่ได้เข้าข้างใคร แค่ช่วยแกวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล” ฉู่โม่เฉินกล่าวอย่างใจเย็น

ฉู่สั่วสั่วยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก

พ่อของฉู่สั่วสั่วยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยเสียงอ่อย “โม่เฉิน แกก็พูดน้อยๆ หน่อยเถอะ น้องสาวแกเจ็บหนักขนาดนี้แล้ว”

กู้เป่ยเสวียนกลับมาถึงห้องพักของซูฮวา เขาผลักประตู แต่เปิดไม่ออก ประตูล็อกอยู่จากข้างใน

เขาเคาะประตูอยู่นาน แต่ซูฮวาก็ไม่ยอมมาเปิด โทรไปก็ไม่รับ

เขายกมือขึ้นนวดขมับ แล้วเรียกให้บอดี้การ์ดหาวิธีเปิดล็อก

ไม่กี่นาทีต่อมา ล็อกก็ถูกเปิดออก

กู้เป่ยเสวียนเดินเข้ามาในห้อง

ซูฮวานอนหันหน้าเข้ากำแพง ไม่สนใจเขา

กู้เป่ยเสวียนเปลี่ยนเป็นชุดนอน แล้วนอนลงข้างๆ เธอ ดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน

ซูฮวาพยายามดิ้น แต่ก็ไม่หลุด ขอบตาของเธอแดงก่ำ แต่น้ำเสียงกลับเย็นชา “พรุ่งนี้คุณให้คนเตรียมเอกสารหย่าได้เลยนะ”

มือที่โอบกอดเธออยู่ของกู้เป่ยเสวียนกระชับแน่นขึ้น เขานิ่งไปนาน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ก่อนจะเอ่ยว่า “ง่วงแล้ว นอนเถอะ”

รุ่งเช้า กู้เป่ยเสวียนทานอาหารเช้าเป็นเพื่อนซูฮวา

เขายื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเธอ แววตาอ่อนโยน “ตอนเช้าผมมีประชุม ตอนเที่ยงผมจะกลับมาทานข้าวด้วยนะ”

ซูฮวาเบือนหน้าหลบ แล้วพูดเสียงเรียบ “ไม่ต้องหรอกค่ะ อย่าลืมเรื่องเอกสารหย่าก็แล้วกัน”

สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนมืดครึ้มลง “ช่วงนี้คุณย่าสุขภาพไม่ค่อยดี มือของเธอก็บาดเจ็บอยู่ รออีกสักพักค่อยว่ากัน”

เขาลุกขึ้นยืน เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจากไป

หลังจากแพทย์มาทำแผลให้แล้ว ซูฮวาก็หยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง นั่งอ่านเงียบๆ อยู่บนเตียง

พอถึงตอนเที่ยง บอดี้การ์ดก็มาเคาะประตูแล้วบอกว่า “คุณผู้หญิงครับ คุณแม่ของคุณหนูฉู่มาขอพบอยู่หน้าห้องครับ”

ซูฮวาเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะเอ่ย “ให้เขาเข้ามา”

ประตูถูกผลักเปิดออก ฮวาฉีโหรวเดินเข้ามาด้วยดวงตาที่บวมเป่ง จ้องมองซูฮวาอย่างกินเลือดกินเนื้อ “เป็นฝีมือแกใช่ไหม?”

ซูฮวาชะงักไป “นี่มันอะไรกันคะ?”

“ตอบมา! เรื่องมือของสั่วสั่ว... แกใช่ไหมที่เป็นคนบงการเรื่องนี้?”

สีหน้าของซูฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม “ไม่ใช่ฉัน”

ฮวาฉีโหรวเดินปรี่เข้ามา กระชากคอเสื้อของเธอ “นังเด็กใจโหดอำมหิต! แกมันใจร้าย! แย่งคนรักของสั่วสั่วไปไม่พอ ยังจะสั่งให้คนมาทำร้ายอีก! ฉันมีลูกสาวคนเดียว! ฉันทนุถนอมประคบประหงมอย่างกับไข่ในหิน แต่แกกลับสั่งคนให้มาทุบมือลูกของฉันจนแหลก! วันนี้ฉันจะสู้กับแกให้ตายไปข้างหนึ่ง!”

ป้าหลิวได้ยินเสียงเอะอะ ก็รีบวิ่งออกมาจากห้องน้ำ แล้วดึงตัวฮวาฉีโหรวออกจากซูฮวา

แม้จะถูกป้าหลิวดึงตัวไว้ แต่ฮวาฉีโหรวก็ยังพยายามจะพุ่งเข้าไปตบตีซูฮวา พร้อมกับสบถด่าไม่หยุดปาก

“นังสารเลว” “นังเด็กใจแตก” “อีเด็กบ้านนอก” คำหยาบคายสารพัดพรั่งพรูออกมาจากปากของเธอ ไม่ต่างอะไรกับหญิงปากตลาด

ซูฮวาได้แต่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ราวเจ็ดแปดนาที ก่อนจะเอ่ยกับป้าหลิวว่า “ป้าหลิวคะ ป้าหลบไปก่อนค่ะ”

ป้าหลิวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือจากฮวาฉีโหรวแล้วหลบไปด้านข้าง

ซูฮวาคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา แล้วขว้างใส่หน้าฮวาฉีโหรวเต็มแรง

เพียะ! แก้วเก็บความร้อนสเตนเลสกระแทกเข้าที่จมูกของเธออย่างจัง เลือดกำเดาก็ทะลักออกมาไม่หยุด

ซูฮวาชี้ไปที่ประตูแล้วตวาดลั่น “เชิญไสหัวออกไปซะ!”



ตอนก่อน

จบบทที่ เธอมีแค่ฉัน

ตอนถัดไป