ชีวิต... บางครั้งมันก็เรียบง่ายเพียงนี้
บทที่ 9 ชีวิต... บางครั้งมันก็เรียบง่ายเพียงนี้
หลังจากออกมาจากห้อง หลี่ฉางอันเหลือบมองไปยังห้องที่เอี้ยง้วยอยู่ก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อเห็นว่าประตูปิดสนิท เขาก็ยักไหล่แล้วหยิบมีดแกะสลักกับท่อนไม้สองสามท่อนขึ้นมานั่งแกะสลักเล่นไปเรื่อยเปื่อย
ในชาติที่แล้ว ตอนแรกหลี่ฉางอันทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ
แต่เมื่อการงานก้าวหน้าไปถึงระดับหนึ่ง เงินทุนสะสมพอกพูนขึ้นระดับหนึ่ง ลูกน้องใต้บังคับบัญชาก็มีอยู่เป็นโขยง ต่างรอคอยเงินเดือนและโบนัสในแต่ละเดือนอย่างใจจดใจจ่อ
สิ่งนี้ผลักดันให้หลี่ฉางอันต้องทำงานต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
แม้ว่าธุรกิจจะรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเวลาที่เป็นอิสระและว่างเว้นอย่างแท้จริงกลับน้อยลงทุกที
ดังนั้น เมื่อได้ข้ามภพมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ตอนนี้หลี่ฉางอันจึงยิ่งดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนสบายนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น
เหมือนเช่นตอนนี้ แม้จะเป็นเพียงการหยิบมีดแกะสลักขึ้นมานั่งแกะสลักเต่าที่ดูคล้ายบ้างไม่คล้ายบ้างไปตลอดบ่าย ก็เพียงพอที่จะทำให้หลี่ฉางอันเพลิดเพลินใจได้แล้ว
ชีวิต... บางครั้งมันก็เรียบง่ายเพียงเท่านี้เอง
หลังจากง่วนอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม ในขณะที่ท่อนไม้ในมือของหลี่ฉางอันใกล้จะกลายเป็นเศษไม้เต็มที เงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาในลานเรือนด้วยท่าทางสบายๆ
ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมา
"โย่ว ข้ากลับมาแล้ว!"
เมื่อได้ยินเสียง หลี่ฉางอันจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังประตู
เมื่อสายตาจับจ้องไปที่ร่างของอึ้งย้งตรงทางเข้า สีหน้าของหลี่ฉางอันก็พลันตะลึงงันไป
ในสายตาของเขา อึ้งย้งที่ยืนอยู่ตรงนั้น ในขณะนี้ปล่อยผมยาวสลวยคลุมไหล่ สวมอาภรณ์สีขาวทั้งชุด บนศีรษะรัดไว้ด้วยแถบผ้าสีทอง
ดูงดงามบริสุทธิ์และโดดเด่นเหนือความธรรมดาสามัญ
คราบถ่านที่เคยเปรอะเปื้อนบนใบหน้าหายไปหมดสิ้น ในเวลานี้กลับกลายเป็นผิวขาวเนียนละเอียดราวกับไขมันหยก เปล่งประกายยิ่งกว่าหิมะขาว
แม้จะอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี แต่ก็ฉายแววความงามล่มเมืองแล้ว
ตะกร้าผักที่ถืออยู่ในมือ ยิ่งทำให้นางดูใกล้ชิดและเป็นกันเองราวกับสาวน้อยข้างบ้านมากขึ้นอีกหลายส่วน
ในสายตาของหลี่ฉางอัน เมื่อเทียบกับสตรีที่เพิ่งเข้ามาพักเมื่อชั่วยามก่อนแล้ว นางเพียงขาดเสน่ห์บางอย่างไปเท่านั้น
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งที่ยืนอยู่ตรงประตูลานก็เผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
และหลังจากที่นางเดินเข้ามาได้สองสามก้าว หลี่ฉางอันก็เอ่ยปากขึ้น
"นี่เจ้า... ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างนอกมาหรือ?"
อึ้งย้งพยักหน้า "แน่นอน"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็ชี้ไปยังบ่อน้ำที่อยู่อีกฟากหนึ่งของลาน
"ที่บ้านก็มีบ่อน้ำที่ใช้งานได้ ในครัวก็ต้มน้ำได้ ถังอาบน้ำก็มีให้ เสื้อผ้าที่เจ้าซื้อมาเมื่อตอนบ่ายก็อยู่ครบ"
"เจ้าจะไปเสียเงินข้างนอกทำไมอีก?"
อึ้งย้ง: "??????"
เมื่อได้ยินประโยคแรกที่หลี่ฉางอันเอ่ยออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของอึ้งย้งก็พลันแข็งทื่อ
จุดที่เจ้าควรจะสนใจ... มันไม่ควรจะเป็นความสวยของข้าหรอกหรือ?
จะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไหน มันสำคัญด้วยหรือ?
ในชั่วพริบตา ความภาคภูมิใจก่อนหน้านี้ของอึ้งย้งก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
นางกลับเท้าสะเอวข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เจ้ายุ่งอะไรด้วย! คุณหนูอย่างข้าพอใจจะอาบน้ำข้างนอกแล้วมันจะทำไม!"
หลี่ฉางอันยักไหล่พลางเอ่ย “ตามใจเจ้าเถอะ!”
เมื่อเจอท่าทีเช่นนี้ อึ้งย้งก็ได้แต่กัดฟันสีเงินของนางเบาๆ ด้วยความเจ็บใจ
"น่าโมโหนัก!"
เมื่อเห็นท่าทางของอึ้งย้งที่กำลังจะถือตะกร้าผักเดินไปยังห้องครัว หลี่ฉางอันก็เอ่ยเตือนขึ้นว่า "จริงสิ ทำเผื่ออีกหนึ่งที่ด้วยล่ะ! ในเรือนมีผู้เช่าใหม่อีกคน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อึ้งย้งที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ก็ชะงักฝีเท้า แล้วมองมาที่หลี่ฉางอันด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"ผู้เช่าใหม่? มาตั้งแต่เมื่อไหร่?"
หลี่ฉางอันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "หลังจากที่เจ้าเพิ่งออกไปได้ไม่นาน"
ขณะที่พูด หลี่ฉางอันก็ชี้ไปยังห้องที่เอี้ยง้วยอยู่
อึ้งย้งมองตามที่หลี่ฉางอันชี้ไป แล้วกล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ
"เดือนละสิบตำลึง เพื่อเช่าแค่ห้องเดียว ยังมีคนโง่มาเช่าห้วยหรือ? เงินเยอะจนร้อนมือหรืออย่างไร?”
หลี่ฉางอันกล่าวอย่างจนใจ "ข้าเองก็คิดเช่นนั้น รู้แบบนี้ตั้งราคาค่าเช่าให้สูงกว่านี้เสียก็ดี อย่างเช่นเดือนละหนึ่งพันตำลึง!"
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูจนใจอยู่บ้างของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ถามด้วยความสงสัย "ในเมื่อเจ้าไม่อยากให้เช่า แล้วเจ้าจะไปติดประกาศนั่นไว้ทำไม?"
หลี่ฉางอันกลอกตา “ก่อนหน้านี้ข้าอยู่คนเดียวมันน่าเบื่อไม่ใช่หรือ? ใครจะไปรู้ว่าหลังจากเก็บเจ้ากลับมาแล้ว จะมีคนมาเคาะประตูเร็วขนาดนี้"
พูดจบหลี่ฉางอันก็ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย แม่นางผู้นั้นดูท่าจะรับมือยากอยู่ไม่น้อย”
อึ้งย้งขยับเข้ามาใกล้แล้วถาม "รับมือยาก? นางชื่ออะไร?"
หลี่ฉางอันยักไหล่ "ยังไม่ได้ถาม. แต่หน้างดงามมากทีเดียว พอๆ กับเจ้าเลยล่ะ!"
"ท่าทีของนางดูสูงส่งและเย็นชา แต่ข้ารู้สึกว่าลำพังนางคนเดียวก็สามารถจับเราสองคนแขวนไว้เฆี่ยนได้สบายๆ"
ประโยคนี้ถ้าไม่พูดก็คงจะดีกว่า พอพูดจบ อึ้งย้งกลับแค่นเสียงเย็นชาออกมาทีหนึ่ง ใบหน้าแทบจะสลักคำว่า ‘ข้าไม่เชื่อ’ เอาไว้อยู่แล้ว
สำหรับเรื่องนี้ หลี่ฉางอันก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก
ในแง่ของการมองคน หลี่ฉางอันมั่นใจว่าสายตาของตนเองยังคงแม่นยำอยู่มาก
บุคลิกของแม่นางผู้นั้นก่อนหน้านี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
การที่จะมีกลิ่นอายที่ทั้งเย็นชาและแฝงความเผด็จการอย่างเด่นชัดเช่นนั้นได้ จะต้องเกิดจากความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่หล่อหลอมมาจากการอยู่ในตำแหน่งสูงมาเป็นเวลานานเท่านั้น
ทันใดนั้น หลี่ฉางอันก็โบกมือ "รีบไปทำกับข้าวเถอะ! ทำเสร็จแล้วคืนนี้ข้าจะสอนของเล่นใหม่ๆ ให้เจ้า"
เมื่อได้ยินว่ามี "ของเล่นใหม่ๆ" ความสนใจของอึ้งย้งก็ถูกเบี่ยงเบนไปในทันที
นางถือตะกร้าผักเดินเข้าไปในห้องครัว
ไม่นานนัก กลิ่นหอมของอาหารก็เริ่มลอยออกมาจากห้องครัว
กลิ่นอายของควันไฟและท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระอย่างน่าประหลาด
เมื่อถึงเวลาที่อึ้งย้งออกมาจากห้องครัว ในลานแห่งนี้ก็ถูกหลี่ฉางอันจุดเทียนไว้หลายสิบเล่มแล้ว
บวกกับโคมไฟที่แขวนอยู่โดยรอบ ทำให้ทั้งลานสว่างไสวไปทั่ว
เมื่อมองดูเทียนที่วางอยู่เต็มพื้นโดยรอบ แถมยังถูกจัดเป็นรูปทรงต่างๆ อึ้งย้งที่ถือจานอาหารอยู่ในมือก็ทำหน้าฉงน
"เจ้าจะจุดเทียนมากมายขนาดนี้ไปทำไม?"
หลี่ฉางอันที่นั่งรอทานอาหารอยู่บนม้านั่งหิน เท้าคางตอบว่า
"ตอนกลางคืนมันมืดเกินไป ข้าไม่ชิน ก็เลยทำให้มันสว่างหน่อย!"
หากจะถามว่าอะไรในยุคโบราณที่ทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกไม่สบายใจที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการที่ไม่มีแสงไฟนี่แหละ
พอตกกลางคืนทีไรก็มืดตึ๊ดตื๋อไปหมด การเดินสะดุดล้มถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ หลี่ฉางอันจึงทำได้เพียงจุดเทียนจำนวนมากเพื่อให้แสงสว่างทุกวัน
โชคดีที่ตอนจัดวางเทียน เขายังสามารถจัดเป็นรูปทรงต่างๆ ได้ตามใจชอบ
หากวันไหนอารมณ์ดี ก็ยังสามารถไปซื้อดอกไม้มาแล้วโปรยกลีบให้ทั่วทั้งสวนได้อีกด้วย
ระหว่างที่อึ้งย้งกำลังทยอยยกอาหารออกมาจากครัว หลี่ฉางอันก็เดินไปที่หน้าห้องของเอี้ยง้วยแล้วเคาะประตู
"แม่นาง อาหารเย็นพร้อมแล้ว ออกมาทานก่อนเถอะ!"
เสียงเพิ่งจะสิ้นสุดลงไม่นาน ประตูห้องตรงหน้าหลี่ฉางอันก็ถูกเลื่อนเปิดออก
และในวินาทีแรกที่ได้เห็นเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชะมดเชียง
ไม่รู้ว่ากลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นกายตามธรรมชาติของเอี้ยง้วย หรือว่าเป็นกลิ่นของบุปผาที่ใช้ในการอาบน้ำกันแน่
เอาเป็นว่า... มันช่างหอมชวนน่าภิรมย์ยิ่งนัก