บทที่ 30 ทำให้ตลาดกลับมาเชื่อมั่น?
ภายในคฤหาสน์โบลตันในกรุงเวียนนา บุคคลสำคัญสิบกว่าคนที่แต่งกายภูมิฐานมารวมตัวกัน แม้ว่าพวกเขาจะพยายามควบคุมตัวเองแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถปิดบังกลิ่นอายของเศรษฐีใหม่ได้
ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราคนหนึ่งถามอย่างลังเล “คุณโอเวน พวกนั้นจะทำได้หรือ? ต่อให้เราหาอาวุธมาให้พวกเขา กลุ่มคนที่ไม่มีการจัดตั้งก็ไม่สามารถทำอะไรได้หรอก?”
บรรยากาศในห้องค่อนข้างอึดอัด ชายผู้สง่างามที่นั่งอยู่หัวโต๊ะค่อยๆ ลุกขึ้น ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า
“คุณลอฟ แค่พวกเขาอย่างเดียวแน่นอนว่าไม่ได้! แต่ในเวลานี้ คนที่อยากจะปฏิวัติในออสเตรีย ไม่ได้มีแค่พวกเรา!
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้สร้างความเสียหายให้ออสเตรียมากเพียงใด ทุกคนคงสัมผัสได้แล้วใช่ไหม?
พูดได้เลยว่า แปดในสิบของนายทุนในออสเตรียสูญเสียอย่างหนัก คนหลายแสนคนต้องตกงานเพราะเหตุนี้
รัฐบาลเวียนนาก็ไม่ทำอะไรเลย พวกเราอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป นอกจากปฏิวัติแล้วยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ?”
นี่คือประเด็นสำคัญ ในเวลานี้ นายทุนส่วนใหญ่ถูกบีบให้จนมุมแล้ว เพียงแต่หลายคนยังไม่รู้ตัว
ตอนนี้นายทุนในออสเตรียจำนวนมากมีสินค้าคงคลังอยู่มากมาย หากไม่สามารถขายออกไปได้ในเวลาอันสั้น สายป่านก็จะขาด
ปัญหาตอนนี้คือจะขายของให้ใคร?
ประชาชนทั่วไปไม่มีเงินซื้อ ในเวลานี้ในออสเตรีย คนที่มีกำลังซื้อมีน้อยเกินไป
คนของธนาคารไม่เคยพูดจาดีด้วย ในฐานะแวมไพร์ในขั้นสูงของชนชั้นนายทุน พวกเขามักจะกินคนทั้งเป็นโดยไม่คายกระดูก
หากนายทุนไม่อยากจะล้มละลาย การทำลายระเบียบที่มีอยู่แล้วเฉือนเนื้อขุนนางเพื่อผ่านวิกฤตไปให้ได้ คือทางเลือกเดียว
ผู้ที่เผชิญปัญหานี้เช่นกันก็คือกรรมกรที่ว่างงานจำนวนมาก พวกเขาอาจจะไม่อยากก่อกบฏ แต่ท้องมันไม่เข้าใครออกใคร
เมื่อท้องหิว คนเราก็จะสูญเสียเหตุผล ขอเพียงมีคนปลุกระดมสักหน่อย ก็สามารถเกิดการปฏิวัติขึ้นมาได้ในพริบตา
เมื่อเทียบกับในประวัติศาสตร์ ในยุคนี้ความขัดแย้งทางสังคมของออสเตรียได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพราะทุกคนเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปแล้วไม่สำเร็จจึงก่อการปฏิวัติ แต่เป็นเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องปฏิวัติ
ชายชราวัยประมาณห้าหกสิบปีคนหนึ่งส่ายหน้าแล้วกล่าว “คุณโอเวน เราใช้พวกแรงงานก่อการลุกฮือ หากพวกเขาต้องการสร้างรัฐบาลของชนชั้นกรรมกร แล้วปฏิวัติพวกเราไปด้วยจะทำอย่างไร?”
นี่ก็เป็นปัญหาที่นายทุนทุกคนกังวล ในยุคนี้ความคิดของชนชั้นกรรมกรเริ่มปรากฏขึ้นแล้ว หากปล่อยให้ชนชั้นกรรมกรสร้างรัฐบาลขึ้นมาได้ นั่นก็เท่ากับเป็นการฆ่าพวกเขา
โอเวนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ปัญหานี้ง่ายมาก เพื่อนร่วมอาชีพในฝรั่งเศสได้ช่วยเราแก้ปัญหานี้แล้ว หลังจากปฏิวัติสำเร็จ เราเพียงแค่ชิงอำนาจในทันที ก็จะไม่เกิดปัญหา
ปัจจุบันเวียนนามีกรรมกรเกือบหนึ่งแสนสองหมื่นคน ภายใต้การควบคุมอย่างจงใจของเรา สหภาพแรงงานถูกแบ่งออกเป็นหลายร้อยแห่งตามอุตสาหกรรมและโรงงาน
ขอเพียงไม่ให้พวกเขารวมตัวกันได้ รัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งขึ้นก็ย่อมต้องมีเราเป็นผู้นำ พวกคุณคงไม่คิดว่าในหมู่กรรมกรจะมีใครสามารถจัดตั้งพวกเขาขึ้นมาได้หรอกนะ?”
จัดตั้งขึ้นมา? ในยุคที่การสื่อสารต้องใช้การตะโกน คาดว่าสมาชิของสหภาพแรงงานต่างๆ จะรู้จักกันหรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา
สหภาพแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง ไม่มีอำนาจบังคับสมาชิก และยังไม่รู้ว่ามีสายของนายทุนแฝงตัวอยู่กี่คน
ก่อนการปฏิวัติเดือนตุลาคมในรัสเซีย พลังการต่อสู้ของสหภาพแรงงานมีจำกัดมาก และส่วนใหญ่ยังถูกนายทุนควบคุมอยู่เบื้องหลัง
การจะรวบรวมกรรมกรทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน ขอเพียงพวกเขารีบจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาก่อน ควบคุมอำนาจรัฐไว้ได้ สถานการณ์ก็จะคลี่คลาย
สิ่งนี้สามารถเห็นได้จากการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ในฝรั่งเศส หลังจากชัยชนะของการปฏิวัติ เหล่านายทุนก็ชิงอำนาจ สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การเอาผิดรัฐบาลเก่า แต่เป็นการปราบปรามชนชั้นกรรมกรที่ร่วมปฏิวัติมาด้วยกัน
ในสายตาของนายทุน พวกเขาไม่รู้จักคำว่าคุณธรรมมานานแล้ว
…
ตอนดึก รัฐบาลเวียนนายังสว่างไสวด้วยแสงไฟ นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชกำลังกลุ้มใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน ในเวลานี้ อย่างน้อยต้องมีกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งต้องเสียสละ
จะลงดาบกับนายทุน หรือจะลงดาบกับขุนนาง หรือจะลงดาบกับประชาชนทั่วไป นี่เป็นตัวเลือกที่ยากลำบาก
นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชครองอำนาจทางการเมืองของออสเตรียมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกฎเกณฑ์ผูกมัดไว้ มิฉะนั้นเขาก็คงไม่ต้องปวดหัว
การปฏิวัติในปารีสปะทุขึ้น ออสเตรียก็กำลังมีกระแสใต้น้ำ แต่น่าเสียดายที่แนวคิดของนายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชยังคงหยุดอยู่ที่สิบปีก่อน เขาคิดว่าออสเตรียที่อนุรักษ์นิยมกับฝรั่งเศสที่เปิดกว้างนั้นแตกต่างกัน
นอกจากการเสริมกำลังป้องกันในพื้นที่อิตาลีและกาลิเซียแล้ว เขาไม่คิดว่าเวียนนาจะมีอันตรายอะไร ในสายตาของเขา ต่อให้จะเกิดการปฏิวัติ ก็คงจะเกิดที่อื่นก่อน เช่น ฮังการี
“ท่านนายกรัฐมนตรี จากสถานการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านครั้งนี้จะไม่ยอมอ่อนข้อ พวกเขาเกรงว่าจะยังวางแผนการเดินขบวนครั้งใหญ่อีก!” อาร์ชดยุกหลุยส์กล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง
หากเป็นเพียงการให้นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชลงจากตำแหน่ง เขาจะยกมือสนับสนุนทั้งสองข้าง แต่การจะให้สภาผู้สำเร็จราชการลงจากตำแหน่งไปด้วย แล้วโอนอำนาจให้รัฐสภาหลังการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ นั่นมันเรื่องไร้สาระสิ้นดี
ต่อให้จะเกลียดเมทเทอร์นิชแค่ไหน ในเวลานี้อาร์ชดยุกหลุยส์ก็ต้องยืนอยู่ข้างเขา ชีวิตทางการเมืองของทุกคนผูกติดกันอยู่
นายกรัฐมนตรีเมทเทอร์นิชถอนหายใจ แล้วกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ใช่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าเราจะยอมรับเงื่อนไขของพวกเขาทั้งหมด มิฉะนั้นพวกเขาจะไม่ยอมหยุด ตอนนี้ศัตรูเกรงว่าจะยังคงรวมตัวกันอยู่ พรุ่งนี้ฉันจะต้องเจอกับขบวนประท้วงที่ใหญ่กว่านี้!
เว้นเสียแต่ว่าเราจะลงมือก่อน จับกุมหัวหน้าของเหตุการณ์ครั้งนี้ สั่งให้ทหารเข้าเมือง ปิดกั้นทางแยกต่างๆ ห้ามไม่ให้พวกเขารวมตัวกัน!”
เขาแก่แล้ว ไม่มีบารมีเหมือนสมัยหนุ่มๆ มิฉะนั้นตอนนี้ก็คงไม่ลังเลแล้ว คงจะสั่งจับคนไปนานแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็จับคนก่อนเถอะ ถ้าปล่อยให้พวกเขาวุ่นวายแบบนี้ต่อไป เกรงว่าสถานการณ์หลังจากนี้ เราจะควบคุมไม่อยู่แล้ว!” อาร์ชดยุกหลุยส์กล่าวอย่างไม่ลังเล
ยังไงซะคำสั่งนี้ก็ต้องมาจากนายกรัฐมนตรี หากเกิดเรื่องขึ้นมา คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือเมทเทอร์นิช เขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
เมทเทอร์นิชยิ้มขมขื่นแล้วกล่าว “นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากเศรษฐกิจในประเทศไม่ดีขึ้น เรื่องในวันนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทุกท่าน เลิกทาสติดที่ดินเถอะ ในเวลานี้เราจำเป็นต้องสร้างตลาดขึ้นมา แม้ว่าตลาดนี้จะอยู่แค่ในกระดาษ เราก็ต้องทำให้ตลาดกลับมาเชื่อมั่น!”
แน่นอนว่า ในเวลานี้การประกาศเลิกทาสติดที่ดินทั่วประเทศ สามารถทำให้หลายคนกลับมาเชื่อมั่นได้ เพราะสามารถเพิ่มกำลังซื้อได้ถึงยี่สิบล้านคนในคราวเดียว แม้ว่ากำลังซื้อของพวกเขาจะน้อยมากก็ตาม