สิ่งที่ไขว่คว้าแต่ไม่อาจครอบครอง

บทที่ 31: สิ่งที่ไขว่คว้าแต่ไม่อาจครอบครอง

ซูฮวากลับเข้ามาในห้องพักฟื้นของคุณยาย

เมื่อซูเพ่ยหลันเห็นใบหน้าลูกสาวขาวซีดเผือด ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นลูก ทำไมหน้าซีดอย่างนั้นล่ะ”

ซูฮวาเพียงส่ายหน้า เธอเดินไปนั่งลงข้างเตียงของคุณยาย จับมือท่านขึ้นมากุมไว้แล้วเอ่ยพูดคุยด้วยรอยยิ้ม

ทว่าซูเพ่ยหลันเป็นคนใจร้อน ไม่รอให้ทั้งสองคุยกันได้ไม่กี่ประโยค เธอก็ตรงเข้าไปคว้าข้อมือของซูฮวาแล้วกล่าวว่า “ลูกออกมากับแม่เดี๋ยวนี้”

เมื่อออกมาถึงทางเดินด้านนอก

ซูเพ่ยหลันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลูกสาว “กู้เป่ยเสวียนรังแกลูกอีกแล้วใช่ไหม”

“ไม่ใช่ค่ะ”

“แล้วใครทำให้ลูกไม่พอใจ แม่เป็นแม่ของลูกนะ มีเรื่องอะไรไม่พูดกับแม่แล้วจะไปพูดกับใคร” ซูเพ่ยหลันร้อนใจขึ้นมา

ซูฮวาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พ่อของกู้เป่ยเสวียนมาพบหนูค่ะ”

“กู้เอ้าถิง เขาทำให้อะไรลูกลำบากใจเหรอ”

“เขาอยากให้เราหย่ากันค่ะ”

ซูเพ่ยหลันแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “ตอนที่กู้เป่ยเสวียนยังนั่งอยู่บนรถเข็น ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำไมกู้เอ้าถิงถึงไม่บังคับให้พวกลูกหย่ากันตั้งเเต่ตอนนั้นล่ะ พอตอนนี้กู้เป่ยเสวียนกลับมาสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง กลับมาบีบให้หย่ากันเนี่ยนะ ไอ้คนไร้หัวใจ! พอได้ดีก็ถีบหัวส่ง เนรคุณสิ้นดี!”

ซูเพ่ยหลันสาดคำด่าใส่กู้เอ้าถิงเป็นชุด ก่อนจะถามต่อว่า “แล้วกู้เป่ยเสวียนว่ายังไง”

“เขาบอกหนูว่า ถ้าหนูมีลูกให้เขาได้ ก็ไม่ต้องหย่ากัน”

ซูเพ่ยหลันตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “มีลูกกับผีนะสิ! ไหนจะอดีตแฟนเก่าไร้ยางอาย ไหนจะพ่อสามีใจหมา มีตัวปัญหาสองคนนี้คอยยุแยงอยู่ ถึงลูกจะมีลูกเป็นโหล พวกเขาก็หาเรื่องทำให้พวกลูกเลิกกันได้อยู่ดี ถึงตอนนั้นคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือเด็กๆ”

ซูฮวาพยักหน้า “หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ”

ซูเพ่ยหลันโบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ “หย่าก็หย่า รีบหย่าเลย ยิ่งเร็วยิ่งดี! ลูกสาวแม่ทั้งสาวทั้งสวย มีความสามารถ หน้าตาก็ดี นิสัยก็ดี หย่าแล้วจะหาผู้ชายดีๆ เมื่อไหร่ก็ได้”

ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนซูฮวาจมูกแดง เธอก้มหน้าซบลงบนไหล่ของแม่แล้วปล่อยโฮออกมา

น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย

บางครั้งการร้องไห้ก็คือการปลดปล่อย คือการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง เมื่อได้ร้องไห้ออกมาแล้ว ความทุกข์ในใจก็คล้ายจะบรรเทาลง

ซูเพ่ยหลันลูบหลังลูกสาวเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เป็นเพราะแม่ไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องลูกได้ ถึงทำให้ลูกต้องไปเจอเรื่องเจ็บปวดใจแบบนี้ ครอบครัวธรรมดาๆ ของเรา คงไปเทียบกับตระกูลใหญ่โตของพวกเขาไม่ได้หรอก”

ซูฮวากำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

เธอหยิบออกมาจากกระเป๋าแล้วเหลือบมอง

เป็นสายจากกู้เป่ยเสวียน

หญิงสาวเช็ดน้ำตา รีบกดรับสายแล้วเอ่ยทักทาย “ฮัลโหล”

กู้เป่ยเสวียนกล่าวว่า “พรุ่งนี้มือของคุณต้องถอดเฝือกแล้วนะ ผมนัดหมอไป๋ให้แล้ว พรุ่งนี้สิบโมงครึ่ง อย่าลืมล่ะ”

น้ำเสียงของซูฮวาแฝงไว้ด้วยความสุภาพและห่างเหิน “ขอบคุณนะคะ”

กู้เป่ยเสวียนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเธอ เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

ซูฮวาเม้มริมฝีปาก “ช่วงนี้ฉันอยากดูแลคุณยายอย่างใกล้ชิด เลยว่าจะไปนอนที่บ้านคุณแม่ เพราะจากบ้านคุณแม่ไปโรงพยาบาลสะดวกกว่า ยังไงรบกวนช่วยให้คนเอาของใช้ส่วนตัวกับใบนัดมาส่งให้ฉันที่โรงพยาบาลหน่อยได้ไหมคะ”

กู้เป่ยเสวียนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ “ได้ เดี๋ยวผมหาเวลาเอาไปให้เองนะ”

“ขอบคุณค่ะ”

เย็นวันนั้น กู้เป่ยเสวียนก็นำบัตรนัดของโรงพยาบาลและของใช้ที่จำเป็นมาให้ซูฮวาด้วยตนเอง ในมือของเขายังมีปิ่นโตใส่ซุปกระดูกหมูมาด้วย

เขายื่นปิ่นโตให้เธอ “ให้ป้าหลิวตุ๋นให้น่ะ ดื่มเยอะๆ กระดูกจะได้สมานกันเร็วขึ้น”

ซูฮวารับมา กล่าวขอบคุณ แล้ววางปิ่นโตลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยอย่างห่างเหิน “คุณกลับไปเถอะค่ะ เรื่องงานที่บริษัทคงสำคัญกว่า”

คิ้วของกู้เป่ยเสวียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างแทบไม่ให้ใครสังเกตได้ “ผมเลิกงานแล้ว”

“งั้นคุณก็กลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงทำงาน”

ดวงตาดำขลับลุ่มลึกของกู้เป่ยเสวียนจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอ เขานิ่งเงียบไปนาน

หลังจากที่เขาจากไป ซูฮวาก็เปิดปิ่นโต แบ่งซุปกระดูกหมูออกเป็นสามส่วน แล้วนั่งดื่มพร้อมกับคุณยายและแม่ของเธอ

ซุปถูกเคี่ยวจนหอมหวาน มีส่วนผสมของถั่งเช่าและเก๋ากี้

ซูฮวาค่อยๆ จิบซุปทีละน้อย

ส่วนซูเพ่ยหลันนั้นไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่คำเดียว เธอนั่งมองถ้วยซุปพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

สิบโมงเช้าของวันต่อมา

ขณะที่ซูฮวากำลังรอถ่ายเอกซเรย์อยู่ที่หน้าแผนกรังสีวิทยา กู้เป่ยเสวียนก็มาถึง

เขายังคงอยู่ในชุดทำงานเต็มยศ ผูกเนคไท ท่าทางดูรีบร้อน ในมือถือเอกสารและคุยโทรศัพท์ไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเขาปลีกตัวออกมาจากงานที่ยุ่งเหยิง

ซูฮวารอจนเขาวางสายแล้วจึงเอ่ยขึ้น “คุณงานยุ่งขนาดนี้ไม่ต้องมาก็ได้ค่ะ แค่ถอดเฝือกเอง ฉันทำคนเดียวได้”

กู้เป่ยเสวียนเก็บโทรศัพท์และเอกสารลงในกระเป๋าเอกสาร แล้วตอบเรียบๆ ว่า “เวลาทำอะไร ก็ควรจะทำให้มันจบสิ้น”

คำว่า “จบสิ้น” ทำให้หัวใจของซูฮวาบีบรัดอย่างประหลาด

หลังจากถอดเฝือก แพทย์ได้กำชับข้อควรระวังต่างๆ รวมถึงวิธีการทำกายภาพบำบัด

กู้เป่ยเสวียนใช้โทรศัพท์บันทึกเสียงไว้ทั้งหมด แล้วส่งต่อไปให้ซูฮวา

ทั้งสองคนเดินกลับมาที่ห้องพักของคุณยาย

เสิ่นหวยกำลังตรวจร่างกายให้คุณยายอยู่พอดี

ซูเพ่ยหลันยืนคุยหัวเราะอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นกู้เป่ยเสวียนเดินเข้ามา เธอก็แกล้งพูดเสียงดังขึ้นว่า “คุณหมอเสิ่น คุณมีแฟนหรือยังคะ?”

เสิ่นหวยเหลือบมองซูฮวาแวบหนึ่งก่อนจะตอบ “ยังไม่มีครับ”

ซูเพ่ยหลันตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “แล้วคุณว่าฮวาของพวกเราเป็นยังไงบ้างคะ เด็กคนนี้เรียนเก่งมาตั้งแต่เล็ก สอบข้ามชั้นมาหลายปี เรียนจบมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุสิบเก้า เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นิสัยดี มีความอดทน ส่วนฝีมือการซ่อมแซมภาพวาดโบราณของเธอ คุณก็คงจะทราบดีอยู่แล้ว”

เสิ่นหวยยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “คุณซูฮวาเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ครับ”

ซูเพ่ยหลันเหลือบมองกู้เป่ยเสวียนแวบหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับเสิ่นหวยว่า “ถ้าคุณถูกใจฮวาของพวกเรา ก็เดินหน้าจีบได้เลย! ภายนอกเธออาจจะดูเงียบๆ แต่จริงๆ เธอเป็นคนคุยสนุกมากเลยนะคะ”

เสิ่นหวยยืดตัวตรง ถอดหน้ากากอนามัยออก แล้วหันมามองซูฮวา ดวงตาของเขาฉายแววขบขัน “ดีเลยครับ! ด้วยความยินดีเลย”

กู้เป่ยเสวียนที่ยืนอยู่ด้านข้าง แววตาพลันเปลี่ยนไป กลายเป็นความเย็นชาที่ยากจะอธิบาย มุมปากเหยียดขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน มองดูเสิ่นหวยและซูเพ่ยหลันที่รับส่งบทกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

ซูเพ่ยหลันปรายตามองเขาอย่างท้าทาย แล้วหันไปพูดกับซูฮวา “ฮวาฮวา แม่ว่าคุณหมอเสิ่นน่ะเขาใช้ได้เลยนะลูก ดูสิ หน้าตาก็ดี นิสัยก็ใช้ได้ แถมยังเป็นถึงลูกชายเจ้าของร้านที่ลูกทำงานอีก ลองคุยกันดูสิ แม่ว่าพวกหนูสองคนน่าจะเข้ากันได้ดีนะ”

ซูฮวานิ่วหน้า เอ่ยห้ามมารดา “คุณแม่คะ พอได้แล้วค่ะ”

“ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ โลกนี้ไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวเสียหน่อย คางคกสามขายากที่จะหา แต่ผู้ชายสองขาน่ะมีอยู่ถมไป!”

กู้เป่ยเสวียนไม่พูดอะไรสักคำ เขาโยนแฟ้มประวัติและบัตรนัดลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ แล้วหมุนตัวเดินจากไป

ซูฮวารีบตามออกไป

ตอนแรกกู้เป่ยเสวียนก้าวเดินอย่างรวดเร็ว

ซูฮวาต้องวิ่งเหยาะๆ ถึงจะตามทัน

แต่เมื่อใกล้จะถึงลิฟต์ เขาก็ลดฝีเท้าลงเล็กน้อย เหมือนจะตั้งใจรอเธออยู่

เมื่อเข้าไปในลิฟต์ ทั้งสองต่างก็เงียบงัน

ผู้คนในลิฟต์เบียดเสียดกันไปมา

กู้เป่ยเสวียนดึงชายเสื้อบนไหล่ของซูฮวา แล้วรั้งเธอไปอยู่ด้านหลังเพื่อปกป้อง

เมื่อถึงชั้นหนึ่ง ทั้งสองก็เดินออกจากลิฟต์ไปอย่างเงียบๆ

ลมหนาวปลายฤดูใบไม้ผลิพัดมาปะทะร่างจนเย็นยะเยือก

ซูฮวาสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

กู้เป่ยเสวียนใช้มือข้างเดียวปลดกระดุมเสื้อสูทออก แล้วโยนคลุมไหล่ให้เธอ

ซูฮวาเอื้อมมือจะไปหยิบออก

แต่กู้เป่ยเสวียนกลับกดไหล่เธอไว้ไม่ให้ขยับ เขาก้มลงติดกระดุมให้เธอ

ขณะที่ติดกระดุม เขากลับใช้แรงมากกว่าปกติ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนแทบจะหยดน้ำออกมาได้

เมื่อติดกระดุมเสร็จ เขาก็เดินจากไปทันที

ซูฮวารีบก้าวตามไป

จนกระทั่งถึงลานจอดรถ เขาก็หยุดเดิน แล้วมองลงมายังเธอด้วยสายตาเย็นชา “ที่แท้ที่ไม่ยอมกลับบ้าน ก็เพื่อจะเปิดทางให้ตัวเองได้ใกล้ชิดกับเสิ่นหวยสินะ”

ซูฮวาส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจให้เขา

เป็นสายตาที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง

กู้เป่ยเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขอโทษ “ขอโทษนะ เมื่อครู่ผมใจร้อนไปหน่อย”

ซูฮวาเม้มปากนิ่ง

กู้เป่ยเสวียนก้มลงมองเธอ พยายามข่มอารมณ์แล้วพูดว่า “ผมว่าเราสองคนมีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะนะ ส่วนไอ้หมอนั่น หน้าตาก็งั้นๆ แหละ สู้ผมไม่ได้สักนิด สำหรับเรื่องนิสัย ผมอาจจะไม่ดีเท่าเขา แต่ตลอดหนึ่งปีมานี้ ผมตั้งใจปรับปรุงตัวเองมาตลอด โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับคุณ”

ความขมขื่นแล่นปราดขึ้นมาในใจของซูฮวา เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขา ซบกายพิงร่างของเขา ใบหน้าแนบชิดกับแผงอก แต่ไม่ได้ยกแขนขึ้นกอด

เป็นเพียงการพิงอย่างหมดเรี่ยวแรง

กู้เป่ยเสวียนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบรัดเธอไว้ในอ้อมกอด

ซูฮวากล้ำกลืนน้ำตา พูดด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณกลับไปจัดการเรื่องสัญญาการหย่าให้เรียบร้อยเถอะค่ะ ก่อนแต่งงานคุณได้ทำเอกสารรับรองทรัพย์สินไว้แล้ว และเงินค่าชดเชยคุณก็ให้ฉันมาเรียบร้อยแล้ว เรื่องเอกสารคงไม่ยุ่งยากอะไร”

แววตาของกู้เป่ยเสวียนแข็งกร้าวขึ้นทันที มือที่โอบกอดเธออยู่ก็บีบรัดแน่นขึ้นจนเธอแทบหายใจไม่ออก

เนิ่นนานผ่านไป เขาจึงเอ่ยถาม “คุณไปพบกับพ่อผมมาใช่ไหม”



ตอนก่อน

จบบทที่ สิ่งที่ไขว่คว้าแต่ไม่อาจครอบครอง

ตอนถัดไป