ล้างแค้นให้เธอ
บทที่ 13 ล้างแค้นให้เธอ
ซูฮวายังคงจ้องมองเพดานด้วยสายตาเลื่อนลอย ราวกับไม่ได้ยินที่เขาพูด
กู้เป่ยเสวียนถอนหายใจเบาๆ เขาตบไหล่เธอแผ่วเบาแล้วจึงหันหลังเดินจากไป
เมื่อออกจากห้อง เขาได้สั่งบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตูว่า “ดูแลซูฮวาให้ดี มีอะไรให้รีบโทรหาฉันทันที”
บอดี้การ์ดรับคำ “ครับ ประธานกู้”
หลังจากขึ้นรถ
ผู้ช่วยก็รายงานต่อกู้เป่ยเสวียนว่า “ผมสั่งให้คนไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายจนกระทั่งพบตัวหวงเชว่ครับ เราสกัดจับเธอได้ขณะอยู่บนรถแท็กซี่ผิดกฎหมาย กำลังมุ่งหน้าไปกบดานที่ต่างจังหวัด”
แววตาของกู้เป่ยเสวียนเย็นเยียบ “ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร มาจากไหน?”
“หวงเชว่เป็นน้องสาวของหวงกวงครับ หวงกวงก็คือชายหัวล้านที่เคยจับตัวคุณผู้หญิงไปเพื่อบังคับให้ซ่อมภาพวาดโบราณ หลังจากเรื่องนั้นก็ถูกสืบสวนจนพบว่าเขามีส่วนร่วมในแก๊งขโมยสุสาน เลยถูกตัดสินจำคุกเจ็ดปี ในกล้องวงจรปิดเห็นว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หวงเชว่ได้ปลอมตัวเป็นพนักงานส่งอาหาร คอยมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวย่านค้าของเก่า เพื่อหาโอกาสแก้แค้นคุณผู้หญิงครับ”
มือของกู้เป่ยเสวียนที่ปล่อยอยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นจนข้อกระดูกขาวซีด
เมื่อมาถึงตึกแถวที่ใช้คุมขังหวงเชว่
หวงเชว่มีผมซอยสั้น ใบหน้าเหลืองซีด ขอบตาดำคล้ำ ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย รูปร่างหน้าตาคล้ายกับชายหัวล้านพี่ชายของเธอมาก ดูไม่เหมือนผู้หญิงเท่าไหร่นัก
กู้เป่ยเสวียนเดินไปนั่งลงบนโซฟา เขาเหลือบมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “เธอจงใจทำร้ายซูฮวา... เพื่ออะไร?”
หวงเชว่แสดงสีหน้าเคียดแค้น กัดฟันพูดว่า “มันทำให้พี่ชายฉันต้องติดคุก!”
กู้เป่ยเสวียนหัวเราะหยัน “พี่ชายของเธอขโมยสุสาน ลักพาตัวซูฮวา สมควรแล้วที่จะต้องเข้าคุก”
หวงเชว่เหลือบมองเขาอย่างท้าทาย ไม่พูดอะไร
กู้เป่ยเสวียนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “ปกติฉันจะไม่ทำร้ายผู้หญิง แต่เธอนี่มันเลวทรามเกินไปจริงๆ”
สิ้นเสียงของเขา เขาก็คว้าที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะขึ้นมาฟาดใส่ศีรษะของหวงเชว่ทันที
หวงเชว่พยายามจะหลบ แต่ถูกผู้ช่วยกดตัวไว้จึงหลบไม่พ้น
“เพล้ง!”
ที่เขี่ยบุหรี่ฟาดจนกระดูกคิ้วของเธอแตก เลือดสดๆ ไหลอาบลงมาตามดวงตา
ที่เขี่ยบุหรี่ที่ทำจากแก้วตกลงบนพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ผู้ช่วยเตะเข้าไปที่ขาของหวงเชว่
“ตุ้บ!”
เธอทรุดเข่าลงบนเศษแก้วที่แตกกระจาย เจ็บปวดจนตัวสั่นเทา ได้แต่ส่งเสียงร้องครางในลำคอ
กู้เป่ยเสวียนลุกขึ้นจากโซฟา เขาใช้เท้าเหยียบลงบนมือของเธอ แล้วบดขยี้ซ้ำๆ สองสามครั้ง เศษแก้วแหลมคมทิ่มแทงเข้าไปในปลายนิ้วของเธอ
หวงเชว่เจ็บปวดจนต้องร้องขอความเมตตา “มือของฉัน เจ็บ เจ็บ”
กู้เป่ยเสวียนหัวเราะ “ที่แท้เธอก็เจ็บเป็นเหมือนกันสินะ... แล้วตอนที่เธอจงใจกระแทกประตูใส่มือซูฮวา เคยคิดบ้างไหมว่าเธอจะเจ็บปวดแค่ไหน?”
...นั่นคือมือคู่ที่เธอหวงแหนยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง
มือคู่นั้นที่เคยนวดขาให้เขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดสองปีที่ผ่านมา เคยปลอบประโลมทั้งร่างกายและจิตใจของเขาอย่างอ่อนโยน
ผู้หญิงที่ดีพร้อมขนาดนั้น อ่อนโยน ไม่เคยคิดร้ายกับใคร แต่กลับถูกเดนมนุษย์คนนี้ทำลายนิ้วมือที่ล้ำค่าที่สุด
กู้เป่ยเสวียนสะกดกลั้นความโกรธไว้ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “มือของเธอมันสกปรกเกินไป ตัดทิ้งเสียเถอะ”
ผู้ช่วยรีบรับคำ “ครับ ประธานกู้”
กู้เป่ยเสวียนหันหลังเดินจากไป
ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงกรีดร้องโหยหวนไม่เหมือนเสียงมนุษย์ก็ดังตามมาจากข้างหลัง
มีดในมือของผู้ช่วยตวัดขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
หวงเชว่หมดสติไปท่ามกลางกองเลือด นิ้วมือซ้ายทั้งสี่นิ้วของเธอถูกตัดขาดตั้งแต่โคน
เมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาล
กู้เป่ยเสวียนนั่งลงข้างเตียงของซูฮวา
เมื่อเห็นสภาพที่เหม่อลอยไร้ชีวิตชีวาของเธอ หัวใจของกู้เป่ยเสวียนก็เจ็บแปลบขึ้นมา เขากำลังจะเอ่ยปากบอกเธอว่าล้างแค้นให้แล้ว แต่แขนเสื้อของเขาก็ถูกเธอกำไว้แน่นเสียก่อน
ภายนอกของเธอดูอ่อนโยน แต่ภายในกลับเข้มแข็ง ไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ
แต่ในยามนี้ เธอดูทั้งอ่อนแอและสิ้นหวัง พึ่งพิงเขาอย่างเต็มที่
หัวใจของกู้เป่ยเสวียนอ่อนยวบลง เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการ
เขาเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะ... ผมอยู่นี่แล้ว จะไม่ไปไหนทั้งนั้น สองสามวันนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณเอง”
ซูฮวาจึงค่อยๆ คลายมือออกจากแขนเสื้อของเขา
กู้เป่ยเสวียนบรรจงทัดผมที่ปรกลงมาของเธอไว้หลังหู แล้วพูดว่า “นอนหลับพักผ่อนสักหน่อยเถอะนะ ผมจะดูเเลคุณเอง”
แต่ซูฮวากลับข่มตาหลับไม่ลง นิ้วทั้งสี่ของเธอบวมและปวดตุบๆ ปลายนิ้วเชื่อมต่อกับหัวใจ ทุกครั้งที่หัวใจเต้น ก็จะส่งผลให้ปวดนิ้วจนสะท้าน
เล็บของเธอกลายเป็นสีม่วงคล้ำ น่ากลัวมาก
เธอหลับตาลง อดทนกับความเจ็บปวดวินาทีต่อวินาที ในใจรู้สึกเศร้าโศกอย่างยิ่ง
นิ้วหักไปแล้ว หากมันกลับมาไม่เหมือนเดิม คงจะรู้สึกผิดต่อคุณตาที่เฝ้าทะนุถนอมสั่งสอนเธอมานานนับสิบปีเป็นอย่างมาก
“ก๊อกๆ” มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
กู้เป่ยเสวียนลุกขึ้นไปเปิดประตู
ด้านนอกคือเสิ่นหวยในชุดกาวน์สีขาวร่างสูงโปร่ง ในมือถือช่อดอกกุหลาบขาว
เขาเรียก “พี่ชาย” คำหนึ่ง แล้วพูดว่า “ผมเพิ่งออกจากห้องผ่าตัด ได้ยินว่าซูฮวาบาดเจ็บที่มือ เลยแวะมาเยี่ยมครับ”
สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนยังคงเรียบเฉย แต่น้ำเสียงกลับเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด “คุณชายเสิ่นนี่มีหลายอาชีพจังเลยนะครับ”
เสิ่นหวยยิ้มแล้วตอบว่า “อาชีพหลักของผมคือแพทย์ครับ ส่วนร้านกู่เป่าจายเป็นร้านของคุณปู่ผม”
กู้เป่ยเสวียนไม่สนใจเขา เขาเดินกลับไปนั่งข้างซูฮวา
เสิ่นหวยวางช่อดอกไม้ลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วก้มลงดูมือของซูฮวาพลางถามอย่างอ่อนโยน “ยังเจ็บนิ้วอยู่ไหมครับ?”
ซูฮวาพยักหน้า
“ไม่ต้องกังวลไปเลย ยิ่งได้คุณหมอไป๋เป็นคนผ่าตัดให้ยิ่งหายห่วง ท่านเป็นถึงมือหนึ่งเลยนะ อีกอย่างเธอก็ยังสาว ร่างกายฟื้นตัวเร็วอยู่แล้ว รับรองว่านิ้วต้องกลับมาเป็นปกติแน่นอน”
“ขอบคุณนะคะ” ซูฮวาเอ่ยเสียงเบา
เสิ่นหวยจ้องมองเล็บที่ดำคล้ำของเธอแล้วพูดว่า “นิ้วของเธอมีเลือดคั่ง ต้องเจาะเลือดออก พอเลือดออกแล้วจะช่วยลดอาการปวดได้บ้าง”
เขาโทรศัพท์ให้พยาบาลนำเข็มมาให้
กู้เป่ยเสวียนเลิกคิ้วมองเขา “คุณทำได้เหรอ?”
เสิ่นหวยชูบัตรประจำตัวให้ดู “แพทย์เจ้าของไข้ เคยผ่าตัดคนมาแล้วนับไม่ถ้วน แค่เจาะเลือดคงไม่ใช่เรื่องยาก”
ไม่นานนัก พยาบาลก็นำเข็มและสำลีฆ่าเชื้อมาให้
เสิ่นหวยฆ่าเชื้อที่เข็ม แล้วค่อยๆ แทงเข้าไปตามร่องเล็บของซูฮวา ก่อนจะบีบเลือดที่คั่งอยู่ออกมาจนหมด
หลังจากเจาะเลือดออกแล้ว ซูฮวาก็รู้สึกว่าอาการปวดที่นิ้วเบาลง
เสิ่นหวยเก็บของเรียบร้อย แล้วตบแขนเธอเบาๆ “ดึกแล้ว พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมใหม่นะครับ”
กู้เป่ยเสวียนลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ผมไปส่งครับ”
ทั้งสองเดินออกจากห้องไปทีละคน
กู้เป่ยเสวียนปิดประตูลง แล้วเหลือบมองเสิ่นหวยด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบเฉย “ผู้ชายอย่างคุณ... ไม่ใช่คนที่ซูฮวาจะสนใจ เลิกยุ่งกับเธอซะ”
สีหน้าของเสิ่นหวยเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “แล้วซูฮวาชอบผู้ชายแบบไหนล่ะ?”
กู้เป่ยเสวียนลองนึกภาพของอาเหยา แต่ก็นึกไม่ออกว่าเขาเป็นคนแบบไหน จึงตอบไปว่า “เธอชอบแบบผม”
รอยยิ้มของเสิ่นหวยกว้างขึ้น “น่าเสียดายที่คุณเป็นพี่ชายของเธอ”
แววตาของกู้เป่ยเสวียนเย็นเยียบลงราวกับน้ำแข็ง “ผมเป็น...”
“กริ๊งๆๆ” โทรศัพท์ของเสิ่นหวยดังขึ้น
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ แล้วชูให้กู้เป่ยเสวียนดู “พี่ชาย ผมขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ”
หลังจากรับสาย เขาก็เดินคุยโทรศัพท์จากไป
กู้เป่ยเสวียนรู้สึกหงุดหงิดอัดอั้นอยู่ในใจ สีหน้ามืดครึ้มดูไม่สู้ดีนัก เมื่อกลับเข้ามาในห้องพักฟื้น เห็นซูฮวานอนเจ็บปวดอยู่แบบนั้น ความโกรธก็พลันมลายหายไป
เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ก็พบว่าดึกมากแล้ว
กู้เป่ยเสวียนเรียกให้ป้าหลิวเตรียมน้ำอุ่นมาสามอ่าง
เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าให้ซูฮวา แล้วเลิกผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย จับเท้าของเธอขึ้นมา เตรียมจะเช็ดเท้าให้
ซูฮวาหดเท้ากลับ ไม่ยอมให้เขาเช็ด
กู้เป่ยเสวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เมื่อสองปีก่อนที่ขาของผมยังใช้งานไม่ได้ คุณก็คอยดูแลผมอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ตอนนี้ถึงตาผมดูแลคุณบ้างเเล้วนะ”
ซูฮวานิ่งไป ขอบตาแดงระเรื่อเล็กน้อย
หลังจากเช็ดเท้าเสร็จ กู้เป่ยเสวียนก็ทำท่าจะถอดกางเกงของเธอ
ซูฮวาตระหนักได้ในทันทีว่าเขาจะทำอะไร เธอรีบหนีบขาทั้งสองข้างเข้าหากันแน่น ไม่ยอมให้เขาถอด
กู้เป่ยเสวียนยิ้มจางๆ “เราเป็นสามีภรรยากันนะ... ผมรู้ว่าคุณรักสะอาดมากแค่ไหน ไม่ได้อาบน้ำคงอึดอัดแย่เลย มา... เดี๋ยวผมช่วยเช็ดตัวให้ จะได้รู้สึกสบายตัวขึ้นนะ”
ซูฮวาส่งสายตาตัดพ้อมาให้เขาเล็กน้อย
พอมีคำว่า “หย่าร้าง” เข้ามาเกี่ยวข้อง แถมยังมีฉู่สั่วสั่วคอยปั่นป่วนอยู่ตรงกลาง แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การจะให้เขามาเช็ดเนื้อเช็ดตัวในที่ลับขนาดนั้น มันรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นว่าเธอไม่เต็มใจ กู้เป่ยเสวียนก็นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “หรือคุณจะให้ป้าหลิวเช็ดให้ไหม?”
หลังจากเงียบไปหลายวินาที ขาที่หนีบแน่นของซูฮวาก็ค่อยๆ คลายออก
เมื่อเทียบกับป้าหลิวแล้ว กู้เป่ยเสวียนย่อมใกล้ชิดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ป้าหลิวเป็นคนมีไหวพริบ เธอจึงรีบหลบออกไปทันที
กู้เป่ยเสวียนเช็ดตัวให้อย่างตั้งใจ
ใบหน้าของซูฮวาแดงก่ำราวกับถ่านไฟ
หลังจากเช็ดตัวเสร็จ กู้เป่ยเสวียนก็เช็ดขาและลำตัวช่วงบนให้เธอต่อ
ป้าหลิวเข้ามาเก็บอ่างน้ำออกไป
จนกระทั่งดึกสงัด ซูฮวาจึงเผลอหลับไปในที่สุด
กู้เป่ยเสวียนนอนลงข้างๆ เธอ แต่ไม่กล้าหลับ เพราะกลัวว่าเธอจะขยับมือไปมาตอนหลับจนทำให้กระดูกที่หักเคลื่อน เขาจึงคอยประคองมือเธอไว้ตลอด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ซูฮวาก็ฝันร้ายอีกครั้ง เธอตัวสั่นงันงก ขดตัวเป็นก้อน
กู้เป่ยเสวียนดึงเธอเข้ามากอดแล้วตบหลังเบาๆ เหมือนปลอบเด็กเล็ก
ซูฮวารู้สึกถึงความปลอดภัย เธอซุกตัวเข้าหาอ้อมอกของเขาโดยสัญชาตญาณ พลางพึมพำเสียงในลำคอทั้งที่ยังหลับตา “อา...”
กู้เป่ยเสวียนยกมือขึ้นปิดปากของเธอไว้ ไม่ให้สองพยางค์ถัดมาเล็ดลอดออกมา รออยู่ครู่ใหญ่จนเห็นว่าเธอสงบลงแล้ว จึงค่อยๆ เอามือออกจากปากของเธอ แล้วกระซิบเสียงเบา “เจ้าคนไม่มีหัวใจ”
ซูฮวาที่อยู่ในห้วงนิทราเพียงแค่พลิกตัวเบาๆ
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ยินคำพูดของเขา และไม่รู้เลยว่าตัวเองได้เรียกชื่อ “พี่อาเหยา” ในฝันร้ายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน