ไม่อยากจากเธอไปเลย
บทที่ 33: ไม่อยากจากเธอไปเลย
กู้เอ้าถิงเอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ฟังพ่อนะ... ความเมตตาใช้ในสนามรบไม่ได้ฉันใด คุณธรรมก็ใช้ในโลกธุรกิจไม่ได้ฉันนั้น พ่อเป็นนักธุรกิจ ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นอันดับแรกเสมอ ใครที่ไม่ทำแบบนั้น ก็เป็นนักธุรกิจที่ดีไม่ได้ ส่วนเรื่องนี้พ่อก็ไม่ได้ทำโดยพลการ พ่อได้อธิบายให้ซูฮวาฟังจนสิ้นสงสัยแล้วเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งตอนนั้นเธอก็รับปากอย่างดี”
เมื่อนึกถึงความอัปยศอดสูที่ได้รับในร้านกาแฟวันนั้น หนังศีรษะของซูฮวาก็ชาวาบขึ้นมา
เธอไม่อยากจะเผชิญกับมันซ้ำสองอีกแล้ว
หญิงสาวค่อยๆ แกะมือของกู้เป่ยเสวียนออก ลุกขึ้นยืน แล้วพูดกับกู้เอ้าถิงว่า “คุณพ่อ... เอ่อ ไม่ใช่ค่ะ คุณอาคะ หนูอยากจะขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวได้ไหมคะ”
กู้เอ้าถิงปรายตามองเธออย่างเย็นชา “ตามฉันมาที่ห้องหนังสือ”
กู้เป่ยเสวียนลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินตามซูฮวาเข้าไปด้วย
ซูฮวาส่ายหน้าให้เขาเป็นเชิงปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนบีบมือเธอเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าไม่สบายใจก็รีบออกมา ไม่ต้องฝืนนะ”
ซูฮวารับคำ
เธอเดินตามหลังกู้เอ้าถิงเข้าไปในห้องหนังสือ
คุณปู่กู้อยู่ในห้องก่อนแล้ว ท่านกำลังถือพู่กันเขียนอักษรตัวใหญ่ เป็นตัวอักษร ‘静’ (จิ้ง) ที่แปลว่า ‘สงบ’ ซึ่งถูกเขียนออกมาอย่างทรงพลังและมีชีวิตชีวา
เมื่อเห็นซูฮวาเข้ามา คุณปู่ก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ แล้วทักทายอย่างใจดี “หนูซู มาแล้วเหรอลูก”
ซูฮวาเอ่ยเรียกอย่างนุ่มนวล “สวัสดีค่ะคุณปู่”
กู้เอ้าถิงดึงเก้าอี้มานั่งลง แล้วส่งสัญญาณให้เธอนั่งด้วย
แต่ซูฮวาไม่ได้นั่ง เธอยืนตัวตรง แล้วกล่าวกับเขาด้วยท่าทีสุภาพแต่ห่างเหิน “คุณอาคะ คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ วันนี้หนูไม่ได้มาฟ้องคุณย่า แต่มาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ท่านยอมรับเรื่องการหย่าของเรา คุณย่าเมตตาหนูเสมอมา เมื่อจะต้องจากกันแล้ว หนูก็แค่อยากจะมาบอกลาท่านเท่านั้นเองค่ะ”
กู้เอ้าถิงมองเธอด้วยสายตาซับซ้อนอยู่หลายวินาที ก่อนจะเอ่ยว่า “ทรัพย์สินในชื่อของเป่ยเสวียนได้ทำเรื่องรับรองก่อนสมรสไว้แล้ว ส่วนทรัพย์สินหลังสมรสก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ สำหรับเงินชดเชย เมื่อไม่กี่เดือนก่อน จู่ๆ ในบัญชีของเธอก็มีเงินเพิ่มขึ้นมาร้อยล้าน เป่ยเสวียนเป็นคนให้เธอใช่ไหม”
ซูฮวาพยักหน้า “ค่ะ”
กู้เอ้าถิงเปิดกระเป๋าเอกสาร หยิบแฟ้มฉบับหนึ่งออกมาส่งให้เธอ “นี่คือสัญญาหย่าที่ฉันให้คนร่างขึ้นมา ลองดู ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เซ็นซะ”
ซูฮวารับมา กวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว เนื้อหาก็เป็นอย่างที่เธอคาดไว้
เธอพลิกไปยังหน้าสุดท้าย หยิบปากกาบนโต๊ะหนังสือขึ้นมาจรดลายเซ็นทั้งสามฉบับ
เมื่อเซ็นเสร็จ เธอก็ยื่นมันให้กับกู้เอ้าถิง
กู้เอ้าถิงรับมาตรวจดูอย่างละเอียด เมื่อยืนยันว่าไม่มีข้อผิดพลาด ใบหน้าที่บึ้งตึงของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “อาชอบเด็กที่ไม่ตอแย ไม่ทำตัวไร้เหตุผลแบบหนูนี่แหละ เห็นแก่ที่หนูคอยดูแลเป่ยเสวียนมาตลอดสองปี ต่อไปถ้ามีเรื่องลำบากอะไร ก็โทรมาบอกได้ อาจะช่วยเอง”
ซูฮวาตอบกลับด้วยท่าทีที่สง่างาม ไม่ได้อ่อนน้อมจนเกินไปแต่ก็ไม่แข็งกระด้าง “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณอา... สายงานของเราสองคนต่างกันโดยสิ้นเชิง หนูทำงานฝีมือด้านการบูรณะโบราณวัตถุ ส่วนคุณอาเป็นนักบริหารธุรกิจ ที่เขาพูดว่าต่างอาชีพก็เหมือนต่างภูเขา คุณอาคงช่วยอะไรหนูไม่ได้หรอกค่ะ”
สีหน้าของกู้เอ้าถิงเย็นชาลงทันที แววตาแฝงไปด้วยความหยิ่งผยองและดูแคลน ท่าทางนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า: ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง
ซูฮวาเพียงยกมุมปากยิ้มบางๆ สบตาเขากลับอย่างไม่หวั่นเกรง
คุณปู่กู้ที่กำลังจะตวัดพู่กันขีดสุดท้ายของคำว่า ‘สงบ’ ไม่อาจเขียนต่อไปได้อีก
ท่านวางพู่กันลง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันมาพูดกับซูฮวา “หนูซู ถึงแม้ว่าหนูกับเป่ยเสวียนจะหย่ากันแล้ว แต่หนูก็ยังเป็นเหมือนลูกหลานของปู่กับย่าเสมอ ต่อไปแวะเวียนกลับมาเยี่ยมกันบ่อยๆ นะ ที่นี่คือบ้านของหนูเสมอ”
กำแพงในใจที่ซูฮวาพยายามสร้างขึ้น พังทลายลงในบัดดล
ดวงตาของเธอร้อนผ่าว น้ำตาเกือบจะไหลออกมา
เธอรู้สึกจุกในลำคอ เอ่ยตอบ “ขอบคุณค่ะคุณปู่ ไว้มีโอกาสหนูจะมาเยี่ยมคุณปู่กับคุณย่าบ่อยๆ แน่นอนค่ะ”
คุณปู่กู้ยกมือขึ้นปิดตา เอนหลังพิงเก้าอี้ราชครู โบกมือให้เธอเบาๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “พวกเธอออกไปก่อนเถอะ ปู่อยากอยู่เงียบๆ”
“ค่ะคุณปู่” ซูฮวามองท่านอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู กู้เป่ยเสวียนก็ลุกขึ้นจากโซฟา
เขาก้าวยาวๆ เข้ามาหา วางมือซ้ายลงบนไหล่ของซูฮวา ก้มลงสำรวจสีหน้าของเธอแล้วกระซิบถาม “ไม่เป็นไรนะ”
ซูฮวาส่ายหน้า ฝืนยิ้มให้เขา ดวงตาคู่โตฉ่ำวาวไปด้วยน้ำ
คุณย่ากู้ก็ลุกขึ้นจากโซฟาเช่นกัน ท่านมองซูฮวาอยู่ไกลๆ พยายามจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก
ซูฮวาเดินเข้าไปสวมกอดท่านเงียบๆ ผ่านไปเนิ่นนานจึงเอ่ยขึ้น “คุณย่าคะ หนูเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของคุณย่านะคะ เรื่องขาที่ปวด ยาแคลเซียมต้องทานให้ตรงเวลานะคะ พอหน้าหนาวก็พยายามออกไปตากแดดบ่อยๆ จะได้แข็งแรง ส่วนหน้าร้อนต้องระวังเรื่องแอร์ อย่าเปิดให้เย็นจัด แล้วก็งดแตงโมไปก่อนนะคะ ท้องไส้ของคุณย่าไม่ค่อยดี เดี๋ยวจะปวดท้องได้ค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณย่ากู้ก็เข้าใจทุกอย่างในทันที น้ำตาสองสายไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจควบคุม
ท่านกอดซูฮวาแน่น “หลานย่า... พวกเราตระกูลกู้ทำผิดต่อหนู ย่าไม่อยากให้หนูไปเลย”
หัวใจของซูฮวาเจ็บปวดราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง เธอพูดเสียงสะอื้น “ขอบคุณคุณย่ามากนะคะ ที่รักเเละเอ็นดูหนูตลอดสามปีที่ผ่านมา”
คุณย่ากู้ร้องไห้จนตัวโยน “ไม่เลย ย่าต่างหากที่ต้องขอบคุณหนู ถ้าไม่ได้หนูคอยอยู่เคียงข้าง ไม่รู้ว่าสองปีนั้นเป่ยเสวียนจะผ่านมันมาได้หรือเปล่า”
กู้เอ้าถิงที่ยืนมองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชา “เป่ยเสวียนส่งคนไปช่วยชีวิตยายของเธอ ซื้อบ้านให้พวกเขา แถมยังให้เงินชดเชยซูฮวาไปอีกตั้งมากมาย เราไม่ได้ติดค้างอะไรเธออีกเเล้ว”
คุณย่ากู้เหลือบตาขึ้นมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด “เงิน เงิน เงิน! แกมันรู้จักแต่เงิน! ต่อไปแกก็ไปอยู่กับเงินของแกเถอะ!”
ใบหน้าของกู้เอ้าถิงมืดครึ้มดุจเมฆฝน
“ผมมีธุระต้องไปทำ พวกคุณคุยกันไปเถอะ” เขาพูดทิ้งท้ายอย่างหงุดหงิด แล้วหนีบกระเป๋าเอกสารราคาแพงลิ่วของเขาจากไป
พ่อครัวทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว คนรับใช้จึงยกอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ
ถึงแม้ว่าอาหารจะอุดมสมบูรณ์เพียงใด แต่ทุกคนบนโต๊ะกลับทานมันอย่างไร้รสชาติ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงันอึดอัด
กว่าจะทานอาหารมื้อที่ยากจะกล้ำกลืนนี้เสร็จ กู้เป่ยเสวียนและซูฮวาก็กล่าวลาคุณปู่และคุณย่า
เมื่อขึ้นมาบนรถ กู้เป่ยเสวียนดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ซูฮวา แล้วสตาร์ทรถอย่างเงียบๆ
ตลอดเส้นทางไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา
เมื่อมาถึงย่านที่พักของตระกูลซู กู้เป่ยเสวียนก็จอดรถแล้วดับเครื่องยนต์
ซูฮวาปลดเข็มขัดนิรภัย “ขับรถกลับดีๆนะคะ”
กู้เป่ยเสวียนไม่ตอบ ใบหน้าหล่อเหลาดูเย็นชา ริมฝีปากบางเม้มเล็กน้อยจนดูไม่ออกว่ากำลังรู้สึกเช่นไร
“ฉันเข้าบ้านก่อนนะคะ” ซูฮวากล่าวเสียงเบา แล้วเอื้อมมือไปจะเปิดประตูรถ
แต่ข้อมือของเธอกลับถูกกู้เป่ยเสวียนคว้าไว้
เขายังคงไม่มองเธอ สายตาจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย แล้วถามด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “ตัดสินใจแน่แล้วเหรอ”
“ค่ะ สัญญาหย่าที่คุณอาเตรียมไว้ ฉันเซ็นไปแล้ว คุณหาเวลาว่างเซ็นด้วยนะคะ เช้าวันจันทร์เอาทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนมาด้วย เราไปทำเรื่องนี้ให้มันจบสิ้นสักทีเถอะค่ะ” น้ำเสียงของซูฮวาเรียบนิ่งอย่างน่าประหลาด นิ่งเสียจนไม่น่าจะเป็นน้ำเสียงของคนในวัยเดียวกับเธอ
ในที่สุดกู้เป่ยเสวียนก็หันมามองเธอ แล้วเอ่ยด้วยความหมายที่ยากจะหยั่งถึง “ในที่สุดก็ได้เป็นอิสระแล้วสินะ”
เสียงของเขาแผ่วเบา มุมปากที่ได้รูปสวยงามยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบ คล้ายจะเป็นการเยาะเย้ยตัวเองเสียมากกว่า
“ใช่ค่ะ” ซูฮวาถอนหายใจเบาๆ “ในที่สุดก็ได้เป็นอิสระแล้ว”
ต่อไปนี้จะได้ไม่ต้องทนรำคาญใจกับเรื่องของฉู่สั่วสั่วอีก
ไม่ต้องทนเห็นสีหน้าของกู้เอ้าถิงอีกต่อไป
ความรู้สึกที่ถูกรังเกียจและดูแคลนมันช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน เหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่ข้างหลังตลอดเวลา
ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่กลับรู้สึกเหมือนทำผิดไปเสียทุกอย่าง
กู้เป่ยเสวียนหัวเราะในลำคอ เขาจับมือซ้ายที่บาดเจ็บของเธอขึ้นมาวางบนฝ่ามือของตน แล้วใช้นิ้วค่อยๆ นวดคลึงที่นิ้วกลางและนิ้วนางของเธออย่างแผ่วเบา
ซูฮวาไม่ได้ขยับ ปล่อยให้เขานวดไป
หลังจากนวดอยู่เนิ่นนาน เขาก็เอ่ยขึ้น “ที่จริงผมตั้งใจว่าจะช่วยดูแลเรื่องกายภาพบำบัดให้คุณเป็นการตอบแทน... ตลอดสองปีที่ผ่านมา คุณลำบากเพื่อผมมาตลอด มันมีความหมายกับผมมากนะครับ”
หัวใจของซูฮวาบีบรัดอย่างรุนแรง แต่ใบหน้ากลับยังคงฝืนยิ้ม “คุณให้เงินฉันมาเยอะมากพอเเล้ว เป็นเงินที่คนส่วนใหญ่ทั้งชีวิตก็หาไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องรู้สึกติดค้างอะไรฉันหรอกค่ะ จริงๆ นะ”
กู้เป่ยเสวียนก้มลงมองเธอ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป
เขายกมือขึ้นประคองศีรษะของเธอเข้ามาใกล้จนหน้าผากของทั้งสองแนบชิดกัน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงกระซิบเสียงต่ำ “ไม่อยากเสียคุณไปเลย”