บทที่ 111 นโยบายชาติที่ถูกบีบ
ในช่วงเวลาสำคัญของการเจรจาระหว่างอังกฤษและออสเตรีย เจ้าหญิงโซฟีผู้เป็นพระมารดาได้นำข่าวหนึ่งมาแจ้ง ซึ่งดึงดูดความสนใจทั้งหมดของฟรานซ์ไป
จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 จะสละราชสมบัติก่อนกำหนด ให้เขาเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นครองราชย์ล่วงหน้า
ฟ้าดินเป็นพยาน ฟรานซ์กล้าสาบานในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าว่าเรื่องนี้ไม่มีฝีมือของเขาอยู่เบื้องหลัง ในฐานะผู้สืบทอดราชบัลลังก์โดยชอบธรรมของออสเตรีย เขายังไม่ถึงกับต้องรีบร้อนบีบบังคับให้ลุงสละราชสมบัติ
ผู้ที่ตัดสินใจเรื่องนี้อย่างแท้จริงไม่ใช่ตัวจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แต่เป็นการตัดสินใจร่วมกันของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
แม้ว่าออสเตรียจะขึ้นชื่อเรื่องความอนุรักษ์นิยม แต่หลายปีที่ผ่านมา ความอดทนของประชาชนที่มีต่อจักรพรรดิผู้บกพร่องทางสติปัญญาก็ถึงขีดสุดแล้ว การกบฏในเวียนนาก็มีปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย
สำหรับราชวงศ์ฮับส์บูร์กแล้ว นี่คือหายนะ พระเกียรติยศขององค์ประมุขถูกเหยียบย่ำ มีเรื่องน่าหัวเราะเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จะเป็นการสั่นคลอนสถานะของราชวงศ์
ในเวลานี้ ฟรานซ์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะผู้สำเร็จราชการ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็สามารถควบคุมอำนาจและปราบปรามการกบฏภายในประเทศได้ ซึ่งทำให้หลายคนมองเห็นความหวัง
สถานะของจักรวรรดิออสเตรียกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง สมาชิราชวงศ์ต่างก็เห็นตำตาและร้อนใจ แต่เหล่าอาร์ชดยุกก็ทำได้เพียงหมดหนทาง ไม่มีใครมีความสามารถที่จะพลิกสถานการณ์ได้
การแสดงออกที่โดดเดเด่นของฟรานซ์ทำให้พวกเขาตาเป็นประกาย ราวกับว่าราชวงศ์ฮับส์บูร์กกำลังจะต้อนรับประมุขแห่งการฟื้นฟู
หลังจากนั้นทุกคนก็แอบปรึกษาหารือกัน รู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยให้จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 สร้างความอับอายบนบัลลังก์ต่อไปได้อีกแล้ว ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ราชวงศ์ฮับส์บูร์กกลายเป็นตัวตลกของแวดวงขุนนาง
เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว พวกเขาจึงตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ให้จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 สละราชสมบัติก่อนกำหนด แล้วให้ฟรานซ์ผู้มีความสามารถขึ้นครองราชย์แทน เพื่อฟื้นฟูเกียรติยศของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
เมื่อตัดสินใจแล้ว ทุกคนก็ผลัดกันเกลี้ยกล่อมให้จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 สละราชสมบัติ ไม่สิ ควรจะเป็นการเกลี้ยกล่อมจักรพรรดินีมาเรีย อันนา ให้ทรงยินยอมให้จักรพรรดิสละราชสมบัติ
จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 ทรงมีสติบ้างเลอะเลือนบ้าง อาจจะเพิ่งรับปากไป แต่ไม่นานก็ลืมเสียแล้ว สิ่งที่พระองค์ทรงจดจำได้ดีที่สุดคือรับสั่งต่อพ่อครัว ‘ฉันคือจักรพรรดิ ฉันจะกินเกี๊ยว’
เวลาที่มีสติ พระองค์ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนปกติมากนัก เพียงแต่การตอบสนองจะช้าไปหน่อย สติปัญญาจะต่ำกว่าคนปกติเล็กน้อย แต่เมื่ออาการกำเริบก็จะไม่รู้อะไรเลย
ที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์มีอาการกำเริบวันละหลายครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่จะมีสติ เมื่อไหร่จะมีอาการ การให้พระองค์ตัดสินใจนั้นไม่น่าเชื่อถือเกินไป ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจช่วยพระองค์ตัดสินใจ
เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องน่าหัวเราะ ทุกคนจึงต้องเกลี้ยกล่อมจักรพรรดินีมาเรีย อันนา ตราบใดที่นางไม่คัดค้าน ความเห็นของจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 ก็สามารถมองข้ามไปได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จักรพรรดินีมาเรีย อันนา ไม่เคยเป็นผู้ที่กระหายในอำนาจ เนื่องจากพระสวามีไม่สามารถกุมอำนาจได้ ราชสำนักเวียนนาจึงเป็นเหมือนกรงขังสำหรับนาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปฏิวัติครั้งใหญ่ในเวียนนา ยิ่งทำให้นางหวาดกลัว เกรงว่าจะต้องเดินตามรอยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
ทุกคนบรรลุข้อตกลงกันอย่างมีความสุข ให้จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 สละราชสมบัติโดยเร็วที่สุด แล้วให้ฟรานซ์ขึ้นมาเก็บกวาดความวุ่นวาย
ถูกต้อง ในสายตาของหลายคน จักรวรรดิออสเตรียคือความวุ่นวาย แม้ว่าการกบฏจะถูกปราบปรามไปแล้ว แต่ปัญหาภายในประเทศยังคงรุนแรงอยู่
หลายคนมองว่า สาเหตุหลักประการหนึ่งของการกบฏที่ลุกลามไปทั่วประเทศในครั้งนี้คือพระเกียรติยศขององค์ประมุขได้รับความเสียหาย จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 ไม่สามารถได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกชนชาติของออสเตรียได้อีกต่อไปแล้ว
การขึ้นครองราชย์ก่อนกำหนด ฟรานซ์ไม่ได้คัดค้าน หากชื่อไม่ถูกต้อง คำพูดก็ไม่มีน้ำหนัก หลายสิ่งหลายอย่างให้จักรพรรดิทำ ย่อมง่ายกว่าให้รัชทายาททำมากนัก
อาจจะเป็นเพราะทนไม่ไหวแล้ว ทุกคนจึงเลือกที่จะตัดไฟแต่ต้นลม เวลาสละราชสมบัติของจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 จึงถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเวลาขึ้นครองราชย์ของฟรานซ์ก็ถูกกำหนดขึ้นเช่นกัน โดยทั้งหมดจะมีขึ้นในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1848
ตอนนี้ก็ปลายเดือนมิถุนายนแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนกว่าๆ ฟรานซ์จึงต้องจัดการเรื่องภายในประเทศให้เรียบร้อย เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเรื่องน่าหัวเราะเกิดขึ้นในพิธีราชาภิเษกของตนเอง
…
ผลการเจรจาระหว่างอังกฤษและออสเตรียในครั้งนี้ โดยรวมแล้วฟรานซ์พึงพอใจ ไม่เพียงแต่รีดไถเงินจากราชอาณาจักรซาร์ดิเนียได้ก้อนหนึ่ง ยังได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษในปัญหาคาบสมุทรบอลข่านของออสเตรีย และยังได้ตั๋วเข้าสู่การล่าอาณานิคมในต่างแดนอีกด้วย
สิ่งเดียวที่น่าปวดหัวคือจุดยืนของอังกฤษในปัญหาเยอรมัน เช่นเดียวกับมหาอำนาจอื่นๆ ทุกคนต่างคัดค้านการขยายอำนาจของออสเตรียในภูมิภาคเยอรมัน
แตกต่างจากราชอาณาจักรปรัสเซีย ออสเตรียมีอิทธิพลในภูมิภาคเยอรมันมากเกินไป ชื่อเสียงของราชวงศ์ฮับส์บูร์กนั้นโด่งดังเกินไป หากรวมชาติเยอรมันได้สำเร็จ ผลกระทบที่ตามมาจะยิ่งใหญ่กว่ามาก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ล้วนเคยเป็นดินแดนเก่าของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก แนวคิดการรวมชาติเยอรมันที่แพร่หลายในภูมิภาคเยอรมัน ก็มีอยู่ภายในประเทศเหล่านี้เช่นกัน
ใครจะรู้ว่าออสเตรียจะสามารถรวบรวมพวกเขาเข้าไว้ด้วยกันได้หรือไม่? ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ ทุกคนก็ไม่ต้องการที่จะเสี่ยง
อิทธิพลของราชวงศ์ฮับส์บูร์กทำให้ทุกคนหวาดกลัวอย่างยิ่ง หากออสเตรียเตรียมที่จะรวมชาติเยอรมัน ก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกับนโปเลียน
กระทั่งยังไม่ทันที่จะรวมชาติเยอรมันได้สำเร็จ กองทัพแทรกแซงของนานาชาติก็คงจะออกเดินทางแล้ว ข้อสรุปนี้ทำให้ทุกคนเจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สนับสนุนเยอรมนี
ไม่มีทางเลือก ออสเตรียที่มีชนชาติหลักเพียงแปดล้านคนคือพันธมิตรที่ดีที่สุดของทุกคน แต่ออสเตรียที่มีประชากรหลักสี่สิบถึงห้าสิบล้านคนนั้นคือฝันร้ายของยุโรป
ออสเตรียหลังจากรวมชาติเยอรมันแล้ว จำนวนประชากรจะมากกว่ารัสเซีย อุตสาหกรรมจะแซงหน้าฝรั่งเศส กลายเป็นมหาอำนาจแห่งยุโรปกลางอย่างสมบูรณ์
ชาวอังกฤษมองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน ดังนั้นพวกเขาจึงยุยงให้ออสเตรียขยายอำนาจไปยังคาบสมุทรบอลข่าน ตราบใดที่ชนชาติหลักไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาด ความขัดแย้งภายในก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ออสเตรียที่มีความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง ย่อมไม่สามารถคุกคามความเป็นใหญ่ของจักรวรรดิอังกฤษได้ ทุกคนก็ยังสามารถเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้
ฟรานซ์ปลอบโยนว่า “จุดยืนของอังกฤษนั้นอยู่ในความคาดหมายของเราอยู่แล้ว ตอนนี้คนที่ต้องปวดหัวไม่ใช่เรา ราชอาณาจักรปรัสเซียก็ต้องการที่จะรวมชาติเยอรมันเช่นกัน ทางเลือกของพวกเขายิ่งน้อยกว่า”
“เมื่อไม่สามารถขยายอำนาจไปยังภูมิภาคเยอรมันได้ เราก็สามารถไปที่คาบสมุทรบอลข่านได้ ยังสามารถไปเปิดอาณานิคมได้ ก้าวเดินของออสเตรียจะไม่หยุดลง”
นี่ก็เป็นการปลอบใจตนเอง ปรัสเซียเป็นเพียงข้ออ้าง ในยุคนี้ราชอาณาจักรปรัสเซียยังไม่มีศักยภาพที่จะรวมชาติเยอรมันได้
ออสเตรียเองมีศักยภาพที่จะรวมชาติเยอรมันได้ แต่สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศไม่อนุญาต
อังกฤษซึ่งน่าจะอยู่นอกวงมากที่สุด ยังคัดค้านการรวมชาติเยอรมันอย่างรุนแรง ไม่ต้องพูดถึงรัสเซียที่อยู่ข้างๆ ใต้เตียงนอนจะยอมให้คนอื่นมานอนกรนได้อย่างไร?
เมื่อไม่สามารถผนวกภูมิภาคเยอรมันได้ ออสเตรียก็ทำได้เพียงแก้ไขความขัดแย้งทางเชื้อชาติภายในประเทศก่อน แล้วค่อยๆ ทำนาสะสมกำลังอย่างช้าๆ
การขยายอำนาจที่ว่านั้นเป็นเพียงการเก็บเศษอาหารที่เหลือ ในคาบสมุทรบอลข่านก็ต้องยอมอ่อนข้อให้รัสเซีย การเปิดอาณานิคมในต่างแดนก็ต้องประนีประนอมกับอังกฤษและฝรั่งเศส
เฟลิกซ์เสนอว่า “ในเมื่ออังกฤษคัดค้านการรวมชาติเยอรมัน เช่นนั้นแล้วเราก็ถอยมาหนึ่งก้าว แบ่งภูมิภาคเยอรมันกับราชอาณาจักรปรัสเซียเป็นอย่างไร?”
“หากสามารถผนวกเยอรมนีตอนใต้ได้ ต่อให้เราต้องจ่ายราคาไปบ้างก็ยังได้ อย่างมากก็แค่สละภูมิภาคอิตาลี เพื่อแลกกับการสนับสนุนของอังกฤษและฝรั่งเศส ยกดินแดนโปแลนด์ของออสเตรียให้รัสเซีย เพื่อแลกกับความเข้าใจของพวกเขา”
เมทเทอร์นิชถอนหายใจแล้วพูดว่า “มันไม่ง่ายขนาดนั้น รัฐต่างๆ ในเยอรมนีตอนใต้ล้วนเป็นพันธมิตรของเรา เราจะขยายอำนาจได้อย่างไร?”
“หากลงมือกับพันธมิตร เรายังจะต้องการชื่อเสียงอีกหรือไม่? ในการทูตในอนาคต ใครจะกล้าเป็นพันธมิตรกับเราอีก?”
ถ้ารู้ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะกลายเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ตอนที่สร้างระบบเวียนนา เขาก็คงจะส่งราชวงศ์วิทเทิลส์บัคไปยังภูมิภาคอิตาลี แล้วออสเตรียก็จะผนวกราชอาณาจักรบาวาเรียโดยตรง
น่าเสียดายที่ประวัติศาสตร์ไม่มีคำว่าถ้า เพื่อป้องกันฝรั่งเศส ออสเตรียจึงได้สนับสนุนราชอาณาจักรบาวาเรียซึ่งเป็นพันธมิตรเป็นรัฐกันชน แต่ตอนนี้พันธมิตรรายนี้กลับขวางเส้นทางการขยายอำนาจของออสเตรีย
ก่อนที่ลัทธิชาตินิยมจะเฟื่องฟู ทุกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับชนชาติหลัก แต่หลังจากผ่านการปฏิวัติครั้งใหญ่ ทุกคนก็เข้าใจถึงจุดอ่อนของประเทศที่มีหลายเชื้อชาติ
ชาวฮังการีต้องการเอกราช ชาวอิตาลีต้องการเอกราช ชาวโปแลนด์ต้องการเอกราช ชาวเช็กต้องการปกครองตนเอง
โชคดีที่ลัทธิชาตินิยมยังไม่แทรกซึมไปทั่วทั้งสังคม ผู้ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องเอกราชเป็นเพียงนายทุนและขุนนางบางส่วน ออสเตรียจึงสามารถปราบปรามพวกเขาได้
ทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีตอนใต้ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่คือประชากร 15 ล้านคน
หากผนวกรัฐต่างๆ ในเยอรมนีตอนใต้ที่มีศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมเดียวกัน ชนชาติหลักของออสเตรียก็จะเกินครึ่งหนึ่งในทันที วิกฤตการแบ่งแยกดินแดนก็จะลดลงถึงระดับต่ำสุด
ฟรานซ์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ทุกคนอย่ามัวแต่คิดเรื่องขยายอำนาจ เพื่อแก้ไขปัญหาเชื้อชาติ เรายังสามารถหาวิธีภายในได้”
“ทั่วทั้งจักรวรรดิออสเตรียมีคนไม่รู้หนังสือถึง 20 ล้านคน ในจำนวนนี้มีกี่คนที่รู้ว่าตนเองเป็นชนชาติอะไร?”
“ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำตำราเรียนขึ้นมาชุดหนึ่ง เชื่อมโยงชนชาติต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคเข้าด้วยกัน ค้นหารากเหง้าของพวกเขาที่เป็นชนชาติเยอรมัน”
“หากไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้จริงๆ ก็ให้ใช้เรื่องการผสมผสานทางเชื้อชาติ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของพวกเขา จะไม่เกี่ยวข้องกับชนชาติเยอรมันเลย?”
“ตราบใดที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นชนชาติอะไร ก็บอกพวกเขาไปว่าเป็นชาวเยอรมัน”
“สำหรับชนกลุ่มน้อยที่มีมรดกทางวัฒนธรรม ก็ให้โฆษณาระบบออสเตรียให้พวกเขาฟัง เน้นย้ำว่าในทางสายเลือดแล้วทุกคนเป็นลูกครึ่ง มีสายเลือดหลายเชื้อชาติ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงสายเลือดเยอรมันด้วย หากไม่เชื่อก็ให้กลับบ้านไปค้นหาประวัติครอบครัวเอาเอง”
“หลังจากผสมผสานทางเชื้อชาติมานานหลายปี ฉันไม่เชื่อว่ายังมีชนชาติเลือดบริสุทธิ์เหลืออยู่อีกเท่าไหร่?”
“จัดการเรื่องความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเผยแพร่ภาษาเยอรมันไปทั่วประเทศ ไม่สิ คือเผยแพร่ภาษาออสเตรีย เพื่อค่อยๆ แทนที่ภาษาถิ่น”
ฟรานซ์เตรียมที่จะทำตัวไร้ยางอาย แล้ว ชนชาติหลักไม่พอ ก็สร้างขึ้นมาเองสิ
ไม่ว่าจะเป็นชาวเยอรมันจริงๆ หรือไม่ ก็ลองหลอกล่อดูก่อน ตราบใดที่พวกเขาคิดว่าเป็นก็พอแล้ว
หลอกล่อได้หนึ่งคนก็นับหนึ่งคน ตราบใดที่ข้าราชการพยายามอีกหน่อย ไม่นานชนชาติเยอรมันก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในประวัติศาสตร์ ราชอาณาจักรปรัสเซียก็ได้ทำการแผลงเป็นเยอรมันเช่นกัน ชนชาติเยอรมันของพวกเขาเองก็ไม่ได้มีอำนาจนำเช่นกัน แต่ก็อาศัยการผสมผสานทางภาษาและตัวอักษรจนสามารถยึดครองอำนาจนำได้