ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเธอไว้ได้
บทที่ 28: ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเธอไว้ได้
หลังจากลงมาชั้นล่าง ซูฮวาก็เลี้ยวเข้าห้องน้ำไป
เธอปิดประตูแล้วนั่งลงบนฝาชักโครก ยกสองมือขึ้นปิดหน้า พยายามสงบสติอารมณ์อยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะนึกถึงเรื่องที่ต้องทำขึ้นมาได้
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ส่งข้อความไปให้กู้เป่ยเสวียน: คุณแม่ให้พวกคุณลงมาได้แล้วค่ะ จะได้เวลาตัดเค้กแล้ว
กู้เป่ยเสวียนตอบกลับมาว่า: ได้ครับ
ซูฮวานั่งต่ออีกสองสามนาทีจึงลุกขึ้น เปิดประตูแล้วเดินไปที่อ่างล้างหน้า เปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างมือ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจก เธอก็เห็นใบหน้าของตัวเองซีดเผือดอย่างน่ากลัว
เธอฝืนยกมุมปากยิ้ม หวังจะทำให้ตัวเองดูเป็นปกติขึ้นมาบ้าง
“ต็อก ต็อก ต็อก” เสียงรองเท้าส้นสูงที่คมชัดดังใกล้เข้ามา
จากนั้นประตูห้องน้ำก็ถูกผลักเปิดออก ร่างเล็กอรชรในชุดเดรสราตรีสีน้ำเงินลายดาวก้าวเข้ามา... เป็นฉู่สั่วสั่วนั่นเอง
เธอมองซูฮวาแวบหนึ่งแล้วส่งยิ้มแต่หน้าไม่ยิ้ม “เจอกันอีกแล้วนะคะ พี่ซูฮวา”
ซูฮวาขานรับในลำคอเบาๆ แล้วหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดมือ
ฉู่สั่วสั่วเดินอ้อมเธอไปหยุดยืนอยู่หน้ากระจกหยิบลิปสติกออกจากกระเป๋าถือใบเล็กกะทัดรัด โน้มตัวลงเติมปากหน้ากระจก ขณะที่เติมปากก็ชำเลืองมองซูฮวาผ่านกระจกเป็นระยะ พลางพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “พี่ซูฮวาคะ ชุดราตรีชุดนี้เลียนแบบได้ดีเลยทีเดียวนะคะ พี่ซื้อมาจากเถาเป่าเหรอ”
การกระทำของซูฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ชุดนี้เป็นฝีมือการออกแบบของคุณแม่สามีฉันเองค่ะ ถ้ามองว่านี่ไม่สวย ก็คงไม่ใช่ที่ชุดแล้วล่ะค่ะที่มีปัญหา น่าจะเป็นที่สายตาของคุณฉู่มากกว่า”
“อย่างนั้นหรือคะ” ฉู่สั่วสั่วแสร้งทำเป็นประหลาดใจแล้วหันกลับมามองสำรวจเธออีกครั้ง “ชุดราตรีที่คุณน้าฉินออกแบบก็สวยดีนะคะ เเต่ทำไมพอพี่ใส่แล้วมันถึงได้ดูเหมือนของปลอมจังเลยล่ะคะ”
เธอเบ้ปากแล้วทำเสียง “จึ๊ จึ๊” ในลำคออย่างมีความหมาย
ความหมายนอกเหนือจากคำพูดก็คือ คนมันดูเป็นของปลอม ต่อให้ใส่ของจริงก็ดูไม่เหมือนของจริงอยู่ดี
ซูฮวาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เธอยืนมองตัวเองและฉู่สั่วสั่วในกระจกเงียบๆ
ทั้งที่ฉู่สั่วสั่วเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่ไม่รู้ทำไม ตัวเธอกลับดูเหมือนกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ตามแบบแผนดั้งเดิมมากกว่า
อาจเป็นเพราะเธอเรียนวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จึงมีบุคลิกที่ดูสง่างามและบริสุทธิ์ติดตัวมา ดวงตาก็สว่างกระจ่างใส ไม่ประจบสอพลอ ไม่หลบเลี่ยง
ในทางกลับกัน แม้ฉู่สั่วสั่วจะแต่งกายหรูหราด้วยเพชรนิลจินดา แต่สายตาของเธอกลับหลุกหลิก ล่อกแล่ก และเต็มไปด้วยจริตจะก้าน คล้ายกับสายตาของพวกอนุภรรยาสมัยก่อนไม่มีผิด
หากใช้คำพูดของกู้หนานอินก็คือ พวกเสแสร้งทำเป็นดี
ซูฮวาเชิดคางขึ้นแล้วชี้ไปที่กระจก “มองฉันสิ! แล้วก็มองดูสภาพตัวเองซะ! ฉันสูงกว่าคุณ สวยกว่าคุณ เก่งกว่าคุณ บุคลิกก็ดีกว่าคุณ ใครคือของจริง ใครคือของปลอม ดูแวบเดียวก็รู้แล้วละค่ะ”
“นี่เธอ!” ฉู่สั่วสั่วโกรธจนหน้าแดงก่ำ ด้วยความโมโหจึงเผลอบีบลิปสติกในมือจนหัก
ซูฮวาก้าวเท้าเดินจากไปทันที
เมื่อเดินออกมานอกประตู เสียงเย่อหยิ่งของฉู่สั่วสั่วก็ดังตามหลังมา “เธอสวยกว่าฉัน เก่งกว่าฉันแล้วยังไง สุดท้ายพ่อฉันก็เหนือกว่าพ่อเธออยู่ดีนั่นแหละ! ในสังคมนี้น่ะนะ มีพ่อดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว! พี่เป่ยเสวียนจะต้องกลับมาเป็นของฉัน... เธอคอยดูได้เลย!”
เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้นของกู้เอ้าถิง ในใจของซูฮวาก็เหมือนมีมดนับร้อยตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ย
มันทั้งเจ็บแปลบและทรมานเหลือเกิน
เธอกำชายกระโปรงแน่น หันกลับไปมองฉู่สั่วสั่วแล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เป็นเมียน้อยที่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองได้ขนาดนี้ คุณฉู่คงจะเป็นคนแรกและคนเดียวเลยมังคะ หวังว่าคุณพ่อของคุณจะมีชีวิตอยู่ถึงสองร้อยปี จะได้คอยคุ้มกะลาหัวคุณไปได้ตลอด”
ฉู่สั่วสั่วโกรธจนหายใจหอบ “ฉันยังมีพี่ชาย!”
เมื่อนึกถึงฉู่โม่เฉิน ซูฮวาก็ยิ้มบางๆ “เท่าที่ฉันรู้จักพี่ชายของคุณ... เขาเป็นคนมีหลักการและเหตุผลพอสมควร ฉันไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะเห็นดีเห็นงามกับแผนการสกปรกของคุณหรอกนะ เอาเวลาไปคิดหาวิธีทำให้คุณพ่ออายุยืนดีกว่าไหมคะ เพราะถ้าไม่มีท่านคอยหนุนหลังอยู่... ฉันก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าคุณจะไปสู้รบตบมือกับใครเขาได้”
“ปัง!” ฉู่สั่วสั่วกระแทกประตูห้องน้ำปิดด้วยความเดือดดาล
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูฮวาค่อยๆ เลือนหายไป
เอาชนะในการโต้เถียงแล้วอย่างไรเล่า
ในสายตาของกู้เป่ยเสวียน เธอก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างราบคาบอยู่ดี
ความจริงมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ก็สู้การมีพ่อที่ดีไม่ได้ การมีพ่อที่ดี แม้แต่เรื่องชีวิตคู่ก็ได้คะแนนเพิ่ม
กว่ากู้เอ้าถิงและกู้เป่ยเสวียนจะลงมาข้างล่าง ซูฮวาก็สามารถปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้แล้ว
เธอทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่วมร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ฉินซู เป่าเทียน และตัดเค้กกับพวกเขา
หลังจากทานเค้กเสร็จ กู้เป่ยเสวียนก็พูดกับเธอว่า “ให้คนขับรถไปส่งคุณกลับก่อนนะ ผมคงจะกลับดึกหน่อย”
ซูฮวายิ้มพลางพยักหน้า “ได้ค่ะ คุณทำงานเถอะ”
หลังจากกล่าวลาฉินซู ซูฮวาก็ออกจากบ้านตระกูลกู้แล้วขึ้นรถไป
ระหว่างทางเมื่อผ่านร้านขายยาที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เธอก็ให้คนขับรถจอดแล้วลงไปซื้อยาคุมฉุกเฉินหนึ่งกล่อง
เมื่อคืนเธอมีอะไรกับกู้เป่ยเสวียน และตอนนี้ก็เป็นช่วงไข่ตกของเธอพอดี เขาก็ไม่ได้ป้องกันด้วย
ช่วงเวลาแบบนี้ ไม่เหมาะที่จะมีลูก
จิตใจของกู้เป่ยเสวียนยังไม่แน่นอน ไม่แน่ว่าวันไหนอาจจะหย่ากันขึ้นมา
ตั้งแต่เกิดมา เธอก็ไม่เคยได้สัมผัสความรักจากพ่อ เธอเข้าใจดีว่าความรู้สึกของการขาดความรักมันเป็นอย่างไร และไม่อยากให้ลูกของตัวเองต้องเดินซ้ำรอยเดิม
เมื่อกลับถึงบ้าน ซูฮวาแกะยาออกมาหนึ่งเม็ดตามคำแนะนำบนฉลาก แล้วทานพร้อมกับน้ำอุ่น
อีกเม็ดต้องทานหลังจากนี้สิบสองชั่วโมง ซูฮวาจึงวางกล่องยาไว้บนตู้ลิ้นชักข้างๆ ตู้กดน้ำอย่างไม่ใส่ใจ
เธอขึ้นไปชั้นบนอาบน้ำชำระร่างกายอย่างรวดเร็ว เมื่อเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง แต่กลับข่มตาให้หลับไม่ลง ในหัวมีแต่เรื่องราววนเวียนอยู่มากมาย
เกือบเที่ยงคืน กู้เป่ยเสวียนถึงกลับมา เขาคงจะดื่มกับแขกไปเล็กน้อย
หลังจากเปลี่ยนรองเท้าแตะ เขาก็ใช้มือเดียวปลดกระดุมเสื้อสูท ถอดออกแล้วแขวนไว้บนราว
เขาหยิบแก้วน้ำเดินไปที่ตู้กดน้ำเพื่อรินน้ำดื่ม แต่แล้วสายตาของเขาก็แข็งค้างขึ้นมาทันที เมื่อเหลือบไปเห็นกล่องยาคุมที่วางอยู่บนตู้ลิ้นชัก
เขาหยิบมันขึ้นมาดู
ใช่แล้ว มันคือยาคุมฉุกเฉินจริงๆ
เหลืออยู่หนึ่งเม็ด อีกเม็ดหนึ่งซูฮวาทานเข้าไปแล้ว
เธอไม่อยากมีลูกกับเขา
แววตาของกู้เป่ยเสวียนค่อยๆ เย็นชาลง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ของเซียวอี้
ไม่นานนัก เสียงผู้ชายที่ฟังดูเนือยๆ ก็ดังมาจากในโทรศัพท์ “พี่ครับ ดึกดื่นป่านนี้ โทรมาหาผมมีเรื่องอะไรรึเปล่า”
กู้เป่ยเสวียนถามด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งไม่ยอมมีลูกให้สามีของตัวเอง มันหมายความว่ายังไงกัน”
เซียวอี้ยังคงงัวเงียอยู่ ตอบกลับไปอย่างไม่ทันได้คิด “จะหมายความว่ายังไงได้อีกล่ะ ก็ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักสามีของเขาน่ะสิ”
หัวใจของกู้เป่ยเสวียนกระตุกวูบ ก่อนจะตอบกลับไปเบาๆ “อืม เข้าใจแล้ว”
เขากดวางสาย สีหน้าสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด แต่มือกลับยิ่งบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนโทรศัพท์แทบจะแหลกคามือ
เนิ่นนานผ่านไป มุมปากของเขาก็เผยเสียงหัวเราะเยียบเย็นออกมา เขาหัวเราะให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง
ที่คิดจะใช้ลูกมาเหนี่ยวรั้งเธอไว้... เหนี่ยวรั้งผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รักตัวเอง
เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ หยิบแก้วไวน์ขึ้นมา เปิดตู้เก็บไวน์แล้วหยิบไวน์แดงออกมาขวดหนึ่ง รินจนเต็มแก้ว
เขาเดินไปนั่งบนโซฟาแล้วกระดกไวน์เข้าปากอึกใหญ่
เมื่อนึกถึงคำพูดของเซียวอี้ เขาก็บีบแก้วในมือแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดัง “เพล้ง!” แก้วไวน์ถูกเขาบีบจนแตกละเอียด
เศษแก้วแหลมคมบาดเข้าไปในฝ่ามือ แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
ซูฮวาที่ยังนอนไม่หลับอยู่ชั้นบน พลันได้ยินเสียงของแตกดังชัดเจนมาจากชั้นล่าง เธอสะดุ้งสุดตัวแล้วลุกพรวดขึ้นจากเตียง
เธอเดินไปที่ราวบันไดแล้วมองลงไปข้างล่าง
เห็นมือขวาของกู้เป่ยเสวียนชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดงเข้ม แยกไม่ออกว่าเป็นไวน์หรือเลือด บนพื้นมีเศษแก้วแตกกระจายเกลื่อน
เธอรีบกลับเข้าห้อง เปิดตู้แล้วหยิบกล่องยาออกมา ก่อนจะรีบเดินลงไปชั้นล่าง
ตอนที่เธอกำลังรีบวิ่งลงบันไดนั้นเอง กู้เป่ยเสวียนก็เดินไปที่ริมหน้าต่างเพื่อโทรศัพท์แล้ว
ร่างสูงสง่ายืนตระหง่านอยู่ที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ดูโดดเดี่ยวแต่ก็องอาจ ทรวดทรงตั้งตรงดุจต้นสนที่ยืนหยัดท้าทายพายุหิมะ
ผู้ชายบางคน เพียงแค่แผ่นหลัง ก็สามารถสั่นคลอนหัวใจหญิงสาวได้
ซูฮวาหยุดฝีเท้าลง ยืนรอให้เขาคุยโทรศัพท์เสร็จเงียบๆ
แล้วเธอก็ได้ยินเขาถามปลายสายว่า “เจอตัวผู้ชายที่ทำร้ายฉู่สั่วสั่วหรือยัง”
ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไร กู้เป่ยเสวียนก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาทันที “ไอพวกไม่ได้เรื่อง! แค่ให้หาคนคนเดียวมันยากนักหรือไง! ไปรีบหาตัวมันมาซะ! ถ้าหาไม่เจอก็ไสหัวไปให้หมด!”
ซูฮวาตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ในใจเย็นเยียบไปหมด
เขาเป็นห่วงฉู่สั่วสั่วมากจริงๆ
ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ยังคงช่วยเธอตามหาคนร้ายอยู่
ส่วนเธอกลับยังหน้าโง่หิ้วกล่องยาลงมาจะช่วยเขาทำแผล ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย!
ซูฮวาโน้มตัวลง ค่อยๆ วางกล่องยาลงบนพื้น แล้วหันหลังเดินจากไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงของกู้เป่ยเสวียนดังตามหลังมาอีกครั้ง “จับผู้หญิงที่ชื่อหวงเชว่ได้หรือยัง”