ผู้ใหญ่ออกโรง
บทที่ 32: ผู้ใหญ่ออกโรง
หัวใจของซูฮวากระตุกวูบ ไม่คาดคิดว่ากู้เป่ยเสวียนจะเดาเรื่องราวได้รวดเร็วเพียงนี้
เมื่อนึกถึงคำพูดของกู้เอ้าถิงที่ว่าอย่าให้เขารู้ เพราะจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์พ่อลูก
เธอจึงแสร้งพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็คุณไม่ใช่เหรอคะที่ยกเรื่องหย่าขึ้นมาพูดก่อนตั้งนานแล้ว... ฉันก็เคยย้ำกับคุณไปแล้วว่าฉันทนฉู่สั่วสั่วไม่ไหวจริงๆ”
นิ้วของกู้เป่ยเสวียนไล้ไปตามแผ่นหลังของเธอเบาๆ “คุณโกหก ช่วงนี้ผมตั้งใจรักษาระยะห่างจากเธอมาตลอด”
มุมปากของซูฮวายกขึ้น แต่ในแววตากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม เธอเอ่ยเสียงเรียบ “คุณกับเขาเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็กๆ มีฐานะทัดเทียมกัน เหมาะสมกันทุกอย่าง ส่วนฉัน... ก็แค่พี่เลี้ยงที่คุณจ้างมาดูแลชั่วคราว ตอนนี้ขาคุณก็หายดีแล้ว ฉันก็ควรจะไปตามทางของฉันเสียที”
การที่เธอด้อยค่าตัวเองเช่นนี้ ทำให้หัวใจของกู้เป่ยเสวียนดิ่งวูบ เขากอดเธอแน่นขึ้นอีก
ชายหนุ่มร่างสูงสง่าดุจต้นสน ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย
บุรุษผู้เย็นชาถึงเพียงนั้น กลับกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่เหนือศีรษะของเธอ “ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ คุณคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม และในใจผมก็ให้เกียรติคุณในฐานะภรรยามาตลอด”
ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นปราดขึ้นในใจ แต่ซูฮวากลับฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ตอนนั้นคุณก็เป็นคนขอหย่า... มาวันนี้คุณก็เป็นคนที่จะไม่หย่าอีก... ฉันตามความคิดของคุณไม่ทันแล้วจริงๆ ในสายตาคุณ ฉันเป็นอะไรกันแน่คะ เป็นคนที่คุณจะเรียกให้มาเมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะไล่ไปเมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหม... นี่น่ะเหรอคะคือการให้เกียรติที่คุณพูดถึง”
เธอเป็นคนอ่อนโยนมาตลอด น้อยครั้งนักที่จะพูดจาเสียดสีเช่นนี้
กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง “ที่ผมขอหย่าก็เพราะคุณ...”
“เราหย่ากันเถอะค่ะ!” ซูฮวารีบพูดแทรกขึ้นมาราวกับกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน “เจ็บครั้งเดียวให้มันจบๆ ไปดีกว่า... การปล่อยให้เรื่องมันค้างคาแบบนี้ มันเหมือนการเชือดกันช้าๆ ฉันอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
กู้เป่ยเสวียนค่อยๆ คลายอ้อมกอด เขาก้มหน้าลงมองใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดขาวของเธออย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “คุณย่าไม่มีทางยอม”
ซูฮวาเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ “เรื่องคุณย่า เดี๋ยวสุดสัปดาห์นี้เราสองคนค่อยๆ ไปอธิบายให้ท่านเข้าใจก็ได้ค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเธอเบาๆ ก่อนจะดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้งเนิ่นนาน แล้วจึงเอ่ยออกมาแผ่วเบา “ได้”
คำว่า “ได้” ของเขาเป็นดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางใจทะเลสาบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวในใจของซูฮวา
เธอไม่รู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อย กลับมีความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไปหมด
หญิงสาวขืนตัวออกจากอ้อมกอดของเขา ยกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อสูทเพื่อจะคืนให้
กู้เป่ยเสวียนกดมือเธอไว้ “ อากาศมันเย็น คุณใส่ไว้เถอะ”
มือที่กำลังปลดกระดุมของซูฮวาชะงักค้าง
กู้เป่ยเสวียนใช้นิ้วเรียวยาวเสยปอยผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิงของเธอทัดไว้หลังใบหู ดวงตาฉายแววลุ่มลึกขณะจ้องมองเธอ “ดูแลตัวเองดีๆ นะ”
ซูฮวารู้สึกร้อนผ่าวที่ปลายจมูก “คุณก็เหมือนกันนะคะ มือขวาอย่าให้โดนน้ำ ระวังแผลติดเชื้อ สูบบุหรี่กับดื่มเหล้าให้น้อยลงหน่อย แล้วก็ทานข้าวให้ตรงเวลาด้วย”
กู้เป่ยเสวียนครางรับในลำคอ “กลับเข้าไปเถอะ ลมแรง”
ซูฮวาฝืนยิ้ม “ค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนเปิดประตูรถแล้วก้มตัวเข้าไปนั่ง
จนกระทั่งรถของเขาแล่นหายไปจากสายตา ซูฮวาจึงหันหลังเดินกลับ
นิ้วของเธอลูบไล้กระดุมเสื้อของเขา บนใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่ในใจกลับเจ็บปวดรวดร้าว
ความรู้สึกหมดหนทางเข้าจู่โจมเธออีกครั้ง
ตั้งแต่เด็ก คุณตาเคยสอนเธอว่า ขอเพียงแค่พยายาม ไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะสำเร็จ แต่ช่องว่างมหาศาลทางฐานะครอบครัวนั้น เป็นสิ่งที่ต่อให้เธอพยายามมากแค่ไหนก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เมื่ออยู่ในสังคมคนละชั้น ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนเข้าไป
เมื่อกลับถึงห้องพักผู้ป่วย ซูเพ่ยหลันก็ออกไปทำธุระข้างนอกพอดี
แต่เสิ่นหวยยังคงอยู่
ซูฮวามองเขาอย่างแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ “แพทย์เจ้าของไข้ของคุณยายคือคุณหมอชิวไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นคุณได้ล่ะ”
เสิ่นหวยสอดปากกาเข้ากระเป๋าเสื้อกาวน์แล้วยิ้ม “ช่วงนี้คุณหมอชิวไม่ค่อยสบายน่ะครับ ผมเลยมารับหน้าที่แทนสองสามวัน”
ซูฮวารับคำ “อ้อ” แล้วพูดต่อ “เมื่อกี้นี้แม่ของฉันแค่ล้อเล่นนะคะ คุณอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ”
เสิ่นหวยยกมุมปากขึ้นคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ตอบเพียงแค่ “ครับ”
วันเสาร์ เวลาเย็น
ซูฮวาและกู้เป่ยเสวียนเดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลกู้ด้วยกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน คุณย่ากู้ก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง “ฮวาเอ๋อร์มาแล้วเหรอลูก”
ซูฮวาทักทายอย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะคุณย่า”
“ดีจ้ะ ดีๆ มานั่งเร็ว มานั่งนี่เร็ว” คุณย่ากู้จูงมือเธออย่างสนิทสนมไปนั่งที่โซฟา สายตาเหลือบมองหน้าท้องที่แบนราบของเธอ ก่อนจะกระซิบถามอย่างมีความหวัง “หนูจ๊ะ มีหลานให้ย่าแล้วหรือยัง”
ซูฮวาส่ายหน้า ยิ้มอย่างรู้สึกผิด “คุณย่าคะ หนูกำลังจะหย่ากับเป่ยเสวียนค่ะ หนูต้องขอโทษจริงๆนะคะ”
คุณย่ากู้ชะงักงัน รอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า ในแววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “คราวก่อนไหนรับปากย่าดิบดีแล้วว่าจะมีเหลนชายตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ให้ย่าไง นี่มันเพิ่งจะผ่านไปไม่นานเองนะ ทำไมถึงเปลี่ยนใจแล้วล่ะ”
ซูฮวาก้มหน้าลง ไม่เอ่ยคำใด
เดิมทีเธอรู้สึกว่าการที่ยังไม่มีลูกนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่พอได้สบตากับแววตาที่ผิดหวังของคุณย่า เธอก็รู้สึกผิดจับใจ
คุณย่ากู้เป็นคนมีเหตุผลและเข้าใจผู้อื่น
เมื่อเห็นท่าทางของซูฮวาเช่นนี้ นางก็พอจะเดาเรื่องราวได้ส่วนหนึ่ง
นางลูบศีรษะของซูฮวาเบาๆ ก่อนจะตวัดสายตาไปมองกู้เป่ยเสวียนอย่างคาดคั้น “เป็นเพราะแกใช่ไหมที่ช่วงนี้ไปทำตัวสนิทสนมกับเด็กฉู่สั่วสั่ว จนทำให้ฮวาเอ๋อร์โกรธ”
กู้เป่ยเสวียนเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ท่าทางยังคงเรียบเฉย “ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของผมกับซูฮวากำลังไปได้ด้วยดี คุณแม่เองก็ชอบซูฮวามาก ส่วนหนานอินก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยครับ”
ความหมายโดยนัยก็คือ: ใครคือต้นเรื่อง คุณย่าลองเดาดูเองเถอะครับ
คุณย่ากู้ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ “หรือว่าจะเป็นพ่อของแกที่ก่อเรื่อง”
กู้เป่ยเสวียนพยักหน้า
ความโมโหของคุณย่ากู้พุ่งขึ้นมาทันที นางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหากู้เอ้าถิงทันที “ไอ้ลูกชายตัวดี ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย ให้เวลาแกครึ่งชั่วโมง กลับมาพบฉันเดี๋ยวนี้!”
ขณะนั้นกู้เอ้าถิงกำลังนั่งร่วมโต๊ะรับรองลูกค้าอยู่พอดี เสียงตวาดของคุณย่าทำให้หูของเขาแทบชา
เขาลุกขึ้นเดินออกมาข้างนอก ถือโทรศัพท์ให้ห่างจากหู แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณแม่ครับ นี่คุณแม่จะเล่นตลกอะไรอีก ผมกำลังคุยกับลูกค้าอยู่ ปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ ผมงานยุ่งทุกวัน ไม่ได้ว่างเหมือนคุณแม่นะครับ”
“แกมีลูกน้องตั้งเยอะแยะไม่ใช่เหรอ ก็สั่งให้ลูกน้องทำสิ แล้วรีบมาหาฉันเดี๋ยวนี้!” พูดจบนางก็กดตัดสายทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมา กู้เอ้าถิงก็กลับมาถึงบ้านตรงเวลาไม่ขาดแม้แต่วินาทีเดียว
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้วเห็นซูฮวานั่งอยู่ด้วย ใบหน้าของเขาก็บึ้งตึงลงทันที สีหน้าดูย่ำแย่ถึงขีดสุด ความรังเกียจและความชิงชังที่ฉายชัดในแววตาของเขา ไม่ได้ถูกปิดบังแม้แต่น้อย
ศักดิ์ศรีของซูฮวาถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด เธอรู้สึกอัปยศจนแทบจะร้องไห้ออกมา
เธอเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีมาตลอดและเป็นคนหน้าบางมาก
เพราะเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายมาตั้งแต่เล็ก สมัยเรียนก็เรียนดีมีความสามารถ แถมยังมีฝีมือในการซ่อมแซมภาพเขียนและอักษรจีนโบราณอีกด้วย ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยถูกใครแสดงความรังเกียจใส่ซึ่งๆ หน้าเช่นนี้มาก่อน
กู้เป่ยเสวียนสังเกตเห็น เขาจึงยื่นฝ่ามือมาวางทับลงบนมือของเธอ นิ้วที่เรียวยาวกอบกุมมือเธอไว้
ส่วนมืออีกข้างก็ประคองใบหน้าของเธอ แล้วดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอันแหลมคมของกู้เอ้าถิง
ซูฮวาซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา นิ้วมือเผลอขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว
ปลายจมูกได้กลิ่นน้ำหอมบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นแต่อบอุ่นน่าพึ่งพิง ความรู้สึกเจ็บปวดในใจคล้ายจะบรรเทาลงไปมาก
เธอซบหน้าเข้ากับอกของเขาแน่นขึ้นอีก
คุณย่ากู้ลูบหลังซูฮวาเบาๆ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาดุดันใส่กู้เอ้าถิง ท่าทีที่เคยเมตตาก่อนหน้านี้หายไปสิ้น นางตวาดเสียงกร้าว “เลิกทำหน้าแบบนั้นเสียที... ถึงฮวาเอ๋อร์จะไม่พูดอะไร แต่คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือไง ฉันรู้ว่าแกมันคนไม่เคยพอใจอะไรอยู่แล้ว ! มีหลานสะใภ้ดีๆ แบบนี้อยู่ทั้งคน ยังจะก่อเรื่องอะไรอีก ตอนที่เป่ยเสวียนยังนั่งรถเข็นอยู่ แกก็ไม่เห็นจะบังคับให้พวกเขาหย่ากัน พอหลานฉันหายดีกลับมาเป็นปกติ กลับมาไล่เด็กผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งไป! แกนี่มันหน้าไม่อายสิ้นดี! ใจคอทำด้วยอะไร ไม่มีความเป็นคนหลงเหลืออยู่แล้วใช่ไหม”
กู้เอ้าถิงอยู่ในตำแหน่งสูงมานานหลายปี จะมีใครกล้าด่าว่าเขาอย่างสาดเสียเทเสียเช่นนี้
ยิ่งเป็นการถูกดุด่าอย่างไม่ไว้หน้าต่อหน้ารุ่นลูกรุ่นหลาน โดยเฉพาะต่อหน้าซูฮวาด้วยแล้ว
ใบหน้าของคนแก่เช่นเขาก็พลันไร้ที่วางทันที