ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า
บทที่ 17 ดูครั้งเดียวก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า
แม้ชีวิตในยุคโบราณจะมีข้อดีอยู่หลายอย่าง
ทว่าก็ยังขาดความสะดวกสบายเหมือนในชาติก่อน
อย่างเช่นการอาบน้ำแต่ละครั้งล้วนเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเสียเวลากว่าครึ่งชั่วยามไปกับการต้มน้ำร้อนปริมาณมากเพื่อเทลงถังไม้ สิ้นเปลืองทั้งแรงกายและเวลาอย่างยิ่ง
การได้แช่น้ำอุ่นทุกค่ำคืนจึงเป็นเพียงเอกสิทธิ์ของเหล่าขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่งเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความคับข้องใจให้หลี่ฉางอันมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เมื่อมีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ในมือ ขอเพียงพรุ่งนี้หลี่ฉางอันหามุมเหมาะๆ ในเรือนเพื่อสร้างบ่อน้ำพุร้อนให้แล้วเสร็จ หลังจากนี้ไป ทุกค่ำคืนก่อนเข้านอนเขาก็จะสามารถลงแช่ได้อย่างสบายใจ
ในยามค่ำคืนอันมืดมิด... ได้นอนแช่น้ำพุร้อน….. จิบสุราชั้นเลิศ… ทอดสายตาชมจันทร์กระจ่างฟ้า….
หากครึ้มอกครึ้มใจก็ยังสามารถขับขานบทเพลงคลอเคล้าเสียงลม
เพียงนึกภาพตาม หัวใจของเขาก็พลันเต้นรัวอย่างมิอาจควบคุม
นี่สิจึงเรียกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาย่อมสุขสบายขึ้นอีกระดับ
สิ่งนี้ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ฉางอันปรากฏค้างอยู่อย่างนั้น
วันรุ่งขึ้น ยามรุ่งอรุณมาเยือน
ทันทีที่อึ้งย้งก้าวเข้าสู่ครัว นางก็พบว่าหลี่ฉางอันเดินตามนางเข้ามาพร้อมกับกระดาษและพู่กันในมือ อึ้งย้งจึงมองเขาด้วยความสงสัย
“เจ้าทำอะไรน่ะ?”
หลี่ฉางอันตอบด้วยสีหน้าเป็นปกติ “ก็ฝีมือทำอาหารของข้ามันไม่เอาไหนไม่ใช่หรือ? วันนี้เลยอยากจะมาดูว่าเจ้าทำอย่างไร? จะได้เรียนรู้ไว้เสียหน่อย!”
นับตั้งแต่ล่วงรู้ว่าแม่ครัวคนงามของเขาคนนี้มี 'เบื้องหลัง' คือเกาะดอกท้อ หลี่ฉางอันก็อดหวั่นใจไม่ได้ กลัวว่าสักวันหนึ่งนางอาจจะหายตัวไปโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ถึงตอนนั้น หากไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสอีก ชีวิตของเขาคงจะอับเฉาไร้สีสันเป็นแน่
เพื่อเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า หลี่ฉางอันจึงคิดว่าตนควรเตรียมแผนสำรองไว้
ฉวยโอกาสที่อึ้งย้งยังอยู่ แอบเรียนรู้วิชาเสียหน่อย
ขอเพียงฝีมือการทำอาหารของตนพัฒนาขึ้น เขาก็ย่อมไม่ต้องร้อนใจอีกต่อไป
เมื่อได้ฟังเหตุผลของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้น
จากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายวัน ความขี้เกียจของหลี่ฉางอันได้ฝังรากลึกลงในใจของนางแล้ว
คนผู้นี้โดยพื้นฐานแล้วหากนอนได้ก็จะไม่เดิน
หากนั่งได้ก็ไม่มีทางยืน
แต่วันนี้กลับคิดจะเรียนทำอาหารกับนางด้วยตนเอง ในสายตาของอึ้งย้งแล้ว มันดูไม่ปกติอยู่บ้าง
ทว่าฝีมือการทำอาหาร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนัก
อึ้งย้งก็ขี้เกียจจะใส่ใจ
ในเมื่อหลี่ฉางอันอยากจะดู ก็ให้เขาดูไป
หลังจากนั้น ระหว่างที่อึ้งย้งลงมือทำอาหาร หลี่ฉางอันก็สำแดง 'จิตวิญญาณแห่งความเป็นมืออาชีพ' ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
มือข้างหนึ่งจับชีพจรตนเองเพื่อใช้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็น 'นาฬิกาชีวภาพ' สำหรับจับเวลา ส่วนมืออีกข้างก็ตวัดพู่กันจดบันทึกอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ชื่ออาหาร, วัตถุดิบ, ลำดับการใส่ส่วนผสม, เวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน ไปจนถึงเคล็ดลับการใช้ไฟและเทคนิคการควงตะหลิว... ทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดยิบ
เมื่ออึ้งย้งทำอาหารเช้าเสร็จ หลี่ฉางอันก็ได้จดบันทึกไปแล้วหลายหน้ากระดาษ
และทันทีที่วางตะเกียบหลังมื้อเช้า เจ้าตัวก็พุ่งพรวดกลับเข้าไปในครัวทันที...
เมื่อเห็นท่าทางรีบร้อนของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็อดเอ่ยถามไม่ได้ “เขาทำอะไรน่ะ?”
อึ้งย้งเหลือบมองหลี่ฉางอันที่เข้าไปในครัวแล้ว ใบหน้าของนางเองก็เต็มไปด้วยความสงสัย
“ตึง ตึง ตึง...”
ขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังสงสัย ทันใดนั้นก็มีเสียงหั่นผักบนเขียงดังมาจากในครัว
ด้วยความอยากรู้ ทั้งสองจึงเดินเข้าไปในครัว
สิ่งที่เห็นคือหลี่ฉางอันกำลังเทียบเนื้อหาที่จดไว้เมื่อตอนเช้าพลางลงมือทำอาหาร
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะลอกเลียนแบบอาหารสองสามอย่างที่อึ้งย้งทำก่อนหน้านี้
หนึ่งก้านธูปต่อมา…
เมื่อมองอาหารสามจานที่ดำเป็นตอตะโกซึ่งเพิ่งยกออกจากกระทะ เอี้ยง้วยเพียงแค่ปรายตามองครั้งเดียวก็ไม่คิดจะมองเป็นครั้งที่สอง
ยิ่งเมื่อได้กลิ่นไหม้ที่โชยออกมาจากสิ่งที่พอจะเรียกว่า “อาหาร” ทั้งสามอย่างนี้ เอี้ยง้วยก็ถอยออกไปยืนที่ประตูครัวอย่างแนบเนียน
ส่วนอึ้งย้งนั้นมองวัตถุปริศนาที่ดำราวกับถ่านในจานกระเบื้องสีขาวทั้งสามใบแล้วมุมปากก็กระตุกไม่หยุด
“เจ้าจดบันทึกมาตลอดทั้งเช้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นของพรรค์เนี่ยนะ?”
เมื่อได้ยินคำถามแทงใจดำของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันมองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะแล้วรู้สึกสับสนในชีวิตเช่นกัน
“ไม่ถูกสิ! ข้าทำตามขั้นตอนของเจ้าเมื่อเช้าทุกอย่าง เหตุใดถึงยังออกมาเป็นเช่นนี้?”
อึ้งย้งอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่
การทำอาหารนั้นดูเหมือนง่าย แต่ก็มีเคล็ดลับซ่อนอยู่มากมาย
ตัวอย่างเช่น การควบคุมไฟ เทคนิคการปรุง และอื่นๆ
แต่ถึงจะเป็นคนธรรมดา ตามหลักแล้วหลังจากดูวิธีการทำไปหนึ่งรอบ แม้จะทำออกมาได้ไม่ดี ก็ไม่น่าจะแย่จนดูไม่ได้
แต่กรณีของหลี่ฉางอันนั้น……
ไม่เพียงแต่จดบันทึก ทั้งยังเห็นอึ้งย้งทำอาหารอย่างชัดเจน แต่กลับยังทำ"ถ่านหิน" ออกมาได้ถึงสามจาน อึ้งย้งเองก็รู้สึกว่าตนเองยังเยาว์วัยและมีประสบการณ์น้อยเกินไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ อึ้งย้งทำได้เพียงสรุปว่าหลี่ฉางอันไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารมาแต่กำเนิด
หลี่ฉางอันมองอาหารสามจานตรงหน้าที่ตนใช้เวลาทำไปเกือบครึ่งชั่วยาม
เขาลองคีบเข้าปากอย่างไม่ยอมแพ้
“ถึงหน้าตาจะไม่น่ากิน แต่ถ้าหากรสชาติอร่อยเล่า?”
ด้วยความคาดหวังเช่นนี้ หลี่ฉางอันจึงส่งอาหารเข้าปาก
เคี้ยว
เคี้ยว
เคี้ยวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
จากนั้น….. หลี่ฉางอันก็เทอาหารทั้งสามจานลงในถังไม้ด้วยใบหน้าเฉยเมย
“ขยะ! แม้แต่หมายังไม่กิน!”
เขาเดินออกจากครัวโดยไม่พูดอะไรสักคำ กลับเข้าห้องของตนเองไป
จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
เหม่อมองไปยังเพดาน ดวงตาที่กระจ่างใสของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัยระคนสับสน
ก่อนหน้านี้ตอนที่ดูอึ้งย้งทำอาหาร มันช่างดูง่ายดายเหลือเกิน
ช่างเข้ากับสำนวนที่ว่า ‘มองดูเขาก็เข้าใจ แต่พอลงมือทำกลับพังไม่เป็นท่า’โดยแท้
นี่มันเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่? นี่มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ?
“ข้าที่ฉลาดขนาดนี้ เหตุใดพรสวรรค์ด้านการทำอาหารถึงได้ติดลบสวนทางกับมันสมองเช่นนี้! โลกนี้ช่างไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!”
ที่หน้าประตู เอี้ยง้วยที่เห็นหลี่ฉางอันเดินคอตกเข้าห้องไปทิ้งตัวลงบนเตียงเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก จึงเอ่ยถาม “เขาเป็นอะไรไป?”
อึ้งย้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “บางที...จิตใจอาจถูกระทบกระเทือนล่ะมั้ง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอี้ยง้วยพลันนึกถึงเรื่องก่อนหน้าขึ้นมาได้ นางจึงหันไปถาม “ทำอาหารมันยากมากหรือ?”
อึ้งย้งเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วตอบ “ไม่ยากนะ! มองดูครั้งเดียวก็เข้าใจแล้ว!”
เมื่อเห็นดังนั้น เอี้ยง้วยที่กำลังว่างอยู่ก็นึกได้ว่าตนเองไม่เคยทำอาหารมาก่อน จึงเกิดความสนใจขึ้นมาบ้าง
“ให้เจ้าลองสอนข้าดูดีหรือไม่?”
เมื่อเผชิญกับข้อเสนอของเอี้ยง้วย อึ้งย้งเหลือบมองหลี่ฉางอันที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง แล้วพยักหน้าเบาๆ
หนึ่งเค่อ ต่อมา
เมื่อมองดูผัดผักในจานที่ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติล้วนสมบูรณ์แบบ อึ้งย้งก็ยกนิ้วโป้งให้ “คาดไม่ถึงว่าพี่สาวเล้งจะเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ เรียนครั้งเดียวก็ทำเป็นแล้ว”
เอี้ยง้วยลองชิมอาหารที่ตนเองทำ มุมปากของนางก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ
ทว่าในสายตาของอึ้งย้ง แม้จะเป็นรอยยิ้มธรรมดาของเอี้ยง้วย ก็ยังดูสูงส่งและเย็นชาอย่างน่าประหลาด
แต่แล้วในตอนนั้นเอง หลี่ฉางอันกลับเดินเข้ามาในครัวอย่างเงียบงัน
เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง มองอาหารบนโต๊ะสลับกับมองเอี้ยง้วย
“เจ้าทำรึ?”
เอี้ยง้วยพยักหน้าเบาๆ เป็นการยอมรับ
เมื่อได้รับการยืนยันจากเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันก็นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก
“เหอะ ไม่เลว!”
ไม่กี่อึดใจต่อมา
หลี่ฉางอันตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็ไม่เหมือนยิ้ม จากนั้นเขาก็วางตะเกียบลง แล้วเดินลากสังขารของตนเองกลับไปยังห้องของตน
ในวินาทีนี้ หลี่ฉางอันได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งแล้วว่าความรู้สึก ‘เจ็บจี๊ด’ และถูก ‘ตอกย้ำ’ นั้นเป็นเช่นไร