บทที่ 39 เพลิงแรก
‘การปฏิเสธสามครั้ง’ ไม่มีในยุโรป ไม่ต้องถึงกับปฏิเสธสามครั้ง แค่ปฏิเสธครั้งเดียวก็จบเห่แล้ว
เมื่อได้อำนาจสำเร็จราชการมาแล้ว ฟรานซ์ย่อมไม่หาเรื่องใส่ตัว ตัดสินใจรับอำนาจในทันที ไม่ให้อาร์ชดยุกหลุยส์มีโอกาสเปลี่ยนใจ
จากนั้นฟรานซ์ก็เปลี่ยนเรื่อง
“ทุกท่าน การกบฏในเวียนนาถูกปราบปรามลงแล้ว แต่พื้นที่อื่นๆ ในออสเตรียเกรงว่าจะวุ่นวายขึ้นมาอีกในไม่ช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการล่มสลายของจักรวรรดิ เราต้องใช้มาตรการที่จริงจังกว่านี้!”
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไป อารมณ์ดีหลังจากรอดพ้นจากภัยพิบัติก็หายไป การล่มสลายของจักรวรรดิ ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้?
ในฐานะขุนนางใหญ่ของออสเตรีย ผลประโยชน์ของพวกเขาผูกติดอยู่กับประเทศนี้ หากจักรวรรดิล่มสลาย ทุกสิ่งที่พวกเขามีอยู่ก็จะหายไปในพริบตา
“ฟรานซ์ เรื่องไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นใช่ไหม?” อาร์ชดยุกจอห์นถามด้วยความเป็นห่วง
“ใช่ ตั้งแต่การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ในปารีสเป็นต้นมา ทั่วยุโรปก็เหมือนกับบ้าคลั่ง รวมถึงหลายพื้นที่ในออสเตรียก็กำลังก่อตัวการปฏิวัติ
ข้าราชการของจักรวรรดิเน่าเฟะไปแล้ว เหมือนกับการกบฏในเวียนนาครั้งนี้ เดิมทีสามารถจัดการได้ด้วยตำรวจ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม ประชาชนออสเตรียนับหมื่นคนต้องเสียชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้ยังรวมถึงขุนนางหลายร้อยคน!
ในเวลานี้ หากเราไม่สามารถใช้มาตรการที่จริงจังกว่านี้ได้ วันนี้ของราชวงศ์ออร์เลอ็องก็คือวันพรุ่งนี้ของเรา หรืออาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า!” ฟรานซ์ข่มขู่
สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้หรือไม่? เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ อย่าคิดว่าเหล่าอาร์ชดยุกเหล่านี้ความสามารถไม่ดี แล้วจะคิดว่าพวกเขาหลอกง่าย นั่นเป็นเรื่องไร้สาระ
ฟรานซ์เสนอสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก่อน เพื่อใช้ประโยชน์จากช่วงที่ทุกคนเพิ่งผ่านการปฏิวัติในเวียนนามา ในเวลานี้สภาพจิตใจยังไม่ฟื้นตัว เมื่อมองปัญหาจึงอดไม่ได้ที่จะมองในแง่ร้าย
ในเวลานี้ ฟรานซ์กล่าวเกินจริง ใช้ความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล สร้างความเข้าใจผิดให้พวกเขาว่า ประชาชนออสเตรียไม่พอใจระบอบการเมืองและการแบ่งปันผลประโยชน์ในปัจจุบัน หากไม่ปฏิรูป พวกเขาก็จะก่อกบฏ ไม่ใช่สิ คือก่อกบฏไปแล้ว
“ฟรานซ์ พอจะบอกสถานการณ์ภายนอกได้หรือไม่?” อาร์ชดยุกหลุยส์ถาม
เห็นได้ชัดว่า เขาก็ถูกข่าวที่ฟรานซ์นำมาทำให้ตกใจ แค่ประชาชนเวียนนาก่อกบฏพวกเขาก็ยังไม่กลัว หากประชาชนที่อื่นก่อกบฏตามไปด้วย นั่นก็น่ากลัวแล้ว
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟรานซ์ก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “อืม หลังจากปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ในปารีส พรรคปฏิวัติในประเทศต่างๆ ในยุโรปต่างก็ได้รับกำลังใจ เมืองใหญ่ๆ ต่างก็มีกระแสใต้น้ำ ข่าวเหล่านี้ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว
หลังจากเกิดการปฏิวัติในเวียนนาในวันที่ 7 มีนาคม กระแสปฏิวัติในออสเตรียก็สูงขึ้น แม้ว่าเราจะปราบปรามการกบฏครั้งนี้ได้สำเร็จ แต่ผู้บงการเบื้องหลังกลับหนีไปได้
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับเราคือการปฏิวัติในเวียนนาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่พรรคปฏิวัติ แต่ยังมีนายทุน ขุนนาง และข้าราชการในรัฐบาลเมืองเข้าร่วมด้วย
หากมองจากชนชั้นทางสังคมแล้ว รวมถึงกรรมกร ชาวนา ชาวเมือง ชนชั้นกลาง ชนชั้นนายทุน และขุนนาง การครอบคลุมนี้กว้างเกินไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ความขัดแย้งภายในของพรรคกบฏรุนแรง การปฏิวัติในเวียนนาครั้งนี้ก็คงจะสำเร็จเช่นกัน!”
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ทุกคนก็ตกตะลึง แม้แต่ขุนนางก็เข้าร่วมการปฏิวัติด้วย นั่นหมายความว่ารัฐบาลเวียนนาในปัจจุบันกำลังสูญเสียรากฐาน
อาร์ชดยุกจอห์นรีบถามว่า “ฟรานซ์ ท่านแน่ใจหรือว่ามีขุนนางเข้าร่วมการกบฏครั้งนี้? เป็นรายบุคคล หรือว่า…”
ฟรานซ์ยิ้มขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ปัจจุบันขุนนางที่ถูกยืนยันว่าเข้าร่วมการกบฏครั้งนี้มีแปดสิบสามคน จำนวนผู้ที่ยังไม่ถูกตรวจพบอาจจะมากกว่านี้
เหตุผลที่พวกเขาเข้าร่วมการกบฏครั้งนี้ง่ายมาก คือไม่พอใจที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยในวิกฤตเศรษฐกิจ หรือพูดอีกอย่างก็คือไม่ได้ทำให้พวกเขาได้กำไรจากการกักตุนสินค้า!”
“เจ้าพวกบัดซบ ไม่รู้หรือว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่? หากจักรวรรดิล่มสลาย พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีต่อไปได้อย่างไร!” อาร์ชดยุกหลุยส์กล่าวอย่างโกรธเคือง
คนอื่นๆ ก็รู้สึกเป็นศัตรูร่วมกัน นี่มันคือการทุบหม้อข้าวตัวเองไม่ใช่หรือ? หากไม่มีจักรวรรดิออสเตรีย ขุนนางอย่างพวกเขาจะมีสถานะอย่างในปัจจุบันได้อย่างไร?
ฟรานซ์อธิบายว่า “ปัญหานี้เกรงว่าจะเกี่ยวข้องกับระบบของเรา ทำให้พวกเขาไม่เกรงกลัวอะไร ยังไงซะต่อให้ล้มเหลว เราก็ไม่สามารถฆ่าพวกเขาทั้งหมดได้
หากสำเร็จ รัฐบาลใหม่ก่อตั้งขึ้น พวกเขาก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลประโยชน์ได้เช่นกัน ส่วนเกียรติยศของขุนนาง หากพวกเขายังให้ความสำคัญอยู่ ก็คงไม่เข้าร่วม!”
ทุกคนไม่พูดอะไรอีก ในเวลานี้ทุกคนก็พบว่า การลงดาบของฟรานซ์ครั้งนี้ เกรงว่าชนชั้นขุนนางจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ เมื่อเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของตนเอง ไม่มีใครอยากจะยอมอ่อนข้อ
คนเดียวที่สีหน้าไม่เปลี่ยนคืออาร์ชดยุกฟรันทซ์ คาร์ล ดูเหมือนว่าตั้งแต่ต้นจนจบท่านก็แค่ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับท่านเลย ในเวลานี้ท่านก็เปิดปากพูดขึ้น
“ฟรานซ์ เจ้าจะทำอย่างไร?”
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่จะแน่ใจในเป้าหมายของฟรานซ์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกมาคัดค้าน
“สำหรับผู้ที่เข้าร่วมการกบฏครั้งนี้ ต้องถูกลงโทษอย่างหนักทุกคน ผู้ที่เป็นหัวหน้าให้ส่งขึ้นตะแลงแกง คนอื่นๆ ให้ตัดสินโทษตามความหนักเบาของความผิด
ให้เพิกถอนบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของขุนนางที่เข้าร่วมการกบฏ ยึดทรัพย์สินทั้งหมด ส่วนมาตรการจัดการอื่นๆ สามารถให้สภาขุนนางตัดสินใจได้!”
ฟรานซ์กล่าวถึงเป้าหมายของตนเองอย่างเด็ดขาด เขากลัวว่าจะมีคนคัดค้าน การกบฏในเวียนนาครั้งนี้ทำให้ขุนนางเสียชีวิตไปสามหลัก หากไม่ลงโทษผู้ก่อกบฏอย่างหนัก ญาติพี่น้องของคนเหล่านี้ก็คงไม่ยอม
สำหรับขุนนางแล้ว การลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่การประหารชีวิต แต่เป็นการเพิกถอนบรรดาศักดิ์และยึดที่ดินศักดินา ซึ่งหมายถึงการสูญเสียเกียรติยศของตระกูลไปในพริบตา
เหล่าอาร์ชดยุกมองหน้ากัน อาร์ชดยุกหลุยส์จึงเป็นคนเปิดปากก่อน “ฟรานซ์ ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จะสามารถคงบรรดาศักดิ์ไว้ได้หรือไม่?”
ฟรานซ์ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “หากครั้งนี้จัดการเบาไป เกรงว่าครั้งหน้าคนที่เข้าร่วมการกบฏจะไม่ใช่แค่เท่านี้
แล้วผู้เสียชีวิตเหล่านั้น เราจะอธิบายอย่างไร? ตามข้อมูลเบื้องต้นที่เราเก็บรวบรวมมา เกรงว่าจะมีตระกูลขุนนางอีกสิบกว่าตระกูลต้องสูญสิ้นทายาท!”
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก สูญสิ้นทายาท นี่คือผลลัพธ์ที่น่ากลัวที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย มีตระกูลขุนนางสูญสิ้นทายาทเพราะเหตุนี้ เรื่องราวก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ
ในสมัยจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หากจักรพรรดิต้องการยึดที่ดินศักดินาของขุนนาง จะถูกคัดค้านจากทุกคน แต่ตอนนี้มาถึงยุคออสเตรียแล้วก็ไม่เหมือนเดิม
ขุนนางใหญ่ในประเทศไม่ได้มีอำนาจมากนัก ไม่ได้มีสถานการณ์ที่เจ้าเมืองหลายแห่งรวมตัวกัน แม้แต่จักรพรรดิก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นฟรานซ์จึงกล้าที่จะทำเช่นนี้
กระทั่งยังอาจจะพาดพิงถึงบางส่วนไปด้วย ขอเพียงมีสมาชิกคนหนึ่งในตระกูลขุนนางเข้าร่วมการกบฏ ก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เพราะเรื่องแบบนี้ไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้
แน่นอนว่า หากฉลาดพอ ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรอดพ้นได้ ขอเพียงพิสูจน์คุณค่าของตนเองได้ก่อนที่จะถูกชำระบัญชีเสร็จสิ้น ฟรานซ์ก็จะเมตตา