พวกเขาคงไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นหรอกนะ
ประมาณบ่ายสี่โมง หลินเจียง ก็แต่งตัวและออกจากบ้าน
พร้อมกันนั้น เขาก็ส่งข้อความไปหา สวีหลิน
หลินเจียง: ตอนนี้ผมออกมาแล้วนะครับ รับเด็กกลับไปแล้วจะให้ไปส่งที่ไหนครับ? ที่บ้านเลยไหม?
สวีหลิน: อื้ม ให้เขาอยู่บ้านคนเดียวได้ ไม่มีปัญหาหรอกจ้ะ ขอบคุณมากนะ
หลินเจียง: เรื่องเล็กน้อยครับ ไม่ต้องใส่ใจ
หลังจากคุยกันเล็กน้อย หลินเจียง ก็ขับรถตู้คันเล็กๆ ที่ปกติใช้สำหรับส่งของ มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนประถมหวยเหอแห่งที่สอง
เวลายังเหลือเฟือ ตอนที่เขามาถึง ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบกว่านาทีโรงเรียนถึงจะเลิก
ถนนสี่เลนหน้าโรงเรียน มีสองเลนที่ถูกรถยนต์ส่วนตัวของผู้ปกครองที่มารับลูกจอดขวางอยู่ ตำรวจจราจรเองก็ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ไม่ได้เข้มงวดอะไรมากนัก
สิ่งที่ทำให้ หลินเจียง คาดไม่ถึงคือ รถที่จอดอยู่หน้าประตูหลายคันเป็นรถราคาหลักสามแสนหยวนขึ้นไปทั้งนั้น แถมยังมีรถ Maybach GLS จอดอยู่อีกคันหนึ่งด้วย
โคตรสวยเลยว่ะ…
หลินเจียง ขับรถไปอีกหลายสิบเมตรถึงจะหาที่จอดได้ จากนั้นก็เดินช้าๆ ไปที่หน้าประตูโรงเรียน
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เสียงออดเลิกเรียนก็ดังขึ้น
จากนั้นไม่นานก็เห็นคุณครูประจำชั้นพานักเรียนในชั้นของตัวเองออกมา
นักเรียนที่ยืนอยู่หัวแถวจะถือป้ายเล็กๆ ที่เขียนชื่อชั้นเรียนของตัวเองไว้ เพื่อให้ผู้ปกครองหาลูกหลานของตนเองได้สะดวก
ด้วยความสูง 185 เซนติเมตร ทำให้ หลินเจียง ไม่ต้องเขย่งเท้าก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ในโรงเรียนท่ามกลางฝูงชนที่มืดฟ้ามัวดินได้ เขามองหาแถวของชั้น ป.2/3 เจอในเวลาไม่นาน
เด็กๆ สวมชุดนักเรียนและสะพายกระเป๋าเหมือนกัน เดินเรียงแถวออกมาอย่างเป็นระเบียบ
หลินเจียง หยิบมือถือขึ้นมา เทียบกับรูปภาพอีกครั้ง และในไม่ช้าเขาก็เจอลูกชายของ สวีหลิน จ้าว เหวินเซวียน ในฝูงชน
จ้าว เหวินเซวียน ที่อยู่ในแถว สวมผ้าพันคอสีแดง กำลังมองไปรอบๆ เช่นกัน
หลินเจียง รู้ว่าเด็กน้อยกำลังมองหาเขาอยู่
แต่ความสนใจของ หลินเจียง กลับถูกดึงดูดโดยคุณครูที่อยู่ข้างๆ เขา
คุณครูสาวคนนี้ไม่เตี้ยเลย น่าจะสูงราวๆ 170 เซนติเมตร
เธอสวมกระโปรงทรงสอบสีเทาที่ยาวคลุมถึงกลางน่อง ท่อนบนเป็นเสื้อยืดคอกลมสีดำ บนสันจมูกโด่งสวยของเธอมีแว่นตาไร้กรอบประดับอยู่ ดูสง่างามและเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง
มีคนบอกว่าผู้หญิงลุคเด็กเรียนที่ใส่แว่นแบบนี้ ตัวจริงมักจะตรงกันข้ามสุดขั้ว ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
ในไม่ช้า แถวก็มาถึงหน้าประตู ผู้ปกครองที่รออยู่ก็เจอลูกของตัวเอง
คุณครูสาวพา จ้าว เหวินเซวียน มาถึงหน้าประตูโรงเรียน หลินเจียง จึงเดินเข้าไปหา
“สวัสดีครับคุณครู ผมเป็นเพื่อนบ้านของจ้าว เหวินเซวียน วันนี้คุณแม่ของเขามีธุระ ผมเลยมารับเขากลับบ้านครับ”
คุณครูสาวเหลือบมอง หลินเจียง ในดวงตาของเธอราวกับมีธารน้ำใสไหลผ่าน
“บอกชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่คุณแม่ของเด็กให้ไว้ด้วยค่ะ” คุณครูสาวดันขาแว่นด้านขวาเพื่อจัดแว่นให้เข้าที่
“ผมชื่อ หลินเจียง ครับ เบอร์โทรศัพท์ของคุณแม่เขาคือ…”
“ไม่ใช่เบอร์ของคุณแม่น้องเซวียนค่ะ บอกเบอร์ของคุณมาค่ะ เมื่อกี้คุณแม่ของน้องโทรมาหาครูแล้ว ให้เบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะมารับไว้แล้ว”
“1524504****”
หลินเจียง บอกเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองออกไป โรงเรียนสมัยนี้เรื่องความปลอดภัยนี่สุดยอดจริงๆ
สมัยที่เขาเรียนหนังสือ แค่หมาเดินมาตัวหนึ่งก็รับคนกลับบ้านได้แล้ว
“รบกวนขอดูบัตรประชาชนด้วยค่ะ”
“ได้ครับ”
หลินเจียง ยื่นบัตรประชาชนของเขาให้ คุณครูสาวดูแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้ จากนั้นก็หันไปมอง จ้าว เหวินเซวียน
“น้องเซวียน หนูรู้จักคุณอาคนนี้ไหมคะ?”
“คุณครูฉีฉีครับ ผมรู้จักคุณอาครับ เขาเป็นเพื่อนบ้านของพวกเรา เรายังเคยต่อของเล่นด้วยกันเลยครับ”
“งั้นก็ดีแล้ว กลับบ้านกับคุณอานะคะ บ๊ายบายนะน้องเซวียน”
“บ๊ายบายครับคุณครูฉีฉี”
หลินเจียง จูงมือ จ้าว เหวินเซวียน เดินไปทางที่จอดรถ
เจียง เสี่ยวฉี หรือคุณครูฉีฉี ยังไม่จากไปในทันที เธอยืนอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของทั้งสองคนไป
ผู้ชายคนนี้มีความสัมพันธ์อะไรกับคุณแม่ของน้องเซวียนกันนะ?
ถึงได้วางใจให้เขามารับลูกได้?
เจียง เสี่ยวฉี ส่ายหัว นี่มันเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวกับเธอ ขอแค่เด็กปลอดภัยก็พอแล้ว
ทันใดนั้น ในหัวของ เจียง เสี่ยวฉี ก็เกิดความคิดประหลาดขึ้นมา
ตอนประชุมผู้ปกครองครั้งก่อน เธอเคยคุยกับคุณแม่ของน้องเซวียน เขาบอกว่าพ่อของเด็กเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยๆ ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน
แล้วคุณแม่ของน้องเซวียนก็สวยขนาดนั้น... หรือว่าสองคนนั้นจะมีความสัมพันธ์แบบนั้นกันนะ...
ผู้ชายหล่อๆ แบบนี้ น่าเสียดายจัง!
………
ในไม่ช้า ทั้งสองคนก็กลับมาถึงรถ หลินเจียง คาดเข็มขัดนิรภัย แล้วถ่ายวิดีโอจ้าว เหวินเซวียน ส่งไปให้ สวีหลิน
หลินเจียง: ลูกคุณอยู่ในมือผมแล้ว จ่ายเงินมาแล้วจะปล่อยตัว
สวีหลิน: ฮ่าๆๆ ไม่มีปัญหาคะ ขอบคุณมากนะ
หลินเจียง ไม่ได้ตอบกลับ ขับรถกลับบ้าน แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น
หลินเจียง เดาว่า คงต้องรอให้ส่งเด็กกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยก่อน ภารกิจถึงจะถือว่าสำเร็จ
“ตอนนี้เธออยู่ ป.2 แล้ว คุณครูให้การบ้านเยอะไหม?”
“แน่นอนสิครับ กลับถึงบ้านปุ๊บ แม่ก็ให้ผมทำการบ้านเลย น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว”
“สมัยนี้การแข่งขันมันสูง แม่เธอก็ทำไปเพื่อตัวเธอเองนั่นแหละ”
จริงๆ แล้ว หลินเจียง อยากจะพูดว่า ช่างหัวการบ้านมันปะไร จะไปสนุกเท่าเล่นเกม Honor of Kings ได้ยังไง
แต่นี่เป็นลูกคนอื่น พูดจาก็ต้องระวังหน่อย
“เฮ้อ อย่าให้พูดเลยครับ” จ้าว เหวินเซวียน ส่ายหัวไปมา พูดจาเป็นตุเป็นตะ “ปวดเอว ปวดหลัง ความดันสูง ทุกเดือนจะมีอยู่สามสิบกว่าวันที่ไม่อยากทำการบ้าน”
เจ้าหนูรุ่นพี่เอ๊ย(1) นี่มันอาการของโรคไตอ่อนแอ ไม่ใช่ความดันสูงนะ
ยี่สิบกว่านาทีต่อมา หลินเจียง ก็จอดรถไว้ริมถนนหน้าหมู่บ้าน
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะช่วยใครก็ช่วยให้สุด ส่งพระก็ต้องส่งให้ถึงสวรรค์(2)
เมื่อถึงหน้าหมู่บ้าน หลินเจียง ไม่ได้กลับบ้านทันที แต่หาร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง สั่งกับข้าวสองสามอย่าง แล้วพา จ้าว เหวินเซวียน ไปจัดการมื้อเย็นให้เรียบร้อย เพราะตัวเขาเองก็หิวแล้วเหมือนกัน
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว ทั้งสองก็กลับบ้าน
จ้าว เหวินเซวียน ใช้ลายนิ้วมือปลดล็อกประตูอย่างคล่องแคล่ว หลังจากเปิดประตูแล้ว ก็ยังไม่ลืมที่จะขอบคุณ หลินเจียง
“ขอบคุณที่มาส่งผมกลับบ้านนะครับ แม่ผมขายยาจีน แล้วก็ยังแมะเป็นด้วยนะ ถ้าอาป่วยก็ไปหาแม่ผมได้”
โอ้โฮ
อายุแค่นี้ แต่รู้จักธรรมเนียมสังคมดีเหมือนกันนะ
แต่มันก็ตรงกับภาพลักษณ์ของเขาในใจ หลินเจียง ดี คือมีความคิดที่โตเกินวัย
“อายังหนุ่มอยู่เลย คงไม่ต้องให้แม่เธอรักษาหรอก”
“แบบนั้นก็ไม่ได้นะ ผู้ชายเราต้องบำรุง”
จ้าว เหวินเซวียน พูดจาฉะฉาน มีมาดเหมือนพี่ใหญ่ในยุทธภพ
มิน่าล่ะ สมัยนี้ถึงเรียกเด็กวัยนี้ว่า ‘เสี่ยวไหเกอ’ (เจ้าหนูรุ่นพี่) ดูเหมือนจะมีเหตุผลของมันจริงๆ
“เดี๋ยวรอแม่ผมกลับมา จะให้แม่เอาของบำรุงไปให้อานะ”
“ได้เลย งั้นก็ขอบใจนะ” หลินเจียง พูดอย่างจนปัญญา
“เรื่องเล็กน้อยเอง อาไม่ต้องเกรงใจไป”
จ้าว เหวินเซวียน กลับเข้าบ้านไปอย่างมาดมั่น หลินเจียง ก็หยิบกุญแจออกมา เปิดประตูเข้าบ้านตัวเอง
และในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น
[ภารกิจสำเร็จ (เรื่องในใจของ สวีหลิน): ป้ายประเมิน (จำกัดเวลา 7 วัน), การ์ดลมหายใจ x1, ค่าประสบการณ์ 30 แต้ม]
หลินเจียง ลองสัมผัสความรู้สึกของร่างกายดู แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นั่นหมายความว่า ความสามารถของป้ายประเมินนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับตัวเขาเลย
นี่มันรังแกผู้เล่นสายฟรีกันชัดๆ!
ช่างมันเถอะ ฉันยังมีการ์ดลมหายใจ
[ใช้การ์ดลมหายใจสำเร็จ: 23:59:59...]
………
(1)[เสี่ยวไหเกอ (小孩哥) – เป็นคำสแลงในอินเทอร์เน็ตจีน ‘เจ้าหนูรุ่นพี่’ ใช้เรียกเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่มีท่าทางหรือคำพูดคำจาที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว]
(2)[จะช่วยใครก็ช่วยให้สุด ส่งพระก็ต้องส่งให้ถึงสวรรค์ (帮人帮到底,送佛送到西) – เป็นสำนวนจีนที่หมายถึง เมื่อจะช่วยเหลือใครก็ควรจะช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง ทำให้สำเร็จลุล่วงไปจนจบสิ้น]