ในวินาทีนี้ วิญญาณของเฉิน เป่ยซาน, หลี่ ฉีเย่ และซากาโมโต้ได้เข้าสิงร่าง

“ไม่จริงน่า รายได้ปีละ 2 ล้านกว่า ยังจะบอกว่าแค่พอประทังชีวิตอีกเหรอ คุณนี่มัน ‘แวร์ซาย’(1) เกินไปแล้วนะ”

“หลักๆ คือพวกเราค่าใช้จ่ายก็สูง เขาเพิ่งจะซื้อ G-Class มาเมื่อสองสามวันก่อน รวมทั้งหมดก็ 2 ล้านกว่า เงินเก็บก็หมดเกลี้ยงเลย”

“หรือว่านี่พวกเธอซื้อเงินสดเหรอ?”

“แน่นอนสิ ผ่อนมันไม่คุ้ม ดอกเบี้ยก็ไม่น้อยเลย พอดีก็จ่ายไหว ก็เลยไม่มีความจำเป็นต้องผ่อน”

“ที่เธอพูดนะถูกต้องแล้ว ถ้าจ่ายสดได้ไหวก็อย่าไปผ่อนเลย”

ในตอนนั้นเอง แฟนหนุ่มของ จาง เสวี่ยอิ๋ง สวีฉือ ก็ยกผลไม้มาวางบนโต๊ะอาหาร

“ของครบแล้ว ตอนนี้ทานข้าวได้แล้ว”

“เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องเขาแล้ว มาๆ เราไปทานข้าวกันเถอะ หิวกันแล้วใช่ไหม”

จาง เสวี่ยอิ๋ง เชิญทุกคนมาที่โต๊ะอาหาร นั่งลงทีละคน

“เมื่อกี้เอาแต่พูดเรื่องฉัน จนลืมเรื่องของ จืออี้ ไปเลย” จาง เสวี่ยอิ๋ง พูดขึ้นมา “พวกเธอสองคนรู้จักกันเมื่อไหร่? แฟนเธอทำงานอะไรเหรอ?”

“เรื่องนี้...”

หลี่ จืออี้ ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะตอบอย่างไร ถ้าบอกว่าเพิ่งจะรู้จักกันไม่กี่วัน ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไร ไม่ใช่ว่าดูไม่ค่อยรอบคอบไปหน่อยเหรอ?

“ก็รู้จักกันมาสักพักแล้วครับ” หลินเจียง พูดขึ้นเสียงเบา

ในวินาทีนี้ วิญญาณของ เฉิน เป่ยซาน, หลี่ ฉีเย่ และซากาโมโต้ได้เข้าสิงร่าง(2) ตัวข้าก็ไม่ใช่คนที่ต่อสู้เพียงลำพังแล้ว

“แล้วคุณทำงานอะไรเหรอคะ?”

“ทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ นะครับ”

เมื่อได้ยินคำว่าธุรกิจเล็กๆ สามคำ บนใบหน้าของ จาง เสวี่ยอิ๋ง ก็เผยแววพิจารณาเล็กน้อย

สถานที่อย่างจงไห่ ไม่เหมือนกับเมืองอื่น

ต่อให้เป็นธุรกิจเล็กๆ ก็สามารถทำเงินได้มากมาย เผื่อว่าทำเงินได้เยอะกว่าแฟนตัวเอง เรื่องนี้ก็จะไม่สนุกแล้ว

“ธุรกิจเล็กๆ ก็มีหลายอย่างนะคะ โดยเฉพาะแล้วทำอะไรเหรอคะ?”

“ร้านบะหมี่ครับ”

“นั่นก็ดีมากเลยนะคะ ธุรกิจแบบนี้มั่นคง ลมพัดหญ้าไหว(3)ในเชิงการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ก็กระทบต่อพวกคุณไม่ได้ ไม่เหมือนวงการไลฟ์สด ที่การกำกับดูแลเข้มงวดขึ้นหน่อยก็ต้องปรับปรุง พวกเราทุกวันก็ใจหายใจคว่ำตลอด” จาง เสวี่ยอิ๋ง พูด

“ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป จะพูดง่ายๆ ว่าใครดีใครแย่ไม่ได้หรอก” หลี่ จืออี้ เอ่ยขึ้นมาอย่างเกรงใจกันไปมา ดูเหมือนเธอจะดูออกถึงเจตนาอวดของ จาง เสวี่ยอิ๋ง แล้ว

“เทียบกับคุณไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราก็แค่ความเจริญจอมปลอม ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้มาเช่าบ้านอยู่ที่นี่กัน”

“เช่าบ้านที่นี่แล้วยังไม่ดีอีกเหรอ? นี่มันเซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์นะ บ้านที่หรูที่สุดในจงไห่แล้ว” หวังลู่ พูดอย่างอิจฉา “บ้านเก่าๆ เล็กๆ ที่พวกเราเช่าอยู่ เทียบกับที่นี่แล้วห่างไกลกันลิบลับเลย”

“หืม?”

จาง เสวี่ยอิ๋ง พลันมอง หลินเจียง กับหลี่ จืออี้ อย่างประหลาดใจเล็กน้อย “พวกเธอสองคนยังไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ?”

“นี่...”

คำถามแบบนี้ หลี่ จืออี้ ไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ หวังลู่ กลับแย่งตอบเสียก่อน

“จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ จืออี้ ไม่เหมือนกับพวกเรานะ ขี้อายจะตาย พวกเขาสองคนน่าจะรู้จักกันได้ไม่นาน จะไปอยู่ด้วยกันเร็วขนาดนั้นได้ยังไง”

“ถึงจะพูดแบบนั้นก็ถูก แต่ฉันว่าคุณทำหน้าที่ได้ไม่ผ่านนะ” จาง เสวี่ยอิ๋ง มอง หลินเจียง เขาก็ยิ้มพลางพูดว่า

“ไม่ผ่านตรงไหนครับ?”

“ก็ควรจะเช่าบ้านให้ จืออี้ ของเราสิคะ ต่อให้ไม่หาที่ที่ดีเท่าเซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์ ก็ต้องหาที่ที่พอๆ กัน” จาง เสวี่ยอิ๋ง พูดอีกว่า “บ้านที่เธออยู่ตอนนี้ ฉันรู้ว่าอยู่ที่ไหน ตำแหน่งมันค่อนข้างจะห่างไกลหน่อย ได้ยินว่าไฟทางก็ไม่ค่อยดี ตอนเรียนมหาวิทยาลัย จืออี้ เป็นถึงดาวคณะนะ เดินทางตอนกลางคืนมันอันตรายมาก หรือว่าคุณวางใจเหรอคะ?”

“คำพูดนี้มีเหตุผล ด้านอื่นประหยัดได้ แต่ที่อยู่ต้องเลือกดีๆ สังคมสมัยนี้มันวุ่นวายเกินไป” สวีฉือ พูดขึ้นบ้าง

ไม่ใช่นะเพื่อน มีเรื่องให้อวดพวกคุณสองคนนี่ก็อวดกันจริงๆ เลยนะ สองสามีภรรยารุมฉันคนเดียว? เหอะๆ…

“ผมรู้ครับ บ้านกำลังตกแต่งอยู่ รอให้ตกแต่งเสร็จก็จะย้ายเข้าไปแล้ว”

หลี่ จืออี้ พลันแอบมอง หลินเจียง ชื่นชมเขาจากใจจริง

ปฏิกิริยาของเขาช่างรวดเร็วเสมอ

“ว้าว ซื้อบ้านที่ไหนเหรอคะ? ให้ฉันได้อ้างอิงหน่อยสิ ถึงตอนนั้นพวกเราจะได้ไปซื้อสักหลัง จะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน”

“คุณไม่ใช่ว่าชอบบ้านที่เซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์เหรอ ก่อนหน้านี้ผมให้คุณไปดูที่อื่น คุณก็ไม่ไป” สวีฉือ พูด

“โธ่ นี่ไม่ใช่ว่าจะได้เป็นเพื่อนบ้านกับ จืออี้ หรอกเหรอ เพราะฉะนั้นเราจะอยู่ที่เซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์หรือไม่ ก็ไม่เป็นไรหรอก” จาง เสวี่ยอิ๋ง พูดเสร็จหันกลับมอง หลินเจียง อย่างตื่นเต้น “ซื้อบ้านที่ไหนเหรอคะ? สวนในโครงการที่คุณซื้อเป็นยังไงบ้าง? มีห้องใหญ่ขนาด 200 ตารางเมตรขึ้นไปไหมคะ?”

“เหมือนจะมีห้องแบบ 298 กับ 681 ตารางเมตรนะครับ ที่เหลือก็เป็นอพาร์ตเมนต์”

“เอ๊ะ? ห้องแบบนี้เหมือนกับของเซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์เลยนะ” จาง เสวี่ยอิ๋ง มองไปที่ สวีฉือ “ที่รักคะ โครงการของเราก็มีแค่สองแบบนี้ใช่ไหม?”

“ใช่ ที่นี่เป็นบ้านหรู เป็นไปไม่ได้ที่จะมีห้องเล็กๆ”

จาง เสวี่ยอิ๋ง มองไปที่ หลินเจียง “พวกคุณซื้อบ้านที่โครงการไหนเหรอคะ?”

“ก็ที่เซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์นี่แหละครับ”

สิ้นคำพูดนี้ บนโต๊ะอาหารพลันเงียบกริบ

“นี่ล้อเล่นกันรึเปล่าคะ นี่มันเซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์นะ ตารางเมตรละ 200,000 กว่าเลยนะ” จาง เสวี่ยอิ๋ง พูด “พวกเราสองคนไม่กินไม่ดื่ม ปีหนึ่งก็ซื้อได้แค่สิบกว่าตารางเมตร”

“ก็ซื้อที่นี่จริงๆ ครับ ห้องขนาด 681 ตารางเมตร”

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงอีกครั้ง คราวนี้แม้แต่ หลี่ จืออี้ ก็ร้อนรนแล้ว

เธอมือวางลงบนขาของ หลินเจียง บีบเบาๆ เป็นสัญญาณให้พอได้แล้ว

ในเมืองอย่างจงไห่ การซื้อรถราคา 3 ล้านกว่าไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะที่นี่เต็มไปด้วยคนรวย

แต่บ้านที่เซ็นจูรี่ ไทรอัมพ์ ไม่ใช่ว่าพูดปุ๊บจะซื้อปั๊บได้ที่ไหนกัน!

บ้านขนาด 681 ตารางเมตร ต้องเป็นร้อยล้านแล้ว พูดออกไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก!

“จะพาฉันไปดูได้ไหมคะ? พอดีจะได้ดูว่ามันต่างจากอพาร์ตเมนต์ของเรายังไง” จาง เสวี่ยอิ๋ง พูดขึ้น

“จริงๆ แล้วก็คล้ายๆ กัน คงไม่จำเป็นหรอกครับ”

ชีวิตก็เหมือนการเดินทางทวนกระแส อย่าว่ากันล่ะ ข้านี่แหละคือราชาแห่งการอวด(4)

ยังจะมาอวดต่อหน้าข้าอีก คิดว่านิยายออนไลน์ที่ข้าอ่านมามันไร้ประโยชน์รึไงวะ?

“นี่มันมีอะไรไม่ดีกันล่ะ” จาง เสวี่ยอิ๋ง พลันยุยง “พาพวกเราไปดูหน่อยสิ บ้านก็ซื้อแล้ว คงไม่ได้อยากจะซ่อนไว้หรอกใช่ไหม? ที่รักคุณว่าจริงไหม?”

“ก็จริงนะ ดูหน่อยก็ดี พวกเราในอนาคตก็อยากจะซื้อบ้านที่นี่เหมือนกัน พอดีจะได้ไปดูบ้านพวกคุณเป็นตัวอย่าง”

หลินเจียง ยิ้มๆ สองคนนี้คงคิดว่าตัวเองใจไม่สู้แล้วสินะ

“หลักๆ คือข้าวยังไม่หมดเลยครับ”

“กลัวอะไรกัน ก็อยู่โครงการเดียวกัน ระยะทางก็ไม่ไกล ดูเสร็จแล้วกลับมากินต่อก็ได้ อย่างไรเสียก็เป็นหม้อไฟ ไม่ต้องกลัวเย็นหรอกค่ะ”

พูดจบ จาง เสวี่ยอิ๋ง ก็หยิบเสื้อคลุมของตัวเองขึ้นมา ไม่เปิดโอกาสให้ หลินเจียง ได้พูดอะไรอีก เตรียมจะไปดูแล้ว

“งั้นก็ไปกันเถอะครับ”

หลินเจียง ลุกขึ้นยืน หลี่ จืออี้ กับหวังลู่ ก็ได้แต่ตามไปด้วย

เมื่อออกจากอพาร์ตเมนต์ หลินเจียง กับหลี่ จืออี้ ก็เดินนำหน้า

“พี่เจียงคะ ขอโทษนะคะ พี่ถึงกับช่วยรักษาหน้าให้ฉัน…แต่สุดท้ายกลับเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้”

“อืมม…ก็มีส่วนที่ช่วยคุณรักษาหน้าอยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร”

“นี่ยังจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกเหรอคะ หรือว่าเราจะหาเหตุผลแล้วไปกันเถอะคะ อย่างมากก็ต่อไปไม่ติดต่อกันก็พอแล้ว”

“ทำไมจะไม่ติดต่อล่ะ? ถ้าไม่มีเพื่อนที่ชอบอวดแบบพวกเธอ จะไปขับเน้นความยอดเยี่ยมของคุณได้ยังไงล่ะ จริงไหมครับคุณดาวคณะหลี่?”

“โธ่พี่เจียง พี่ก็อย่ามาล้อฉันเลย ตอนนี้ควรจะคิดหาวิธีแก้เรื่องนี้ยังไงดี”

“แก้เรื่องอะไร?”

“พวกเราก็ไม่มีบ้านขนาด 681 ตารางเมตร จะพาพวกเขาไปที่ไหนล่ะคะ” หลี่ จืออี้ พูดอย่างกังวลใจ

“ใครบอกว่าไม่มีล่ะ?”

“หรือว่ามีจริงๆ?”

“คุณทายสิ?”

เดินไปเดินมาก็ถึงตึก C สแกนหน้าแล้วขึ้นไปที่ชั้น 24

เมื่อออกจากลิฟต์เป็นคนแรก หลินเจียง ก็ใช้ลายนิ้วมือเปิดประตู แล้วเปิดประตูคู่ทั้งสองบานออก หันกลับมายิ้มพลางพูดว่า:

“ยินดีต้อนรับครับ”

…………

(1)[แวร์ซาย (凡尔赛) – เป็นคำสแลงยอดนิยมในอินเทอร์เน็ตหมายถึงการ ‘อวดแบบถ่อมตัว’ (Humblebrag) คือการบ่นถึง ‘ปัญหา’ ของชีวิตที่หรูหราหรือสุขสบาย เพื่อที่จะอวดความร่ำรวยหรือสถานะของตนเองทางอ้อม]

(2)[เฉิน เป่ยซาน, หลี่ ฉีเย่ และซากาโมโต้ (这一刻,陈北玄,李七夜,坂本的灵魂附体,自己绝不是一个人在战斗。) – คือชื่อตัวละครเอกจากนิยายและอนิเมะที่โด่งดังในเรื่องความเก่งกาจ สุขุม และเยือกเย็น การที่ หลินเจียง นึกถึงทั้งสามคน หมายความว่าเขากำลังรวบรวมความนิ่งและความเท่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า]

(3)[ลมพัดหญ้าไหว (风吹草动) – เป็นสำนวนหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือเค้าลางของปัญหาเพียงเล็กน้อย]

(4)[ราชาแห่งการอวด (逼王) – เป็นสแลงที่ใช้เรียกคนที่เก่งกาจในการ ‘装逼’ (จวงปี) หรือการทำตัวเท่ เก๊ก หรืออวดความสามารถของตนเอง]

ตอนก่อน

จบบทที่ ในวินาทีนี้ วิญญาณของเฉิน เป่ยซาน, หลี่ ฉีเย่ และซากาโมโต้ได้เข้าสิงร่าง

ตอนถัดไป