ตัวแทนคือเธอต่างหาก

บทที่ 24 ตัวแทนคือเธอต่างหาก

เมื่อคืนที่บ้านเก่าของคุณตาเธอก็นอนไม่ค่อยหลับ คืนนี้ยังจะถูกกู้เป่ยเสวียนรังแกอย่างหนักหน่วงอีก ซูฮวาจึงหลับลึกเป็นพิเศษ

เธอหลับยาวรวดเดียวจนถึงเช้า เหนื่อยล้าจนกระทั่งไม่มีเวลาจะฝันร้ายด้วยซ้ำ

เมื่อไม่ได้ฝันร้ายถึงเหตุการณ์เมื่อสิบสามปีก่อน เธอก็จะไม่ละเมอ และจะไม่ร้องเรียก "พี่อาเหยา" ในความฝัน

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเธอลืมตาขึ้นแล้วมองไปข้างกาย กู้เป่ยเสวียนก็ตื่นไปนานแล้ว

เธอค่อยๆ ขยับตัวอย่างระมัดระวังเพื่อเลี่ยงมือข้างที่บาดเจ็บ สวมเสื้อผ้า แล้วลงจากเตียง

เมื่อเดินเข้าไปในห้องน้ำ ก็เห็นว่ากู้เป่ยเสวียนบีบยาสีฟันไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว

เธอยิ้มมุมปาก หยิบแปรงสีฟันขึ้นมาแปรงอย่างช้าๆ

หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ซูฮวาก็จับราวบันไดเดินลงไปชั้นล่าง

กู้เป่ยเสวียนกำลังยกอาหารเช้าที่ทำเสร็จแล้วมาจัดวางบนโต๊ะอาหาร

พอเห็นเธอ ดวงตาของเขาก็พลันปรากฏรอยยิ้มอันงดงาม ใบหน้าเปี่ยมสุขสดใส เอ่ยทักทายว่า "มาทานข้าวเร็วเข้า มีแต่ของที่คุณชอบทั้งนั้นเลย" ดูท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

เขามีใบหน้าที่หล่อเหลา เครื่องหน้าคมคายราวกับรูปสลัก คิ้วกระบี่ ดวงตาดั่งดาราพร่างพราวราวกับดาวประกายแสง ยามที่ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นนั้น ช่างเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งและแฝงไว้ด้วยความอิสระเสรี ชวนให้หัวใจสั่นไหว

ซูฮวาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ "ทำไมคุณไม่ปลุกฉันล่ะคะ เดี๋ยวฉันทำเองก็ได้"

"มือคุณยังไม่หายดีนี่ ผมก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่เป็น แค่นี้เรื่องเล็กน้อย"

ซูฮวาเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร กู้เป่ยเสวียนก็ยื่นช้อนมาให้เธอคันหนึ่ง

อาหารเช้าอุดมสมบูรณ์มาก เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารจีนและตะวันตก มีทั้งไข่ดาว สเต๊กเนื้อ แซลมอนย่าง ทีรามิสุ ขนมปังปิ้ง หรือแม้กระทั่งโจ๊กแปดเซียนก็ยังมี แถมยังมีผลไม้ที่หั่นเตรียมไว้อีกหนึ่งจาน

ซูฮวาค่อยๆ ตักโจ๊กเข้าปากทีละคำ โจ๊กเคี่ยวได้ไม่เลวเลยทีเดียว เนื้อเนียนนุ่มรสชาติกลมกล่อม

พลันก็ได้ยินกู้เป่ยเสวียนเอ่ยขึ้น "ซูฮวา เรามามีลูกกันเถอะนะ ถ้าเกิดท้องขึ้นมา ก็ไม่ต้องหย่ากันแล้ว"

มือของซูฮวาที่กำลังถือช้อนอยู่ชะงักงันไป เธอรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง

คนที่คุมกำเนิดมาตลอดคือเขา คนที่เอ่ยปากขอหย่าก็คือเขา แต่ตอนนี้คนที่จู่ๆ ก็อยากมีลูก และไม่อยากหย่าอีกแล้ว ก็เป็นเขาเช่นกัน

ซูฮวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า "ต่อไปนี้คุณช่วยอยู่ห่างๆ จากฉู่สั่วสั่วได้ไหมคะ"

แววตาของกู้เป่ยเสวียนชะงักไปเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "เธอเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ซึ่งมันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับผม ผมถามหมอแล้ว โรคนี้สภาพอารมณ์สำคัญมาก ถ้าคิดสั้นขึ้นมาชั่ววูบก็อาจจะฆ่าตัวตายได้ อีกอย่าง ตระกูลกู้กับตระกูลฉู่ก็มีธุรกิจติดต่อกัน อยู่ในเมืองเดียวกัน ยังไงมันก็หลีกเลี่ยงกันไม่ได้อยู่ดี"

พูดมาเสียยืดยาว แต่คำตอบมีเพียงสองพยางค์เท่านั้น คือ ‘ไม่ได้’

ซูฮวาหัวเราะเยาะตัวเอง เธอหลุบตาลงมองโจ๊กในชาม แล้วเอ่ยเสียงเบา "ฉันทนได้ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องเดียวคือฉันไม่สามารถใช้สามีร่วมกับผู้หญิงคนอื่นได้ ฉันไม่ได้ใจกว้างอย่างที่คุณคิดจริงๆ ค่ะ ขอโทษด้วย"

กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปเล็กน้อย "สำหรับผมแล้ว สถานะของเธอก็พอๆ กับหนานอินนั่นแหละ"

"แต่หนานอินไม่เคยโทรหาคุณตอนดึกๆ ดื่นๆ เพื่อเรียกคุณออกไป แล้วก็ไม่เคยกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคุณด้วย"

กู้เป่ยเสวียนยกแก้วขึ้นจิบน้ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ไม่มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบหรอก คู่รักส่วนใหญ่ก็ต่างฝ่ายต่างต้องอดทนซึ่งกันและกัน รู้จักประนีประนอม"

ซูฮวารู้สึกว่าคำพูดของเขามีความหมายแอบแฝง

เธอขบคิดอยู่เนิ่นนาน กว่าจะพอจับเค้าได้

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า "อาเหยาเขาก็เสียไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาทน และฉันก็ไม่อยากทนฉู่สั่วสั่วเหมือนกัน"

มุมปากของกู้เป่ยเสวียนปรากฏรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาลุ่มลึก จ้องมองเธออยู่เนิ่นนาน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดา "อย่างนั้นเหรอ"

ซูฮวาไม่ได้ตอบอะไร เธอก้มลงเเล้วตักโจ๊กทานต่อ

หากพูดต่อไปก็คงต้องทะเลาะกัน เธอไม่อยากทะเลาะกับเขา

การทะเลาะกันมันบั่นทอนความรู้สึก ชีวิตคู่ที่ง่อนแง่นอยู่แล้ว หากยังมาทะเลาะกันไปมา ก็คงจะพังทลายเร็วยิ่งขึ้น

จนถึงตอนนี้ เธอก็ยังรักเขามาก

เติบโตมาจนป่านนี้ ไม่เคยรักใครมากเท่านี้มาก่อน

เธอเป็นคนค่อนข้างจะรักคนยาก แต่เมื่อรักแล้ว ก็ยากที่จะถอนตัวออกมา

หลังจากทานอาหารเสร็จ ซูฮวาก็ลุกขึ้นจะเก็บถ้วยชาม

กู้เป่ยเสวียนกดมือเธอไว้แล้วกล่าว "เดี๋ยวให้ป้าหลิวกับแม่บ้านมาเก็บ คุณอยากจะอ่านหนังสือที่บ้านก็ตามสบาย หรืออยากจะออกไปเดินเล่นช็อปปิ้งก็ได้"

เขาหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้ "ใช้บัตรผม"

ซูฮวาไม่รับ "ฉันมีเงินค่ะ"

กู้เป่ยเสวียนยัดการ์ดใบนั้นใส่กระเป๋าเสื้อของเธอ "รหัสผ่านคือวันเกิดคุณ 618618 ตอนจะออกไปก็โทรให้คนขับรถไปส่ง ระหว่างทางก็ระวังตัวด้วย"

"ค่ะ"

หลังจากกู้เป่ยเสวียนออกไปแล้ว ซูฮวาก็ออกจากบ้านเช่นกัน เพื่อไปเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณแม่ของสามี ฉินซู

ฉินซูเป็นดีไซเนอร์ชุดแต่งงานและชุดราตรีที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ ShuQin ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเธอ ก่อนหน้านี้ธุรกิจของเธอเน้นที่ปารีสเป็นหลัก แต่ปีนี้ได้ย้ายฐานกลับมาที่ประเทศแล้ว

ซูฮวาไม่ค่อยได้สุงสิงกับท่านเท่าไหร่นัก รู้เพียงว่าท่านเป็นคนดูสง่างาม นิสัยค่อนข้างเย็นชาและพูดน้อย

เมื่อมาถึงร้านแอร์เมส

ซูฮวาก็เดินเข้าไปเพื่อเลือกกระเป๋าให้ฉินซู

เธอเลือกกระเป๋าเบอร์กิ้นไซส์ 30 สีเหลืองอำพัน ราคาหลายแสน และยังต้องซื้อสินค้าอื่นในราคาเท่ากันควบคู่ไปด้วย เช่น ผ้าพันคอไหม หมอนอิง และอื่นๆ

ขณะที่กำลังเลือกอยู่นั้น ก็มีเสียงหวานหยดดังขึ้นมาจากด้านหลัง "พี่ซูฮวา มาเลือกกระเป๋าเหมือนกันเหรอคะ"

หนังศีรษะของซูฮวาชาวาบขึ้นมาเล็กน้อย เธอหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นฉู่สั่วสั่ว

เธอสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัว ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดา ในมือถือกระเป๋าเบอร์กิ้นหนังจระเข้ราคาแพง ร่างกายที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่กลับก้าวเดินด้วยท่าทางหยิ่งยโส

ซูฮวาเพียงแค่ "อืม" รับคำในลำคอเบาๆ

ฉู่สั่วสั่วกลับเกาะติดหนึบเหมือนตังเม เดินเข้ามาถามพนักงานขายที่อยู่ข้างๆ "พี่ซูฮวาดูรุ่นไหนไว้อยู่เหรอคะ"

พนักงานขายหยิบกระเป๋าเบอร์กิ้นสีเหลืองอำพันใบที่เธอดูไว้ออกมาแล้วกล่าวว่า "เป็นใบนี้ค่ะ คุณฉู่"

ในแววตาของฉู่สั่วสั่วฉายประกายเย้ยหยัน เธอเหลือบมองกระเป๋าที่ไม่รู้ยี่ห้อบนไหล่ของซูฮวาแล้วกล่าวอย่างถากถาง "พี่ซูฮวาคงไม่เคยเข้าร้านแบบนี้สินะคะ มาจากหมู่บ้านบนเขาแบบนั้นนี่นา จะบอกอะไรให้นะคะ กระเป๋าใบนั้นน่ะไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็จะซื้อได้นะ ต้องเป็นลูกค้าประจำที่มียอดซื้อเกินแสนเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์... พี่มีบัตรสมาชิกของที่นี่หรือเปล่าล่ะ"

แววตาของซูฮวาเย็นชาลงเล็กน้อย "มีสิ"

เธอไม่ได้หลงใหลในสินค้าฟุ่มเฟือย กระเป๋าที่ถืออยู่นี้ก็แค่หยิบติดมือมาตอนออกจากบ้าน จำไม่ได้แล้วว่าเป็นยี่ห้ออะไร แค่รู้สึกว่ามันใส่ของได้สะดวกดี

แต่ปกติแล้วในช่วงเทศกาลต่างๆ เวลาที่เธอซื้อของขวัญให้กู้หนานอินและคุณย่ากู้ เธอก็มักจะเลือกของที่พวกท่านชอบ

กู้หนานอินชอบกระเป๋าแอร์เมสเป็นพิเศษ เธอเคยซื้อให้หลายใบแล้ว

ฉู่สั่วสั่ว "โอ้" พลางกล่าวอย่างแขวะๆ "พี่ซูฮวานี่ใช้เงินของพี่เป่ยเสวียนได้คล่องมือจริงๆ เลยนะคะ"

ซูฮวายิ้ม "เขาเป็นสามีของฉัน ฉันอยากจะใช้ก็ใช้ ไม่ต้องให้คนนอกอย่างเธอมาพูดจาเหน็บเแนมหรอกมั้ง"

ฉู่สั่วสั่วแค่นเสียงเย็นชา "ฉันกับพี่เป่ยเสวียนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ โตมาด้วยกัน เรามีความทรงจำร่วมกันมากมาย ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว คนนอกน่ะคือเธอต่างหาก เธออาจจะไม่รู้ กระเป๋าแอร์เมสใบแรกของฉัน พี่เป่ยเสวียนก็เป็นคนซื้อให้"

ซูฮวาขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเธอ เธอจึงเลือกผ้าพันคอไหม เครื่องประดับ ที่เขี่ยบุหรี่ และผ้าห่มอีกสองสามชิ้น เพื่อให้ยอดซื้อครบตามจำนวนหลายแสน

เธอหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้พนักงานขาย "รูดบัตรค่ะ"

"ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ" พนักงานขายรับบัตรไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เพื่อรูดบัตร

ซูฮวาต้องเซ็นชื่อ เธอจึงเดินตามไป

ฉู่สั่วสั่วก็เดินตามมาติดๆ พลางเบ้ปากแล้วกล่าว "นี่คงเป็นการ์ดของพี่เป่ยเสวียนสินะ ที่เธอเกาะติดเขาไม่ยอมปล่อย ก็เพราะเห็นแก่เงินของเขาละสิ"

ซูฮวายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เธอกล่าวกับพนักงานขายว่า "รบกวนคุณช่วยบอกคุณฉู่หน่อยได้ไหมคะ ว่าบัตรใบนี้เป็นชื่อของใคร"

พนักงานขายยิ้มให้กับฉู่สั่วสั่วแล้วกล่าวว่า "คุณฉู่คะ บัตรใบนี้เป็นชื่อของคุณซูฮวาค่ะ"

ซูฮวายิ้มอย่างสบายๆ ราวกับสายลมและก้อนเมฆ แล้วเอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน "แล้วในบัตรเหลือยอดเงินเท่าไหร่คะ รบกวนช่วยเช็คให้หน่อยค่ะ"

พนักงานขายจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม "เรียนคุณซูฮวา ยอดเงินคงเหลือในบัตรของท่านคือหนึ่งร้อยห้าสิบหกล้านค่ะ"

สีหน้าของฉู่สั่วสั่วพลันเปลี่ยนไป เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด พูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่

ซูฮวาจ้องมองใบหน้าของเธอ แล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

เธอไม่เคยเป็นคนชอบเปรียบเทียบ แต่การรับมือกับคนเล็กคนน้อยที่เห็นแก่เงินอย่างฉู่สั่วสั่วด้วยวิธีนี้ มันช่างสะใจอย่างบอกไม่ถูก!

เงินหนึ่งร้อยล้านในบัตรเป็นค่าเลิกราที่กู้เป่ยเสวียนเพิ่งให้เธอเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนอีกห้าสิบหกล้านเป็นเงินที่เขาให้เธอประปรายตลอดสามปีที่ผ่านมา

ทุกครั้งที่เขาอาละวาด เขาก็จะใช้เงินเพื่อชดเชยให้เธอ และให้แต่ละครั้งก็ไม่ใช่น้อยๆ

เมื่อก่อนซูฮวารู้สึกว่าเขาเอาเงินมาฟาดหัวเธอ แต่มาวันนี้ เธอกลับรู้สึกว่าวิธีการที่พอไม่พอใจอะไรก็โยนเงินให้แบบนี้ มันเท่สุดๆ ไปเลย!

ซื้อดอกไม้ซื้อกระเป๋าให้ฉู่สั่วสั่ว มันจะสักกี่บาทกันเชียว

ทุกครั้งที่เขาให้บัตรหรือเช็คกับเธอ ยอดเงินขั้นต่ำก็หนึ่งล้านแล้ว

หลังจากรูดบัตรเสร็จ ซูฮวาก็รับปากกาจากพนักงานขายมาเซ็นชื่ออย่างสง่างาม

พนักงานขายยื่นบัตรคืนให้เธอ

ซูฮวาคีบการ์ดธนาคารใบนั้นไว้ในมือ แกว่งไปมาต่อหน้าฉู่สั่วสั่วแล้วกล่าวอย่างเย้ยหยัน "คุณฉู่คะ ในบัญชีของคุณคงจะไม่มีถึงห้าสิบล้านด้วยซ้ำใช่ไหมคะ ต่อไปก็อย่าเอาความไม่รู้ของตัวเองมาแสดงตัวตนต่อหน้าฉันอีกเลย มันดูต่ำมากจริงๆ ส่วนเรื่องที่คุณเอาเช็คยี่สิบล้านมาให้ฉันเลิกกับกู้เป่ยเสวียนน่ะ ต่อไปก็อย่าทำอีกเลยนะคะ เพราะมันทำให้คุณดูเหมือนตัวตลก"

ใบหน้าของฉู่สั่วสั่วบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา "จะหยิ่งอะไรนักหนา ถ้าเมื่อสามปีก่อนฉันไม่ถูกแม่บังคับให้ไปต่างประเทศ จะมีที่ให้ตัวแทนอย่างเธอได้ยืนหรือไง"

"ตัวแทน หึ ตัวแทน" ใบหน้าของซูฮวาซีดเผือดลงเล็กน้อย นิ้วมือจิกลงบนฝ่ามืออย่างแรง

นี่คือหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจของเธอ พอถูกสะกิดเข้าหน่อยก็เจ็บแปลบไปทั้งใจ

ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นเยียบดังขึ้นมาจากด้านหลัง "คุณฉู่คงจะไม่รู้สินะ ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนน่ะ คือเธอต่างหาก"



ตอนก่อน

จบบทที่ ตัวแทนคือเธอต่างหาก

ตอนถัดไป