ถูกบล็อกเสียแล้ว
บทที่ 16 ถูกบล็อกเสียแล้ว
เมื่อเห็นซูฮวาออกตัวปกป้องอาเหยาคนนั้น กู้เป่ยเสวียนก็รู้สึกขุ่นมัวในใจ แม้ใบหน้าจะไม่ได้แสดงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทว่าในแววตากลับฉายชัดถึงอารมณ์ที่ต้องอดทนอดกลั้น
“ผมจะออกไปสูบบุหรี่สักมวน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ตอนที่ปิดประตู เขาก็ใช้แรงมากกว่าปกติ
ทว่าซูฮวากลับไม่ทันได้สังเกต
ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพของค่ำคืนเมื่อสิบสามปีก่อน คืนนั้นที่ราวกับฝันร้าย สายลมคำรามกึกก้อง เปลวไฟโหมกระหน่ำ ความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด และเสียงร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง
อาเหยาเป็นดั่งกุญแจที่ไขไปสู่ฝันร้ายนั้น เพียงแค่เอ่ยชื่อขึ้นมา หัวใจของเธอก็เหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง คลื่นอารมณ์ถาโถมเข้าใส่จนยากจะสงบลงได้เป็นเวลานาน
หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินจากหางตาของเธออย่างเงียบงัน หยดลงบนภาพถ่ายที่เลือนลางใบนั้น
ผ่านไปเนิ่นนาน ซูฮวาจึงกลับมาสงบสติอารมณ์ได้อีกครั้ง
เธอใช้หลังมือปาดเช็ดดวงตาที่ชื้นแฉะ ก่อนจะทอดสายตากลับไปยังภาพถ่ายใบเดิม พลางครุ่นคิดว่าใครกันที่แอบช่วยเหลือเธออยู่เงียบๆ
เรื่องที่เธอได้รับบาดเจ็บที่มือ ขนาดแม่แท้ๆ เธอยังไม่บอกเพราะกลัวท่านจะกังวล จะมีก็เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ ซึ่งก็รวมถึงกู้เป่ยเสวียนด้วย
แต่กู้เป่ยเสวียนถูกตัดออกไปได้เลย เขาไม่มีทางทำร้ายแก้วตาดวงใจของตัวเองแน่นอน
หรือว่าจะเป็นเสิ่นหวย?
ซูฮวาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเสิ่นหวย “คุณชายเสิ่นคะ คุณรู้จักฉู่สั่วสั่วไหมคะ”
เสิ่นหวยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้นะ มีอะไรรึเปล่าครับ”
“เมื่อคืนมือของเธอถูกคนใช้ค้อนทุบจนแหลกเลยค่ะ”
“อ้อ” เสิ่นหวยขานรับ “จะให้ผมช่วยหาหมอให้เธอไหม”
“ไม่ต้องค่ะ ไม่มีอะไรแล้ว” ซูฮวาวางสายไป
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เสิ่นหวย
ซูฮวาหยิบภาพถ่ายขึ้นมาพินิจพิจารณาอีกครั้ง
นับตั้งแต่แต่งงานกับกู้เป่ยเสวียน เธอก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมาตลอด ประกอบกับนิสัยที่เงียบขรึมพูดน้อย ทำให้เธอมีเพื่อนไม่มากนัก ยิ่งเพื่อนต่างเพศยิ่งนับคนได้
เธอนึกจนหัวแทบระเบิด ก็ยังจำไม่ได้ว่าแผ่นหลังในภาพนี้เป็นของใคร
กู้เป่ยเสวียนสูบบุหรี่อยู่ข้างนอกไปเกือบครึ่งซองกว่าจะปรับอารมณ์ให้คงที่ได้
เขาผลักประตูเข้ามาในห้อง
เห็นซูฮวานั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย ในมือถือรูปถ่ายขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างเตียง แล้วยกมือขึ้นคลึงหว่างคิ้วที่ขมวดเป็นปมของเธอเบาๆ
ดวงตาคมกริบจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะรั้งร่างเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
เขากอดเธอเป็นเวลานาน เกินกว่าระยะเวลาของการกอดทักทายตามปกติ
ซูฮวาได้กลิ่นบุหรี่ฉุนจัดจากตัวเขาจึงเอ่ยถามเสียงเบา “คุณ...กลับไปสูบบุหรี่อีกแล้วเหรอคะ”
“อืม”
“อุตส่าห์เลิกได้แล้วแท้ๆ อย่ากลับไปสูบอีกเลยนะคะ สูบบุหรี่มากไปไม่ดีต่อสุขภาพ”
“ได้”
ครู่ต่อมา เขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เมื่อกี้ผมขอโทษนะ ที่ทำให้คุณเสียใจ”
ซูฮวาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี จึงได้แต่พูดว่า “ฉันหิวแล้ว เรากินข้าวกันเถอะค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนคลายอ้อมกอดจากเธอ แล้วเรียกให้บอดี้การ์ดนำอาหารเข้ามา
หลังจากทานอาหารเสร็จ กู้เป่ยเสวียนก็เดินทางไปที่บริษัท
ในช่วงเย็น กู้หนานอินถือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่มาเยี่ยมซูฮวา
ทันทีที่เข้ามานั่ง เธอก็เริ่มบ่นอุบ “พี่สะใภ้คะ เจ็บตัวขนาดนี้ทำไมถึงเก็บเงียบไว้ไม่บอกฉันเลยสักคำล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่โม่เฉินบังเอิญพูดขึ้นมา ฉันคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่เข้าโรงพยาบาล”
ซูฮวายิ้มบางๆ “เราน่ะต้องไปเรียนไม่ใช่เหรอ มาเยี่ยมพี่แบบนี้เดี๋ยวก็ขาดเรียนกันพอดี พี่ไม่อยากให้เธอต้องเสียการเรียนนะ”
“ฉันใกล้จะเรียนจบแล้วค่ะ แต่ยังไม่มีแผนจะทำงานหรือเรียนต่อ ตอนนี้เลยว่างมากๆ ถ้ารู้เร็วกว่านี้ ฉันจะได้รีบมาอยู่คุยเป็นเพื่อน พี่จะได้ไม่เบื่อ...ขอแค่อย่ารำคาญฉันก็พอแล้วค่ะ”
ซูฮวาเอ่ยเสียงเบา “ไม่รำคาญหรอกจ้ะ”
กู้หนานอินเหลือบมองมือที่เข้าเฝือกและบวมเป่งของเธอ ก่อนจะพูดอย่างหัวเสีย “ใจคอมันทำด้วยอะไร ถึงได้ลงมือกับพี่อย่างโหดเหี้ยมขนาดนี้”
“เมื่อหลายวันก่อนไปมีเรื่องกับแก๊งโจรปล้นสุสานเข้า มีไอ้หัวล้านคนหนึ่งติดคุกไป น้องสาวของมันก็เลยกลับมาแก้แค้น”
ซูฮวาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เธอฟังคร่าวๆ
เมื่อกู้หนานอินฟังจบก็โกรธจนตัวสั่น
ทั้งสองคุยกันต่ออีกพักหนึ่งจนฟ้าเริ่มมืด
กู้หนานอินยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์โทรหากู้เป่ยเสวียน “พี่คะ ฉันมาเยี่ยมพี่สะใภ้ที่โรงพยาบาลนะ “เสียงเธอสดใส” อยากกินชานมไข่มุกอ่ะ ขากลับฝากพี่เเวะซื้อมาให้หน่อยนะคะ...รสโปรดของฉันน่ะ ยังจำได้อยู่รึเปล่า? อ้อ! แล้วก็ซื้อมาเผื่อพี่สะใภ้ด้วยนะคะ!”
เสียงเรียบเฉยของกู้เป่ยเสวียนดังมาจากปลายสาย “ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว ถ้าอยากกินก็ให้บอดี้การ์ดไปซื้อสิ”
“ฉันก็อยู่ในห้องพักของพี่สะใภ้นี่ไง ไม่เห็นเจอพี่เลย”
“ฉันออกมาเยี่ยมสั่วสั่ว อีกครึ่งชั่วโมงจะกลับไป”
กู้หนานอินนั่งไม่ติดอีกต่อไป เธอพรวดพราดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วพูดว่า “พี่คะ... ทำไมทำอะไรไม่คิดเลย พี่สะใภ้สภาพร่างกายกับจิตใจก็แย่ๆ อยู่ พี่ยังจะทำร้ายจิตใจเธอซ้ำสองอีก ฟังนะพี่ ไม่มีผู้หญิงคนไหนทนได้หรอกที่เห็นคนรักของตัวเองกลับไปสุงสิงกับคนรักเก่า!”
กู้เป่ยเสวียนเงียบไปครู่หนึ่ง “เข้าใจเเล้ว เดี๋ยวฉันกลับไป”
“พี่ต้องกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ รีบมาเลย”
กู้เป่ยเสวียนวางสายไป
กู้หนานอินเดินกลับมานั่งข้างเตียงของซูฮวาด้วยท่าทางฉุนเฉียว เธอมองซูฮวาอย่างลังเลเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้คะ ช่วงนี้พี่ชายของฉันไปมาหาสู่กับฉู่สั่วสั่วบ่อยมากเลยใช่ไหมคะ”
ซูฮวา “อืม” คำหนึ่งในลำคอ
กู้หนานอินถอนหายใจ “พี่สะใภ้คะ... พี่น่ะซื่อเกินไป ตามเกมคนอย่างนั้นไม่ทันหรอก ผู้หญิงคนนั้นน่ะตัวแม่เรื่องมารยาเลยนะ เป็นพวกแอ๊บใสแต่ร้ายลึก ขนาดฉันยังตามไม่ทันเลย”
ซูฮวาฟังอย่างใจลอย พลางตอบไปส่งๆ “อย่างนั้นเหรอ”
“ใช่เลยค่ะ! ยัยนั่นน่ะชอบแย่งพี่ชายไปจากฉันตั้งแต่เด็กแล้ว บ้านเราสองครอบครัวทำธุรกิจด้วยกัน พอถึงวันเทศกาลทีไรก็ต้องมากินข้าวด้วยกันทุกที แล้วเธอก็จะเกาะติดพี่ชายฉันแจเลย เดี๋ยวก็เรียกเสียงอ่อนเสียงหวาน 'พี่เป่ยเสวียนขา' เดี๋ยวก็อ้อนให้คีบกับข้าวให้... ให้แกะกุ้งให้... สารพัดจะดัดจริต! ส่วนพี่ชายฉันก็ไม่รู้ไปโดนของอะไรมา... ตามใจเขาทุกอย่าง”
ซูฮวาฟังแล้วรู้สึกเจ็บแปลบในใจ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
กู้หนานอินเล่าต่อ “ตอนหลังฉันโมโห ทนไม่ไหว ก็เลยไปแย่งพี่ชายของเธอบ้าง เเล้วฉันก็เรียก ‘พี่โม่เฉินขา’ ไม่ขาดปากเหมือนกัน ใช้งานเขาจนหัวปั่น เอาให้เธอโกรธให้ตายไปเลย”
ซูฮวารู้สึกดีกับฉู่โม่เฉินไม่น้อยจึงพูดว่า “ฉันรู้สึกว่าสองพี่น้องนี่ไม่ค่อยเหมือนคนบ้านเดียวกันเลยนะ นิสัยของเขาทั้งคู่ดูต่างกันมาก”
“พวกเขาเป็นพี่น้องต่างแม่กันค่ะ... แต่เรื่องมันซับซ้อนกว่านั้น แม่ของฉู่สั่วสั่วน่ะ จริงๆ แล้วเป็นน้าแท้ๆ ของพี่โม่เฉิน... ก็คือเมียน้อยที่ถีบตัวเองขึ้นมาจนได้เป็นภรรยาออกหน้าออกตานั่นแหละค่ะ ร้ายกาจสุดๆ เลย” กู้หนานอินเบ้ปากมองบน
ซูฮวานั่งฟังเงียบๆ
“ว่าไปแล้ว พี่โม่เฉินก็น่าสงสารนะคะ” จู่ๆ อารมณ์ของกู้หนานอินก็เศร้าลง เธอถอนหายใจยาว “น้องสาวแท้ๆ ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เกิดได้ไม่กี่เดือน แม่แท้ๆ ของเขาก็เสียใจจนสติฟั่นเฟือน เดิมทีน้องสาวของเขาหมั้นหมายกับพี่ชายฉันไว้ตั้งแต่เด็ก ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ ป่านนี้ก็คงจะอายุไล่เลี่ยกับพี่นั่นแหละค่ะ”
ซูฮวาไม่รู้จะพูดอะไรดี ทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมา
ไม่นานนัก กู้เป่ยเสวียนก็กลับมา
ในมือของเขาถือชานมและของหวานอยู่สองชุด แก้วหนึ่งเป็นยังจือกันลู่ที่ซูฮวาชอบดื่ม ส่วนอีกแก้วเป็นสตรอว์เบอร์รีมิลค์เชคที่กู้หนานอินโปรดปราน
กู้เป่ยเสวียนเสียบหลอดลงในแก้วชานมแล้วยื่นให้ซูฮวา “ไปซื้อมาจากร้านโปรดของคุณเลยนะ”
ซูฮวายื่นมือไปรับ พลันได้กลิ่นหอมหวานจางๆ โชยมาจากแขนเสื้อสูทของเขา
เป็นกลิ่นน้ำหอมยี่ห้อเดียวกับที่ฉู่สั่วสั่วชอบใช้เป็นประจำ
เธอเผลอกวาดสายตาไปมองที่ปกเสื้อเชิ้ตของเขา ก็เห็นรอยสีแดงขนาดเท่าเล็บนิ้ว เป็นสีแดงเชอร์รี่ฉ่ำวาว
ครั้งล่าสุดที่เจอฉู่สั่วสั่ว เธอก็ทาลิปสติกสีนี้
ซูฮวารู้สึกราวกับถูกแมวข่วนเข้าที่ใจ เจ็บจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นไปหลายจังหวะ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ยังคงเจ็บปวดทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น
ซูฮวากำแก้วในมือแน่น เธอหัวเราะเยาะตัวเองในใจแล้วพูดว่า “ขอบคุณมากนะคะ อุตส่าห์แวะซื้อชานมมาให้ทั้งที่งานยุ่งขนาดนี้”
กู้เป่ยเสวียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ผมให้คนขับรถไปซื้อน่ะ”
กู้หนานอินรับชานมไข่มุกมาจากมือเขา ก่อนจะมองค้อนไปทีหนึ่งแล้วพูดว่า “พี่คะ ทำตัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆเถอะค่ะ เดี๋ยวเมียจะหนีไปเเบบไม่รู้ตัว ผู้หญิงดีๆ อย่างพี่สะใภ้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ ถ้าเสียไปแล้วจะมานั่งเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้วนะจะบอกให้”
กู้เป่ยเสวียนเหลือบมองซูฮวา เห็นเธอกำลังก้มหน้าใช้หลอดดูดชานมช้าๆ ขนตายาวงอนเป็นแพทอดลงมาบดบังแววตาจนมองไม่เห็นอารมณ์ใดๆ
เขาเอ่ยอย่างไม่แยแส “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่ามายุ่ง”
กู้หนานอินทำท่าเหมือนอยากจะเข้าไปเขย่าตัวเขาให้ได้สติ “ฉันหวังดีกับพี่หรอกนะ ถ้าไม่เชื่อฉันแล้วจะเสียใจคอยดูสิ ชิ!”
สิบวันต่อมา ในตอนกลางวัน
กู้เป่ยเสวียนรีบกลับมาที่โรงพยาบาลหลังจากไปตรวจงานที่บริษัทในเครือ
บอดี้การ์ดสองคนที่ควรจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูหายไป กู้เป่ยเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ
เขายกมือขึ้นผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไป แต่กลับพบว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเป็นคนไข้หน้าตาแปลกหน้า
หัวใจของกู้เป่ยเสวียนกระตุกวูบ เขารีบถามพยาบาลที่เดินผ่านมา “คนไข้ที่ชื่อซูฮวาที่เคยพักอยู่ห้องนี้ล่ะครับ”
พยาบาลนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เธอออกจากโรงพยาบาลไปตั้งแต่เช้ามืดวันนี้แล้วค่ะ”
สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนเคร่งขรึมลงทันที ตกลงกันไว้แล้วว่าจะรอให้เขามารับกลับบ้านด้วยกัน แต่เธอกลับไปโดยไม่บอกกล่าวกันสักคำ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์ของซูฮวา
เสียงอัตโนมัติจากระบบตอบกลับมาว่า “หมายเลขที่ท่านเรียกยังไม่เปิดให้บริการ”
เขาเปิดวีแชท ส่งข้อความหาซูฮวา แต่ข้อความกลับส่งออกไปไม่ได้
เธอ... บล็อกเขาเสียแล้ว