คุณรักฉันไหม

บทที่ 29: คุณรักฉันไหม

ประโยคเดียวก็สามารถกระตุ้นความอยากรู้ของซูฮวาขึ้นมาได้สำเร็จ

เธอนึกถึงครั้งก่อนที่คุณย่าพูดว่าหวงเชว่อาจจะถูกคนยุยง ตอนนั้นท่านมองไปทางฉู่สั่วสั่วด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

ซูฮวาก้มลงมองมือซ้ายของตัวเองที่ยังคงเข้าเฝือกอยู่

เธออยากรู้เหลือเกินว่าอาการบาดเจ็บของเธอเกี่ยวข้องกับฉู่สั่วสั่วหรือไม่

หลังจากยืนรอเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงกู้เป่ยเสวียนขานรับเบาๆ

ซูฮวาจึงเดินกลับไปหยิบกล่องยาขึ้นมา ตรงเข้าไปหาเขาแล้วถามว่า “จับหวงเชว่ได้หรือยังคะ”

กู้เป่ยเสวียนกดวางสาย แล้วหันมามองเธอ “เธอหายตัวไปแล้ว”

ซูฮวาขมวดคิ้วเล็กน้อย “หายตัวไปเหรอคะ”

“อืม ผมส่งคนไปค้นบ้านของเธอกับบ้านญาติๆ ของเธอ จนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่เจอ ครอบครัวของเธอแจ้งความไปแล้ว คงต้องรอฟังข่าวไปก่อน”

แววตาของซูฮวาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ช่วงเวลาที่เธอหายตัวไปนี่มันช่างประจวบเหมาะจริงๆ นะคะ พอคุณส่งคนไปตามหา เธอก็หายตัวไปทันทีเลย”

กู้เป่ยเสวียนเดินไปนั่งลงบนโซฟา ไขว่ห้างยาวๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่พี่ชายของเธอถูกจับเข้าคุก คนเราพอจนตรอกก็มักจะทนแรงกดดันไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องซัดทอดคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด และการซัดทอดก็ย่อมนำมาซึ่งการล้างแค้นเสมอ การที่จู่ๆ น้องสาวของเขาจะหายตัวไปก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ”

ซูฮวาไม่ได้พูดอะไรต่อ

ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เธอไม่อยากจะมาโต้เถียงกับเขา

เมื่อไม่มีหลักฐาน การโต้เถียงที่ไร้ความหมายก็คือการทะเลาะกัน ซึ่งการทะเลาะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร มีแต่จะบั่นทอนความรู้สึกกันเปล่าๆ

ซูฮวาวางกล่องยาลงบนโต๊ะน้ำชา เดินเข้าไปข้างๆ เขาแล้วจับมือขวาของเขาขึ้นมาดูอย่างละเอียด

ทั้งฝ่ามือและนิ้วของเขา มีเศษแก้วเล็กๆ ปักอยู่หลายชิ้น

เธอตำหนิเบาๆ “ทำไมไม่ระวังเลย ดูสิคะ...ฉันเจ็บมือซ้าย คุณก็มาเจ็บมือขวาอีก เจ็บป่วยก็ยังจะมาเจ็บเป็นเพื่อนกันอีก”

กู้เป่ยเสวียนดึงมือกลับอย่างไม่ใส่ใจ “แค่แผลถลอก สองสามวันก็หายแล้ว ไม่เจ็บหรอก”

“จะไม่เจ็บได้ยังไงคะ คุณไม่ใช่คนเหล็กสักหน่อย”

ซูฮวาใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ช่วยเช็ดคราบไวน์และเลือดบนมือของเขาออก จากนั้นก็หาไฟฉายแรงสูงมาส่อง แล้วใช้แหนบคีบเศษแก้วที่ปักอยู่ออกมาทีละชิ้น

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ตอนที่ขากู้เป่ยเสวียนยังใช้การไม่ได้ เขาจมอยู่กับความสิ้นหวังและอารมณ์ฉุนเฉียว การขว้างปาสิ่งของและอาละวาดเป็นเรื่องปกติ การบาดเจ็บจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

ซูฮวาคุ้นชินกับเรื่องนี้มานานแล้ว การจัดการกับบาดแผลจึงทั้งรวดเร็วและคล่องแคล่ว

หลังจากทำความสะอาดแผลเสร็จ เธอก็ใส่ยาให้เขา แล้วกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คราวหน้าระวังหน่อยนะคะ ถ้าทำตัวเองเจ็บอีก ฉันจะโกรธจริงๆ ด้วย”

น้ำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งน้อยใจของเธอช่างอ่อนหวานและนุ่มนวล ช่วยเยียวยาได้ดีกว่ายาขนานไหนๆ

ความขุ่นมัวที่อัดอั้นอยู่ในใจของกู้เป่ยเสวียนคลายลงเล็กน้อย

เขาก้มหน้าลงมองดวงตาที่ดำขลับดุจสายน้ำของเธอ แววตาค่อยๆ ลึกล้ำขึ้น แต่สุ้มเสียงยังคงเป็นปกติ “ไหนเราตกลงกันแล้วว่าจะลองมีลูกกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกินยาคุมล่ะ”

ภายใต้สีหน้าที่อ่านไม่ออกว่าสุขหรือโกรธนั้น เขากำลังกดข่มอารมณ์ที่แท้จริงเอาไว้

ซูฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วตอบอย่างสงบ “ฉันคิดว่าตอนนี้เรายังหนุ่มยังสาวกันอยู่ เรื่องลูกไม่เห็นจะต้องรีบร้อนขนาดนั้นเลยค่ะ การมีลูกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เขาคือชีวิตหนึ่งชีวิตนะคะ ถ้าให้เขาเกิดมาแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบต่อเขา และฉันไม่เชื่อว่าการมีลูกจะช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ของเราได้ มันอาจจะทำให้ทุกอย่างซับซ้อนและแย่ลงด้วยซ้ำ ปัญหาที่ต้นตอ... ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม”

กู้เป่ยเสวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างอันงดงามหมดจดของเธอ แววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา “คุณนี่เป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองดีนะ”

ซูฮวาไม่ได้ตอบอะไร เธอปิดกล่องยา เมื่อได้กลิ่นไวน์จางๆ จากตัวเขาจึงถาม “นี่คุณดื่มไปเยอะแค่ไหนเเล้วคะ”

“ไม่เยอะหรอก”

“ฉันจะไปต้มซุปให้ทานนะคะ จะได้สร่างเมา” เธอลุกขึ้นยืน แต่ข้อมือกลับถูกกู้เป่ยเสวียนรั้งไว้

เขาออกแรงดึงเธอเข้าไปในอ้อมกอดเบาๆ ใช้คางคลอเคลียอยู่ข้างใบหูของเธอ แล้วกระซิบ “ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่ได้ดื่มเยอะขนาดนั้น มือคุณก็ยังเจ็บอยู่ อย่าลำบากเลย”

ซูฮวาถูกเขากอดจากด้านหลัง แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับแผงอกกว้างของเขาจนรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็ว

หากเป็นเวลาปกติ เธอคงจะรู้สึกอบอุ่น หัวใจเต้นแรง และร่างกายร้อนผ่าว

แต่ตอนนี้ ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกันไปหมด เธอเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูด “ดึกแล้ว ไปอาบน้ำนอนเถอะค่ะ”

“อืม”

กู้เป่ยเสวียนคลายอ้อมกอดแล้วลุกขึ้นยืน

ทั้งสองคนเดินขึ้นไปชั้นบนยังห้องน้ำ

ซูฮวาช่วยเขาปลดนาฬิกาข้อมือและกระดุมเสื้อเชิ้ต ปลดเข็มขัด แล้วถามว่า “จะให้ฉันช่วยอาบให้ไหมคะ”

“ไม่ต้องหรอก มือซ้ายผมยังใช้ได้ อาบลวกๆ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”

“ค่ะ”

ซูฮวาเดินไปที่ส่วนของฝักบัว เปิดน้ำแล้วช่วยปรับอุณหภูมิให้พอดี

เธอถอยออกมาเพื่อให้กู้เป่ยเสวียนเข้าไปอาบน้ำ

ตอนที่สายตาเหลือบไปเห็นร่างกายของเขา ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้นเล็กน้อย

เธอเดินไปที่อ่างล้างหน้า ช่วยบีบยาสีฟันเตรียมไว้ให้

จากนั้นก็เดินออกจากห้องน้ำ แต่ไม่ได้กลับเข้าห้องนอน เธอยืนรออยู่หน้าประตูเงียบๆ

นี่เป็นสิ่งที่เธอทำจนเคยชินเมื่อสองปีก่อน

เมื่อเสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลง เธอก็เปิดประตูเข้าไป หยิบผ้าเช็ดตัวมาช่วยกู้เป่ยเสวียนซับหยดน้ำบนร่างกาย

เขาเช็ดด้านหน้าด้วยตัวเอง

ส่วนเธอช่วยเช็ดด้านหลังในส่วนที่เขามองไม่เห็น

เมื่อมองดูกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและสวยงามบนแผ่นหลังที่องอาจของเขา จมูกของเธอก็รู้สึกแสบร้อนขึ้นมา

ก่อนหน้านี้ ตอนที่เห็นเขานั่งซึมเศร้าอยู่บนรถเข็น เธอเฝ้าภาวนาทุกวันให้เขากลับมายืนได้อีกครั้ง แต่พอเขายืนได้จริงๆ คุณป้าและพ่อของเขากลับมองว่าเธอไม่คู่ควรกับเขาเสียแล้ว

คนในแวดวงที่เรียกตัวเองว่าชนชั้นสูงพวกนั้น ช่างให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากกว่าความรู้สึกจริงๆ ผลประโยชน์อยู่เหนือทุกสิ่ง

หลังจากเช็ดตัวเสร็จ กู้เป่ยเสวียนก็สวมเสื้อคลุมอาบน้ำ

ตอนที่ผูกสายคาดเอว ซูฮวาใช้มือขวา ส่วนเขาใช้มือซ้าย

ทั้งสองคนจับปลายสายคนละข้าง ดึงและขมวดเพียงครั้งเดียวก็ผูกเป็นปมได้อย่างสวยงาม ประสานงานกันได้อย่างไร้ที่ติ

กู้เป่ยเสวียนยิ้มบางๆ “แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ”

ซูฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอียงคอมองเขา ดวงตาโค้งเป็นรอยยิ้ม “การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยากเหรอคะ”

กู้เป่ยเสวียนไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาตอบกลับมาช้าไปครึ่งจังหวะ “ใช่... การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยาก”

เขาก้มหน้าลงมองคิ้วและดวงตาที่โค้งงอของเธอ แล้วถามว่า “ถ้าเมื่อสามปีก่อน ผมไม่มีเงิน คุณจะแต่งงานกับผมไหม”

หัวใจของซูฮวากระตุกวูบ

นี่คือสิ่งที่กู้เอ้าถิงพูดกับเขาในคืนนี้ แล้วเขาก็กลับมาถามเธออีกครั้ง ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในใจ

เธอแสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ทำไมถึงถามคำถามที่ไม่มีความหมายแบบนี้ล่ะคะ”

“มันก็ไม่มีความหมายจริงๆ นั่นแหละ งั้นเปลี่ยนคำถามใหม่ ถ้าตอนนี้ผมไม่มีเงินแล้ว คุณจะทิ้งผมไปไหม”

ซูฮวาไตร่ตรองอย่างจริงจังแล้วตอบ “ฉันมีเงินนะคะ ฉันสามารถเลี้ยงคุณได้”

กู้เป่ยเสวียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแทบไม่สังเกตเห็น “ตอนนี้คุณมีเงินเท่าไหร่”

“หนึ่งร้อยห้าสิบหกล้านค่ะ”

กู้เป่ยเสวียนยิ้ม แล้วแกล้งทำเป็นตกใจ “คุณมีเงินเยอะขนาดนี้ได้ยังไง เงินที่ผมให้คุณตลอดหลายปีมานี้ คุณไม่ได้ใช้มันเลยเหรอ”

“ฉันแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลยนี่คะ ค่ารักษาพยาบาลของคุณยาย คุณก็จะส่งคนมาจ่ายให้เป็นประจำอยู่แล้ว ส่วนค่าครองชีพ ท่านก็มีเงินบำนาญทุกเดือน คุณแม่ของฉันก็เหมือนกัน ท่านเป็นคนเกรงใจคนมาก ต่อให้ฉันคะยั้นคะยอจะให้เงินท่านแค่ไหน ท่านก็ยืนกรานให้ฉันเก็บไว้ ค่ากินค่าอยู่ปกติของฉันคุณก็เป็นคนรับผิดชอบ ส่วนเสื้อผ้ากับเครื่องสำอาง ก็ใช้บัตรกำนัลห้างสรรพสินค้าที่คุณให้มาก็พอแล้วค่ะ”

กู้เป่ยเสวียนลูบหัวเธอ “ฮวาฮวาของพวกเรานี่เป็นยอดนักประหยัดจริงๆ”

ซูฮวายิ้มหวานยิ่งขึ้น “ฉันไม่ได้ประหยัดอย่างเดียวนะคะ หาเงินก็เก่งด้วย รอให้มือฉันหายดีก่อนเถอะ ฉันจะไปทำงาน คุณอาจจะไม่รู้นะคะว่าฉันซ่อมภาพวาดโบราณได้เงินเยอะพอสมควรเลย อ้อ เเล้วในวงการของพวกเรายังไม่นับรวมแวดวงของเก่าที่เราสามารถหาของดีๆ มาปล่อยทำกำไรได้อีกนะคะ ผลงานลอกเลียนแบบของฉันที่เคยใช้ชื่อคุณตาไปประมูลที่เมืองท่า ชิ้นที่แพงที่สุดขายได้ในราคาห้าแสนแน่ะ ต่อให้คุณจะไม่มีเงินแล้ว ฉันก็ยังมีความสามารถพอที่จะหาเลี้ยงคุณได้แน่นอน”

รอยยิ้มของกู้เป่ยเสวียนลึกล้ำขึ้น เขากล่าวชม “ฮวาฮวาของพวกเราเก่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

ซูฮวาทนคำชมไม่ไหว เลยพูดต่อ “ฉันยังพอจะรู้เรื่องการลงทุนอยู่บ้างนะคะ ไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะเอาเงินหนึ่งร้อยห้าสิบล้านไปฝากประจำสามปี ธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำยอดสูงถึง 4% แค่ดอกเบี้ยก็ได้ตั้งสิบแปดล้านแล้วนะคะ”

เธอประคองใบหน้าของเขา แล้วพูดอย่างหวานหยด “ถึงแม้คุณจะไม่มีเงินแล้ว ฉันก็สามารถเลี้ยงดูคุณได้อย่างดีเลยนะคะ”

ดวงตาสีนิลของกู้เป่ยเสวียนสว่างวาบขึ้นราวกับประดับด้วยดวงดาว เขายกมือขึ้นรวบเธอเข้ามากอด จูบซับเส้นผมของเธออย่างแผ่วเบา แล้วกระซิบถาม “ทำไมถึงเเสนดีกับผมขนาดนี้”

“ก็เพราะคุณดีกับครอบครัวของฉันทุกคนเลยนี่คะ”

แววตาของกู้เป่ยเสวียนหมองลงเล็กน้อย “แค่เพราะเหตุผลนี้เหรอ”

ซูฮวารู้สึกว่าคืนนี้เขาทำตัวอ่อนไหวเป็นพิเศษ จึงหัวเราะแล้วพูดว่า “แล้วคุณอยากให้ฉันตอบว่ายังไงล่ะคะ”

กู้เป่ยเสวียนจับจ้องเงาของเธอที่ทอดลงบนพื้น แววตาของเขายิ่งลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงเอ่ยปาก “คุณ... รักผมไหม”

ซูฮวาสร่างจากภวังค์ในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง

รักน่ะรักอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ การพูดว่ารักออกไปจะมีความหมายอะไรอีก

ชีวิตคู่ที่ใกล้จะพังทลาย ต่อให้รักมากแค่ไหน ก็คงต้านทานความจริงไม่ไหวหรอก

เธอไม่เชื่อว่าคำว่า “รัก” ที่เบาหวิวเพียงคำเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องฟังพ่อของเขาอยู่ดี

เนิ่นนานผ่านไป ซูฮวาก็ยิ้มออกมา เธอค่อยๆ ถอยออกจากอ้อมกอดของเขา เขย่งปลายเท้าขึ้นไปจูบที่คางของเขาเบาๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยน “ให้ฉันเป่าผมให้นะคะ”

เธอหันไปหยิบไดร์เป่าผมออกจากตู้เก็บของ เเละให้เขานั่งลง แล้วเป่าผมให้เขาอย่างคล่องแคล่ว

ขณะที่ฟังเสียงไดร์เป่าผมดังกระหึ่มและได้กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเธอ กู้เป่ยเสวียนก็ยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างเย้ยหยัน

เธอยอมดีกับเขา แต่กลับไม่รักเขา

ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถแทนที่ “พี่อาเหยา” ของเธอได้

หลังจากเป่าผมจนแห้ง ทั้งสองคนก็ขึ้นเตียง

ครั้งนี้ ซูฮวากลับหลับลงอย่างรวดเร็ว

ครึ่งหลังของคืนนั้น เสียงฟ้าร้องในฤดูใบไม้ผลิตะโกนก้องเข้ามาทางหน้าต่างที่แง้มอยู่ ปลุกซูฮวาให้ตื่นขึ้นทันที

เธอขยี้ตางัวเงีย แล้วมองไปข้างๆ... ว่างเปล่า

กู้เป่ยเสวียนหายไปแล้ว

ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซูฮวาสะดุ้งสุดตัว สร่างจากอาการง่วงนอนเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้ามาคลุมตัว แล้วกระโดดลงจากเตียงเพื่อตามหาเขาทันที



ตอนก่อน

จบบทที่ คุณรักฉันไหม

ตอนถัดไป