อาหารครึ่งชีวิตหลังของข้า ฝากไว้กับเจ้าแล้วนะ

บทที่ 21 อาหารครึ่งชีวิตหลังของข้า ฝากไว้กับเจ้าแล้วนะ

หนึ่งก้านธูปต่อมา เมื่อสรรพคุณของสุราจ้าวตานหงในบ่อน้ำพุร้อนเริ่มเจือจางลง หลี่ฉางอันก็ลุกขึ้นจากบ่อ

เมื่อได้ยินเสียงน้ำข้างๆ อึ้งย้งที่ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำจากการแช่น้ำก็เอ่ยปากถาม “เจ้าไม่แช่ต่อแล้วหรือ?”

หลังจากเช็ดตัวจนแห้งและเปลี่ยนเป็นชุดที่ค่อนข้างหลวมสบายแล้ว หลี่ฉางอันก็ตอบกลับไป

“แช่น้ำนานไปล้วนมีแต่โทษ วันข้างหน้ายังมีเวลาแช่ทุกวัน เอาแต่พอดีก็พอ” จากนั้นจึงกล่าวเสริม “พวกเจ้าสองคนก็สมควรแก่เวลาแล้ว! รีบขึ้นมาเถิด!”

แม้ว่าปกติหลี่ฉางอันจะดูเกียจคร้าน แต่ในเรื่องของการหาความสุขและความพิถีพิถันนั้น ทั้งเอี้ยง้วยและอึ้งย้งต่างยอมรับว่าไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่เหนือกว่าหลี่ฉางอัน

ในเมื่อเป็นคำพูดของหลี่ฉางอัน ทั้งสองจึงไม่ได้สงสัยอะไรมาก

เมื่อหลี่ฉางอันลุกขึ้นแล้ว ทั้งสองก็ทยอยกันขึ้นมาจากบ่อน้ำพุร้อน

และเมื่อมองดูรูปร่างอันโค้งเว้าได้สัดส่วนของเอี้ยง้วย แล้วหันกลับมามองของตนเอง

อึ้งย้งก็พลันเบะปากน้อยๆ

นางตัดสินใจว่าในวันข้างหน้า จะต้องใส่ใจตำรับอาหารให้มากเป็นพิเศษ พยายามให้แน่ใจว่าร่างกายของตนเองจะเจริญเติบโตได้เต็มที่

เมื่อหญิงสาวทั้งสองออกมาจากบ่อน้ำพุร้อน ภาพแรกที่เห็นก็คือหลี่ฉางอันที่นั่งอยู่กลางลานเรือน

เมื่อได้กลิ่นหอมที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงลอยมาในอากาศ อึ้งย้งก็พลันขยับร่างวูบหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหลี่ฉางอัน

สายตาของนางจับจ้องไปยังของเหลวสีฟ้าครามในจอกสุราพลางเอ่ยถาม “นี่มันสุราอันใดของเจ้าอีก?”

“หลานไฉ่เตี๋ย อยากดื่มก็รินเอง”

กล่าวพลางเหลือบมองอึ้งย้งแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดสายตาไปยังเอี้ยง้วย

เนื่องจากเพิ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำพุร้อน ปลายผมของหญิงสาวทั้งสองจึงยังไม่แห้งสนิท มีปอยผมบางส่วนระต้นคอและใบหน้า เมื่อเทียบกับยามปกติแล้วกลับดูมีเสน่ห์เย้ายวนเพิ่มขึ้นหลายส่วน

ช่างงดงามเกินกว่าจะบรรยายได้หมดสิ้นจริงๆ

หลี่ฉางอันอดมิได้ที่จะลอบมองซ้ำอีกสองสามครา ในใจลอบถอนใจ

ไม่ว่าจะเป็นอึ้งย้งหรือเอี้ยง้วย รูปโฉมของพวกนางล้วนจัดเป็นหนึ่งในใต้หล้า หากได้เห็นภาพอันงดงามล่มเมืองยามพวกนางขึ้นจากบ่อ ย่อมเป็นวาสนาตาโดยแท้

ขอเพียงเป็นบุรุษ ไหนเลยจะไม่หวั่นไหว

น่าเสียดายที่ราคาของอาหารตาชิ้นนี้...ออกจะสูงไปบ้าง

หลี่ฉางอันคาดว่าหากคิดจะชมให้เต็มตา คงต้องเตรียมที่ฝังร่างและโลงไม้ไว้ให้พร้อมสรรพเสียก่อน

ขณะที่อึ้งย้งหยิบจอกขึ้นรินสุรา เอี้ยง้วยก็เดินมาจากอีกทางหนึ่ง พอร่างนั้นขยับใกล้ กลิ่นสุราจ้าวตานหงผสานกับกลิ่นชะมดเชียงอันเป็นเอกลักษณ์ก็ลอยมาแตะจมูกหลี่ฉางอัน

ว่าตามจริง ในอดีตหลี่ฉางอันไม่ค่อยเชื่อเรื่องกลิ่นกายหอมตามธรรมชาติสักเท่าไหร่

เพราะอย่างไรเสียเป็นมนุษย์ก็ต้องมีเหงื่อไคล เมื่อผสมกับฝุ่นและจุลินทรีย์ในอากาศ หากปล่อยไว้นานๆ ยังหอมได้ ก็นับว่าประหลาดเกินไป

ทว่า….อึ้งย้งและเอี้ยง้วยกลับแตกต่างออกไป!

ทั้งสองล้วนมีวรยุทธ์ติดตัว สภาพร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก

หากไม่ใช่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ในยามปกติพวกนางแทบจะไม่มีเหงื่อออกเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งนั่นก็ช่วยขจัดปัญหาเรื่องกลิ่นเหงื่อไปได้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่บนร่างกายจึงมีเพียงกลิ่นหอมตามธรรมชาติของพวกนางเท่านั้น

เพียงแต่เมื่อเทียบกับอึ้งย้งแล้ว กลิ่นชะมดเชียงบนตัวของเอี้ยง้วยจะชัดเจนกว่า

อีกด้านหนึ่ง เมื่อสุราชั้นเลิศไหลเข้าสู่ปาก

รสชาติสดชื่นเย็นซ่านพลันแผ่ซ่านทั่วโพรงปาก ตามด้วยรสหวานชุ่มคอที่เปลี่ยนไอสุราให้กลายเป็นความรู้สึกปลอดโปร่งเบิกบานใจ

ความรู้สึกนั้นประหนึ่งกลืนก้อนน้ำแข็งลงไป ให้ความรู้สึกเย็นซ่านอยู่บ้าง

ทว่าเมื่อสุรานี้ไหลลงสู่ท้อง กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนราวกับน้ำในบ่อน้ำพุร้อนเมื่อครู่

ทั้งยังค่อยๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง ทำให้รู้สึกสบายราวกับได้กลับไปแช่กายในบ่อน้ำพุร้อนอีกครั้ง

ภายใต้ความรู้สึกนี้ อึ้งย้งพลันพบว่าจุดที่เคยติดขัดในเส้นลมปราณบางสายกลับผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด

เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ อึ้งย้งก็อุทานอย่างตกตะลึง “สุรานี้...เสริมสร้างเส้นลมปราณได้ด้วยรึ?”

ด้านเอี้ยง้วยซึ่งเพิ่งดื่มสุราหมดจอกก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย

เมื่อมองไปยังจอกในมือของตน ในแววตาก็ฉายความประหลาดใจอยู่หลายส่วน

พลังลมปราณนั้น โดยแก่นแท้คือพลังงานแขนงหนึ่ง สามารถใช้ต่อต้านศัตรูและเสริมความแข็งแกร่งแก่ผู้ฝึกยุทธ์ได้ จึงมีพลังทำลายล้างน่าเกรงขามเป็นธรรมดา

แม้แต่พลังลมปราณที่รวบรวมขึ้นจากวิชาบำเพ็ญที่อ่อนโยนที่สุดก็ยังเป็นเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ ในขั้นหลอมกายและรวบรวมปราณ จึงต้องขัดเกลาร่างกาย อาศัยวัตถุภายนอกหรือเคล็ดวิชาบางอย่างเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่เส้นลมปราณ ให้สามารถทนทานต่อการโคจรพลังได้

ถึงกระนั้น เมื่อวันเวลาผ่านไป เส้นลมปราณในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ย่อมต้องได้รับความเสียหายไม่มากก็น้อย

หากเสียหายเพียงเล็กน้อย ก็เป็นเพียงพลังลมปราณติดขัดยามโคจรชั่วคราว ทว่าหากรุนแรงกว่านั้น อาจถึงขั้นเส้นลมปราณแตกสลาย

พลาดพลั้งอาจเกิดธาตุไฟเข้าแทรก หรือแม้กระทั่งเส้นลมปราณขาดสะบั้น กลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต

และยิ่งระดับของวิชาบำเพ็ญและวรยุทธ์สูงเท่าไหร่ ความเสียหายประเภทนี้ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างขวนขวายแสวงหาวรยุทธ์และวิชาบำเพ็ญขั้นสูง มิใช่เพียงเพื่อเพิ่มพูนพลังหรือความร้ายกาจของมันเท่านั้น

เมื่อเส้นลมปราณเสียหาย โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ทำได้เพียงใช้พลังลมปราณของตนบำรุงรักษา

แต่เส้นลมปราณมนุษย์นั้นทั้งมากมายและซับซ้อน

แม้จะโคจรพลังลมปราณ ก็ยากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้ แม้แต่เอี้ยง้วยเอง เส้นลมปราณบางส่วนก็ยังมีอาการบาดเจ็บแฝงเร้นอยู่เช่นกัน

ทว่าบัดนี้ เอี้ยง้วยกลับสัมผัสได้ว่าจุดที่เคยเสียหายเหล่านั้นมีอาการดีขึ้น

อาจเพราะเคยชินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

มาถึงตอนนี้ เมื่อเผชิญกับน้ำเสียงตกตะลึงของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็รู้สึกเฉยเมยจนกลายเป็นเรื่องปกติ

หลังกลืนสุราเลิศรสในจอกลงคอ หลี่ฉางอันก็พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

ก่อนจะหยุดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “ก่อนหน้านี้ที่ได้แช่จ้าวตานหง แม้ร่างกายภายนอกจะได้รับการขัดเกลา ทว่าภายในยังคงเปราะบาง”

“หากปล่อยไว้นานวันเข้า ย่อมกระทบกระเทือนอวัยวะภายในและเส้นชีพจร”

“ดังนั้น การดื่มหลานไฉ่เตี๋ยสักเล็กน้อย จะช่วยบำรุงจากภายใน รักษาอาการบาดเจ็บแฝงเร้นบางส่วนได้ สุราสองชนิดนี้จึงนับว่าส่งเสริมซึ่งกันและกัน”

เมื่อฟังคำอธิบายของหลี่ฉางอันจบ อึ้งย้งก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว

นางมองจอกในมือสลับกับมองหลี่ฉางอัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน

ชั่วครู่ให้หลัง นางจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม “เจ้าไปเอาตำรับสุราล้ำค่าถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?”

เริ่มจากดอกท้อเมามาย ต่อด้วยจ้าวตานหง และตอนนี้ก็มีหลานไฉ่เตี๋ย

สุราทั้งสามชนิด ล้วนมีสรรพคุณพิสดารเฉพาะตัว ล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้

ยิ่งไปกว่านั้น ห้องเก็บสุราห้องนั้นอึ้งย้งก็เคยเข้าไปแล้ว ภายในยังมีสุราอีกมากหลายชนิด

ดูจากการณ์แล้ว เกรงว่าสุราที่เหลืออยู่ก็คงมิใช่ของธรรมดาสามัญเช่นกัน

ของล้ำค่าถึงเพียงนี้ ในสายตาของอึ้งย้ง แม้แต่ยอดขุมกำลังอย่างบู๊ตึ๊งหรือเส้าหลิน ก็ยังมิอาจเทียบเคียง

เรื่องนี้จะไม่ทำให้นางตกตะลึงได้อย่างไร?

หลี่ฉางอันตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่เรื่องบังเอิญวาสนาพาส่งมาเท่านั้น!”

พูดจบ เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ดูเถิด... ที่ผ่านมาข้าเคยใจดำกับพวกเจ้าหรือไม่? ข้าล้วนนำมาแบ่งปันพวกเจ้าก่อนเสมอ”

“เจ้าอย่าได้ลืมเสียเล่า ในภายภาคหน้ายังต้องเป็นแม่ครัวให้ข้า อาหารการกินในครึ่งชีวิตหลังของข้า ล้วนต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”




ตอนก่อน

จบบทที่ อาหารครึ่งชีวิตหลังของข้า ฝากไว้กับเจ้าแล้วนะ

ตอนถัดไป