เธอยั่วเป็นไหม
บทที่ 22 เธอยั่วเป็นไหม
สิบนาทีต่อมา กู้เป่ยเสวียนก็กลับเข้ามา
เขานั่งลงข้างกายซูฮวา พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "สั่วสั่วเธอป่วย ทนรับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจไม่ค่อยได้ คุณอย่าไปถือสาเธอเลยนะ"
นี่คือการบอกให้เธออดทน
ซูฮวาเม้มริมฝีปากเบาๆ ไม่ได้เอ่ยวาจาใด
จริงๆ แล้วเธอเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก และได้อดทนกับฉู่สั่วสั่วมาแล้วหลายครั้งหลายครา แต่พอเธอเริ่มต่อต้านขึ้นมาบ้าง ในสายตาของกู้เป่ยเสวียนกลับกลายเป็นการถือสาเอาความไปเสียได้
คำว่า ‘อดทน’ หากแยกส่วนอักษรออกมา จะเห็นว่าเป็นมีดที่ปักอยู่บนหัวใจ รสชาติของมันเป็นเช่นไร มีเพียงผู้ที่อดทนเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ดีที่สุด
ตลอดสองปีนั้นที่สุขภาพของกู้เป่ยเสวียนไม่สู้ดี เขามักจะอารมณ์ฉุนเฉียวและขว้างปาสิ่งของอยู่บ่อยครั้ง เธอก็ยังทนได้ ช่วงแรกอาจเป็นเพราะต้องการทดแทนบุญคุณ แต่ต่อมาก็เป็นเพราะเธอได้ตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว
แต่ฉู่สั่วสั่วเป็นใครกัน ทำไมเธอต้องทนกับผู้หญิงคนนี้ด้วย
ยิ่งคิดซูฮวาก็ยิ่งโกรธ เธอเม้มริมฝีปากแน่นขึ้น สีหน้าขรึมลงราวกับผืนน้ำนิ่ง
คุณย่ากู้สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงตบไหล่เธอเบาๆ แล้วหันไปถลึงตาใส่กู้เป่ยเสวียน เอ่ยเตือนว่า "ฮวาเอ๋อร์ยังเป็นเด็กสาวเหมือนกันนะ อายุมากกว่าฉู่สั่วสั่วแค่ปีเดียว ทำไมต้องให้ฮวาเอ๋อร์ทนเธอด้วย ต่อไปนี้แกจัดการความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้นให้ดีๆ ถ้าปล่อยให้ฮวาเอ๋อร์ของย่าต้องมาเสียใจอีก ย่าจะตีแกจริงๆ ด้วย"
กู้เป่ยเสวียนจับไหล่ของซูฮวาให้หันมาหาเขา พินิจมองใบหน้าของเธอแล้วเอ่ยหยอกล้อ "นี่เด็กที่ไหนกันนะ หน้าบึ้งจนแก้มป่องเป็นซาลาเปาไปหมดแล้ว"
ซูฮวาเหลือบตามองค้อนเขาหนึ่งที
กู้เป่ยเสวียนยิ้มพลางดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน น้ำเสียงนุ่มนวลลงขณะเอ่ยปลอบ "เอาล่ะๆ ไม่โกรธแล้วนะ"
เขากุมข้อมือข้างที่บาดเจ็บของเธอไว้ แล้วลูบไล้เบาๆ "ยิ่งใจร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ แผลก็จะยิ่งระบมนะ"
คุณย่ากู้เห็นดังนั้นก็เข้ามาช่วยปลอบอีกแรง "ฮวาเอ๋อร์ อย่าโกรธไปเลยนะ ต่อไปถ้าเขาแกล้งหนูอีก มาบอกย่านะ เดี๋ยวย่าจะจัดการให้เอง นี่ก็สายเเล้วพวกเธอรีบกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ"
เมื่อทั้งสองคนต่างช่วยกันปลอบโยน ซูฮวาก็ไม่สะดวกใจที่จะทำหน้าบึ้งตึงต่อไป
เธอค่อยๆ ผลักกู้เป่ยเสวียนออกเบาๆ มองไปรอบห้องพักผู้ป่วย เมื่อเห็นว่ามีคนเฝ้าไข้อยู่แล้วจึงกล่าวว่า "คุณย่าคะ ท่านพักผ่อนให้มากๆ นะคะ พรุ่งนี้หนูจะเเวะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ"
คุณย่ากู้ยิ้มอย่างใจดี "ได้เลย อย่าลืมที่สัญญากับย่าไว้นะ"
ใบหูของซูฮวาแดงระเรื่อเล็กน้อย "ค่ะ"
เธอลุกขึ้นหยิบกระเป๋า แล้วเดินเคียงข้างกู้เป่ยเสวียนออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
เมื่อออกมาด้านนอก กู้เป่ยเสวียนจ้องมองใบหูที่แดงก่ำของเธอแล้วถามว่า "คุณไปสัญญาอะไรกับคุณย่าไว้ ทำไมถึงได้หูแดงขนาดนี้"
ซูฮวาตอบเสียงเบา "คุณย่าบอกให้ฉันมีลูกให้คุณค่ะ"
กู้เป่ยเสวียนยิ้มจางๆ "เรื่องลูก... คุณอย่าไปถือสาท่านเลยนะ คุณย่าน่ะอยากมีเหลนจนแทบจะคลั่งอยู่แล้ว ท่านเริ่มกดดันผมตั้งแต่ปีก่อน ตอนที่ผมเพิ่งจะกลับมาเดินได้ด้วยซ้ำ เรียกไปคุยส่วนตัวนับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้เป้าหมายก็เลยตกมาที่คุณด้วยอีกคน ล่าสุดก็เพิ่งสั่งให้เราย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลกู้... ท่านทำทุกวิถีทางนั่นแหละ เพื่อจะบีบให้เรามีลูกให้ได้"
ซูฮวาใจลอยไปเล็กน้อย ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ทั้งสองลงลิฟต์ไปชั้นล่าง
เมื่อขึ้นรถ คนขับก็สตาร์ทเครื่องยนต์
กู้เป่ยเสวียนหันหน้ามามองซูฮวา มุมปากมีรอยยิ้ม แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คุณอยากมีลูกไหม"
ซูฮวาครุ่นคิดอย่างจริงจัง "การมีลูกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ มันค่อนข้างเสี่ยงนะคะ คุณว่าไหม"
แววตาของกู้เป่ยเสวียนฉายแวบมืดมนลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหมายบางอย่าง "คุณไม่อยากมีลูก หรือว่าไม่อยากมีลูกกับผมกันแน่"
ซูฮวารู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังดูแปลกๆ เหมือนประชดประชัน หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "เรื่องนั้น... เรายังไม่พร้อมหรอกค่ะ อย่าลืมสิคะว่าปลายทางของเราคือการหย่า คุณเองก็ต้องการแบบนั้นไม่ใช่เหรอ แล้วถ้ามีเด็กคนหนึ่งต้องเกิดมาเพื่อรับรู้ว่าพ่อกับแม่ต้องแยกทางกัน มันคงจะใจร้ายกับเขามากเกินไป"
กู้เป่ยเสวียนแค่นยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง ละสายตากลับไปมองข้างหน้า พลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "นั่นสินะ"
ทั้งสองต่างจมอยู่ในความคิดของตนเอง ตลอดทางจึงไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก
เมื่อรถเลี้ยวที่หัวมุมด้านหน้า กู้เป่ยเสวียนก็เอ่ยถาม "กลับบ้านกับผมนะ จะได้ดูแลคุณสะดวก"
ซูฮวาเงียบไปสองสามวินาทีแล้วตอบว่า "ค่ะ"
เมื่อกลับมาถึงรื่อเย่ว์วาน
หลังจากลงจากรถ กู้เป่ยเสวียนก็จูงมือเธอเดินตรงไปยังประตูบ้าน
ซูฮวาก้มลงมองมือของตัวเองที่ถูกเขากุมไว้ เมื่อก่อนเวลาอยู่ข้างนอก พวกเขาแทบไม่เคยจูงมือกันเลย ความสัมพันธ์เป็นดั่งแขกผู้ให้เกียรติซึ่งกันและกันมาโดยตลอด
แต่พักหลังมานี้ เขากลับใกล้ชิดกับเธอมากขึ้นอย่างกะทันหัน
ทว่าเมื่อนึกถึงมือคู่นี้ที่เคยจับมือของฉู่สั่วสั่วมาก่อน ซูฮวาก็รู้สึกขัดเคืองใจอยู่ลึกๆ
เมื่อเข้ามาในบ้าน ซูฮวาเพิ่งจะวางกระเป๋าลงแล้วเปิดตู้รองเท้าเพื่อหยิบรองเท้าแตะให้กู้เป่ยเสวียน
เขาก็จับไหล่ของเธอไว้ ไม่ยอมให้เธอก้มลง พลางกล่าวว่า "มือคุณยังเจ็บอยู่ เดี๋ยวผมทำเอง"
เขาหยิบรองเท้าแตะออกจากตู้ ช่วยเธอถอดรองเท้าออก แล้วค่อยๆ สวมรองเท้าแตะให้ ทั้งยังใส่ใจช่วยดึงถุงเท้าผ้าฝ้ายให้เข้าที่อีกด้วย
ก่อนหน้านี้มีแต่เธอที่คอยปรนนิบัติเขาในเรื่องเหล่านี้ พอถูกเขาปรนนิบัติกลับบ้าง ซูฮวาก็รู้สึกไม่ค่อยชิน
กู้เป่ยเสวียนราวกับจะสัมผัสได้ถึงความประหม่าของเธอ จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า "สามีภรรยาก็ต้องดูแลซึ่งกันและกันสิ เมื่อก่อนคุณดูแลผม ตอนนี้ก็ถึงตาผมดูแลคุณบ้าง"
ซูฮวาเอ่ยเสียงเบา "ขอบคุณนะคะ"
"ขอบคุณอะไรกัน เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว" กู้เป่ยเสวียนเปลี่ยนรองเท้าแตะเสร็จ ก็ช่วยซูฮวาถอดเสื้อคลุมออกอย่างระมัดระวัง "คุณไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว ตอนอยู่โรงพยาบาลก็ได้แต่เช็ดตัว มันไม่ค่อยสะอาด เดี๋ยวผมช่วยอาบน้ำให้นะ"
ใบหน้าของซูฮวาพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที
ตอนอยู่โรงพยาบาล เขาก็ช่วยเช็ดตัวให้เธอทุกวัน ซึ่งมันก็น่าอายมากพอแล้ว นี่ยังจะให้เขาช่วยอาบน้ำให้อีก ช่างน่าอายเกินไปแล้ว
กู้เป่ยเสวียนจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ที่แดงก่ำของเธอแล้วยิ้มมุมปาก "หน้าแดงอีกแล้ว... ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเราแต่งงานกันมาสามปีแล้ว แต่คุณก็ยังขี้อายไม่เปลี่ยน ยังเหมือนเด็กสาวคนนั้นที่ผมเจอวันแรกไม่มีผิด"
ซูฮวานึกถึงคำพูดของเซียวอี้ ที่บอกให้เธอทำตัวยั่วยวนร้อนแรงขึ้นบ้างเวลาอยู่ที่บ้าน ไม่อย่างนั้นจะสู้ฉู่สั่วสั่วไม่ได้
เธอจึงเอ่ยถามเสียงเบาหวิว "พวกผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงที่สงวนท่าทีเกินไป แต่ชอบผู้หญิงที่ร้อนแรงกว่าใช่ไหมคะ"
กู้เป่ยเสวียนอดหัวเราะไม่ได้ "ใครบอกคุณมา"
"เซียวอี้ค่ะ"
กู้เป่ยเสวียนมองสำรวจเธออย่างสนใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แล้วถามช้าๆ ว่า "แล้วคุณ...ยั่วเป็นไหมล่ะ"
ใบหน้าของซูฮวายิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก
เธอเคยชินกับการวางตัวสงบเสงี่ยมมาตลอด จะให้ทำตัวร้อนแรงยั่วยวนคงทำไม่เป็น แต่เธอก็อยากจะเอาชนะฉู่สั่วสั่วเหลือเกิน
เธอเติบโตมากับการเรียนซ่อมแซมภาพเขียนและอักษรโบราณกับคุณตามาตั้งแต่เด็ก ความจริงแล้วนิสัยห้าวๆ ของเธอถูกขัดเกลาจนหมดสิ้นไปนานแล้ว กลายเป็นคนจิตใจสงบ ไม่ยินดียินร้าย ไม่แก่งแย่งแข่งขันกับใคร
แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ กลับถูกฉู่สั่วสั่วยุจนเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะขึ้นมาอย่างรุนแรง
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยกเท้าขึ้นเกี่ยวหยอกล้อที่น่องของกู้เป่ยเสวียน นิ้วมือสอดเข้าไปตามรอยแยกของเสื้อเชิ้ต ลูบไล้กล้ามท้องของเขา ดวงตาคู่โตฉ่ำวาวจ้องมองเขา พลางเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า "แบบนี้หรือเปล่าคะ"
กู้เป่ยเสวียนหัวเราะพรืดออกมา เขากุมมือของเธอที่กำลังซุกซนอยู่ไม่ให้ขยับไปมากกว่านี้แล้วถามว่า "ใครสอนคุณมาแบบนี้"
"ฉันเห็นมาจากในนิยายแมรี่ ซูค่ะ"
กู้เป่ยเสวียนก้มลงมอง พินิจดวงตาของเธออย่างละเอียด "สายตาคุณยังไม่ใช่ มันเหมือนคุณกำลังอ่านรายงานวิชาการ มันดูจริงจังไป ผมอยากได้แววตาที่มัน... ขืนมองแบบนี้... เดี๋ยวผมจะเข้าใจผิดว่าคุณอยากให้ติวคณิตศาสตร์รอบดึกนะ"
เขาบีบเอวเธอเบาๆ "ท่าทางก็ยังแข็งทื่อเกินไป ท่านี้ไม่เหมือนกำลังยั่วยวน แต่เหมือนจะท้าผมประลองยุทธ์มากกว่า คุณต้องผ่อนคลาย เอวต้องอ่อนกว่านี้ สายตาต้องดูเกียจคร้านและเย้ายวนกว่านี้หน่อย"
ทันใดนั้นซูฮวาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เธอเลิกคิ้วมองเขาเขม็ง "ทำไมคุณถึงรู้ดีขนาดนี้ล่ะคะ"
กู้เป่ยเสวียนยิ้ม "ไม่ต้องเคยโดนไฟลวก เเต่ก็ควรรู้ว่าเปลวไฟมันร้อนไม่ใช่หรือไง"
"พวกผู้ชายก็ชอบผู้หญิงร้อนแรงกันทั้งนั้นสินะ" ซูฮวากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังโซฟา
เมื่อมองดูท่าทางที่อยู่ๆ ก็งอนตุ๊บป่องของเธอ กู้เป่ยเสวียนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ผมไปเตรียมน้ำอาบก่อนนะ"
"ค่ะ"
เมื่อเตรียมน้ำอาบเสร็จ ซูฮวาก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ
ด้วยความช่วยเหลือของกู้เป่ยเสวียน เธอถอดเสื้อผ้าแล้วนั่งลงในอ่างอาบน้ำ
เธอยกมือซ้ายที่บาดเจ็บขึ้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้โดนน้ำ แล้วพูดกับเขาว่า "คุณออกไปเถอะค่ะ ฉันอาบเองได้"
กู้เป่ยเสวียนพับแขนเสื้อขึ้น หยิบถุงมือขัดตัวสีชมพูที่แขวนอยู่บนผนังขึ้นมา แล้วกล่าวว่า "ผมช่วยขัดหลังให้นะ เกือบครึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้อาบน้ำดีๆ ตัวคงจะสกปรกน่าดู"
ซูฮวาเพิ่งจะอ้าปากจะพูดว่า "ไม่ต้องค่ะ"
ก็รู้สึกคันยุบยิบที่แผ่นหลัง กู้เป่ยเสวียนเริ่มลงมือขัดแล้ว ขณะขัดก็บ่นพึมพำ "ขี้ไคลเยอะขนาดนี้ ลิงน้อยเอ๊ย"
ซูฮวารู้สึกอับอายจนทำอะไรไม่ถูก รีบเถียงกลับ "ตัวฉันไม่ได้สกปรกขนาดนั้นสักหน่อย"
รอยยิ้มของกู้เป่ยเสวียนกว้างขึ้น "ครับๆ ไม่สกปรก ฮวาฮวาของพวกเราสะอาดจะตายไป"
ใบหูของซูฮวารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้ช่างรู้จักหยอดคำหวานเก่งขึ้นทุกวัน
ขณะที่เขากำลังขัดหลังให้เธออยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงลมหายใจของเขาที่อยู่ด้านหลังเริ่มผิดปกติไปทีละน้อย
เธอเพิ่งจะหันศีรษะกลับไปดู มือของเขาก็เลื่อนจากแผ่นหลังลงมาที่เอวแล้วกุมไว้
เขาโอบกอดเธอจากด้านหลัง ไล่จุมพิตตั้งแต่ติ่งหูลงมาเรื่อยๆ
ซูฮวาขยับไหล่หมายจะขัดขืน
เขาก็จับไหล่ของเธอไว้ แล้วหมุนตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้า ก่อนจะก้มศีรษะลงจุมพิตริมฝีปากของเธอ