ตามหาทั้งคืน

บทที่ 17 ตามหาทั้งคืน

สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนยิ่งดูมืดครึ้มลงกว่าเดิม

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาบอดี้การ์ดที่คอยคุ้มกันซูฮวา “ฉันสั่งให้พวกแกดูแลซูฮวาให้ดี แล้วไหนเธอล่ะ”

บอดี้การ์ดกล่าวอย่างนอบน้อมที่สุด “คุณผู้หญิงบอกว่าพวกเราเฝ้าเธอมาหลายวันคงจะเหนื่อยแล้ว เลยให้พวกเราหยุดพักสองวันค่ะ เธอยังบอกอีกว่าเป็นคำสั่งของท่านประธานค่ะ”

มุมปากของกู้เป่ยเสวียนยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูไม่เหมือนยิ้ม ผู้หญิงที่เคยอ่อนโยนและว่าง่ายมาตลอด ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าแอบอ้างคำสั่งของเขาแล้ว

เขาเอ่ยถามเสียงเย็น “เเล้วนี่เธอไปไหน?”

เมื่อฟังออกว่าเขาไม่พอใจ บอดี้การ์ดจึงตอบอย่างระมัดระวัง “คุณผู้หญิงไม่ได้บอกไว้ครับ”

กู้เป่ยเสวียนตัดสายทิ้ง แล้วหาเบอร์ของป้าหลิวเพื่อโทรออกไป

แต่เธอก็ปิดเครื่องเช่นกัน

กู้เป่ยเสวียนขมวดคิ้ว ก่อนจะสั่งผู้ช่วยว่า “ไปขอดูกล้องวงจรปิดเดี๋ยวนี้!”

“ครับท่านประธานกู้” ผู้ช่วยรีบพาคนไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลทันที

สิบนาทีต่อมา ผู้ช่วยก็โทรกลับมารายงาน “ท่านประธานกู้ครับ จากกล้องวงจรปิดทุกตัวที่น่าจะเห็นคุณผู้หญิง ถูกคนจงใจลบไปหมดแล้วครับ”

มือที่กู้เป่ยเสวียนถือโทรศัพท์อยู่ค่อยๆ ออกแรงบีบแน่นขึ้น จนแทบจะบีบโทรศัพท์จนผิดรูป

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งหน้าไปยังแผนกโรคไต

เมื่อมาถึงหน้าห้องพักฟื้นของคุณยายของซูฮวา เขาก็เคาะประตูแล้วเดินเข้าไป

ซูเพ่ยหลันกำลังดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้หญิงชรา

พอเห็นกู้เป่ยเสวียน เธอก็เพียงแค่ปรายตาขึ้นมอง แล้วเอ่ยถามอย่างเฉยเมย “มีธุระอะไร”

กู้เป่ยเสวียนตอบเสียงเรียบ “คุณแม่ครับ ซูฮวาออกจากโรงพยาบาลแล้ว คุณแม่พอจะทราบไหมครับว่าเธอไปไหน”

ซูเพ่ยหลันหัวเราะ “คุณเป็นสามีของเขา คุณยังไม่รู้เลยว่าเขาไปไหน แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”

“เรามีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย... เธอก็เลยโกรธผม ตอนนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว ข้างนอกมันอันตราย ยิ่งเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวด้วย แถมมือก็ยังไม่หายดี... ได้โปรดเถอะครับ ถ้าคุณเเม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ช่วยบอกผมที ผมจะรีบไปตามเธอกลับมา”

แม้คำพูดของเขาจะสุภาพ แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยอำนาจสั่งการ

ท่าทีที่สูงส่งกว่าใครนั้น เป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด

ซูเพ่ยหลันแม้จะดูเป็นคนโผงผางแต่ก็มีความละเอียดอ่อน เธอฟังมันออก

เธอลากเก้าอี้มานั่งลง ไขว่ห้าง แล้วหยิบเมล็ดกวยจี๊ขึ้นมาแกะกิน ท่าทีเย็นชาแฝงความขอไปที “ในช่วงเวลาที่คุณตกต่ำที่สุด ทั้งร่างกายและจิตใจ... ลูกสาวของฉันก็ยังภักดีอยู่ข้างกายคุณเสมอมา เธอทุ่มเทดูแลคุณอย่างไม่เคยปริปากบ่น แต่ตอนนี้เธอกลับไปจากคุณ... นั่นก็พิสูจน์ได้แล้วว่า... สิ่งที่คุณทำกับเธอในตอนนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าความทุกข์ทรมานใดๆ ที่เธอเคยผ่านมาเสียอีก”

แววตาของกู้เป่ยเสวียนล้ำลึก เขาเม้มปากนิ่งไม่พูดอะไร

ซูเพ่ยหลันหัวเราะเยาะตัวเอง “ก็คงจะจริง... ฉันน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว ว่าสำหรับคุณ... ลูกสาวของฉันก็คงไม่ได้มีค่าไปมากกว่าคนใช้คนหนึ่ง พอขาคุณหายดี... เธอก็หมดประโยชน์ ก็เลยถึงเวลาเขี่ยเธอทิ้งไป... ถูกไหม”

มุมปากของกู้เป่ยเสวียนโค้งขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่เคยคิดกับเธอเเบบนั้นเลยนะครับ”

ซูเพ่ยหลันชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “การกระทำมันสำคัญกว่าคำพูด... ถ้ารักลูกสาวฉันจริง ก็ช่วยให้เกียรติเธอด้วยการรักเดียวใจเดียว แต่ถ้าใจคุณไม่ได้อยู่ที่เธอแล้ว ก็ปล่อยเธอไปซะ หย่ากันให้มันจบๆ ลูกสาวฉันมีดีทุกอย่าง ทั้งสวย นิสัยดี ฉลาด ความสามารถก็เป็นเลิศ อายุเพิ่งจะยี่สิบสาม... คุณคิดว่าเธอจะหาผู้ชายที่ดีกว่าคุณไม่ได้หรือไง! การหย่าในยุคนี้มันเป็นเรื่องธรรมดามาก... ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย”

กู้เป่ยเสวียนยังคงยกยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงดวงตา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเรียบเฉย “งั้นผมไม่รบกวนเเล้ว คุณแม่พักผ่อนเถอะครับ ผมจะลองไปหาที่อื่นต่อ”

เขาหันหลังแล้วเดินจากไปทันที

เสียงปิดประตูดังไม่ใช่เล่น

ซูเพ่ยหลันจิ๊ปากอย่างไม่พอใจสองครั้ง ก่อนจะหันไปพูดกับหญิงชราที่นอนซึมอยู่บนเตียง “แม่คะ ดูสิคะ ดูอารมณ์ของเขาสิ ฉันแค่พูดกับเขาไม่กี่คำ เขาก็โกรธจนกระแทกประตูเดินหนีไปเลย ฮวาเอ๋อร์อยู่กับเขา ไม่รู้ว่าต้องทนเก็บความช้ำใจไว้นานขนาดไหน”

หญิงชราขยับเปลือกตาเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร

“ตอนที่เเกสองคนแต่งงานกัน พวกญาติๆ พากันหัวเราะเยาะฉันลับหลัง หาว่าฉันเห็นแก่เงินจนต้องขายลูกสาวให้คนพิการ พอเขากลับมายืนได้อีกครั้ง ฉันก็นึกว่าชีวิตของฮวาเอ๋อร์จะดีขึ้นเสียที แต่ใครจะคิดว่าเขาก็เริ่มทำตัวเหลวไหลอีก การแต่งงานที่ฐานะไม่ทัดเทียมกันก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ถูกคนอื่นเขาดูถูก นึกจะรังแกก็รังแก นึกจะเหยียบย่ำก็ทำได้ตามใจชอบ” ซูเพ่ยหลันหันหลังให้ พลางแอบยกมือขึ้นปาดน้ำตา

หญิงชราถอนหายใจยาว แล้วพูดเนิบๆ “เป็นเพราะฉันถ่วงรั้งแกไว้เอง”

“แม่คะ อย่าพูดแบบนั้นสิคะ ทั้งหมดเป็นเพราะฉันไม่เอาไหนเอง” ซูเพ่ยหลันรู้สึกตื้นตันในลำคอ

หลังจากนั้น กู้เป่ยเสวียนก็พาคนของเขาตระเวนตามหาสถานที่ทุกแห่งที่ซูฮวาน่าจะไปจนกระทั่งดึกดื่น แต่ก็ยังไม่พบ

กลางดึก ขณะที่นอนอยู่บนเตียงใหญ่ในห้องนอน เขาก็พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ

เขานอนคิดทบทวนไปมา ทันใดนั้นก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาได้

เขารีบลุกขึ้นแต่งตัวทันที แล้วพาคนออกเดินทางทั้งคืนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซู

หมู่บ้านซูตั้งอยู่บริเวณตีนเขาซู เป็นบ้านเกิดของคุณตาของซูฮวา

ซูฮวาเติบโตที่นั่นมาตั้งแต่เด็ก

คณะเดินทางรอนแรมมาเป็นทางไกล เมื่อมาถึงหมู่บ้านซูก็เป็นเวลาตีสามตีสี่แล้ว

กู้เป่ยเสวียนลงจากรถ ลองผลักประตูรั้ว แต่ก็ผลักไม่ออก

ป่านนี้ซูฮวาคงจะหลับไปแล้ว เขาไม่อยากรบกวนเธอ จึงเปิดประตูรถ ปรับเอนเบาะลง แล้วนอนหลับตาพักสายตาอยู่ในรถ กะว่าจะงีบสักครู่

แต่เพราะเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งคืน พอได้หลับตาลงครั้งนี้ เขาก็เผลอหลับยาวไปเลย

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว

กู้เป่ยเสวียนผลักประตูรถแล้วก้าวลงมา

บอดี้การ์ดรีบเดินเข้ามาแล้วรายงาน “ท่านประธานกู้ครับ ในบ้านเหมือนมีเสียงคนคุยกันอยู่ ได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงของคุณผู้หญิงเลยครับ”

กู้เป่ยเสวียนพยักหน้าเล็กน้อย เขาเดินไปที่ประตูรั้วแล้วผลักเข้าไปโดยตรง

ครั้งนี้ ประตูเปิดออก

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าบริเวณบ้านกว้างขวางมาก

เนื่องจากไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน วัชพืชจึงขึ้นรกอยู่ตามมุมกำแพง

มุมหนึ่งทางทิศตะวันออกมีต้นสาลี่ที่ดอกกำลังเบ่งบานสะพรั่งอยู่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้มีหญิงสาวผู้อ่อนหวานและสงบเสงี่ยมนั่งอยู่

เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นของเธออยู่ในชุดไหมพรมถักตัวยาวสีขาว เรือนผมสีดำขลับขับเน้นให้ท่วงท่างดงามยิ่งขึ้น ผิวขาวราวหิมะ เครื่องหน้างดงามหมดจด มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา

สายลมพัดโชยมา กลีบดอกสาลี่สีขาวราวหิมะก็ร่วงพรูลงบนเส้นผมของหญิงสาว งดงามราวกับภาพวาด

ข้างๆ กันนั้น มีชายร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกำลังก้มตัวลงทายาที่มือให้กับเธอ

ทั้งสองกำลังพูดคุยหัวเราะกันเบาๆ โดยไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามีคนเข้ามา

หญิงสาวคนนั้นคือซูฮวาที่เขาตามหามาตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืนนั่นเอง

ส่วนผู้ชายคนนั้นคือเสิ่นหวย คุณหมอและคุณชายแห่งร้านกู่เป่าจาย

แววตาของกู้เป่ยเสวียนเปลี่ยนไป กลายเป็นความเย็นชาที่ยากจะอธิบาย มุมปากยกขึ้นเจือรอยยิ้มเยาะหยันตัวเอง เขามองคนทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ

ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงสามารถสะกดกลั้นความโกรธไว้ได้ แล้วเอ่ยปากขึ้น “ซูฮวา ทำไมมาบ้านคุณตาไม่บอกผมสักคำ”

ซูฮวาทำราวกับเพิ่งสังเกตเห็นเขา เธอมองมาจากที่ไกลๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “ฉันเห็นท่านยุ่งมาก เลยไม่อยากรบกวนค่ะ”

เธอเปลี่ยนจากสรรพนาม ‘คุณ’ มาเป็น ‘ท่าน’ เพื่อสร้างระยะห่างระหว่างกัน

เสิ่นหวยหันกลับมามอง ในแววตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ชาย มาแล้วเหรอครับ เข้ามาก่อนสิ”

กู้เป่ยเสวียนเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินตรงไปยังซูฮวา

เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เขาก็ก้มลงมองเธอ มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทว่าในดวงตากลับไร้ซึ่งแววแห่งรอยยิ้มใดๆ “ผมตามหาคุณตั้งแต่เมื่อวานตอนเที่ยง จนถึงตอนนี้”

“ท่านไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนี้เลยค่ะ” ซูฮวายิ้มอย่างเย็นชาและห่างเหิน ในดวงตาสีนิลคู่โตฉายแววดื้อรั้นอย่างชัดเจน

“วันนั้นสั่วสั่วจะลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ แต่คงจะหน้ามืดจนเซเกือบล้มลง ผมเห็นพอดีเลยรีบเข้าไปพยุงเธอไว้ จังหวะนั้นหน้าของเธอคงจะซบลงที่อกผม... ลิปสติกมันก็เลยเปื้อนเสื้อผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย กว่าจะมาเห็นก็ตอนถอดเสื้อจะอาบน้ำตอนกลางคืนแล้ว”

“ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ฉันฟังหรอกค่ะ” น้ำเสียงของซูฮวาเจือความขอไปทีเล็กน้อย

รายละเอียดพวกนี้ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกระคายใจ เธอต่อต้านมันโดยสัญชาตญาณ

การที่เธอจากมาโดยไม่บอกกล่าวในครั้งนี้ เป็นเพราะอารมณ์ความรู้สึกที่สั่งสมมาถึงขีดสุดแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะรอยลิปสติกนั้นรอยเดียว

ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา ทั้งสองก็ถือว่าให้เกียรติกันและกันดุจแขกเหรื่อ เธอไม่อยากทะเลาะกับเขา แต่ในใจมันสับสนวุ่นวายเหลือเกิน จึงทำได้เพียงจากมา ไม่เห็นเสียก็สบายใจ

กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “มือของสั่วสั่วถูกคนที่ชื่ออาเหยาใช้ค้อนทุบจนแหลก คุณก็รู้ว่าเธอป่วยเป็นซึมเศร้าอยู่แล้ว พอโดนทำร้ายร่างกายซ้ำอีก อาการก็เลยทรุดลงไปใหญ่ ผมกลัวว่าเธอจะคิดสั้นอีก ก็เลยแวะไปดูเธอบ่อยหน่อย”

ซูฮวานิ่งเงียบไปเป็นนาน ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “เชิญท่านตามฉันมาทางนี้ค่ะ”

กู้เป่ยเสวียนขานรับ “อืม” ในลำคอเบาๆ แล้วเดินตามไป

ทั้งสองเดินออกจากประตูรั้วบ้านไปทีละคน มุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้าน

ตลอดทางเป็นถนนดินในชนบท ลมในฤดูใบไม้ผลิพัดแรงจนฝุ่นตลบอบอวล

หลังจากเดินไปได้ประมาณสิบกว่านาที ก็มาถึงป่าต้นหลิวแห่งหนึ่ง

ต้นหลิวแต่ละต้นสูงใหญ่และหนาทึบ กิ่งก้านที่เรียวยาวพลิ้วไหวไปตามแรงลม ใต้ต้นไม้คือสุสานน้อยใหญ่ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่อย่างหนาแน่น

แม้จะเป็นเวลากลางวันแสกๆ แต่ที่นี่กลับอบอวลไปด้วยไอเย็นยะเยือก อุณหภูมิก็ต่ำกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

นานๆ ครั้งจะมีอีกาหนึ่งหรือสองตัวบินผ่านเหนือศีรษะ ส่งเสียงร้องโหยหวนบาดลึก

ซูฮวาไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอเดินลัดเลาะไปตามทางจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าหลุมศพเก่าแก่เล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอยืนนิ่ง จ้องมองไปยังกองดินนั้น แววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวที่ล้ำลึกดุจสายน้ำ

เป็นเวลานาน เธอจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา “อาเหยาที่คุณพูดถึงเขาบ่อยๆ อยู่ที่นี่ค่ะ”



ตอนก่อน

จบบทที่ ตามหาทั้งคืน

ตอนถัดไป