เหตุผลที่เอี้ยง้วยเกลียดชังบุรุษ

บทที่ 20 เหตุผลที่เอี้ยง้วยเกลียดชังบุรุษ

อึ้งย้งหันไปมองเอี้ยง้วยที่กำลังแช่น้ำอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาที่เหม่อลอยเล็กน้อย เสียงของนางแหบแห้งไปบ้าง “พี่สาวเล้ง ท่านว่าข้าฟาดกบาลเข้าสักทีดีหรือไม่?”

เอี้ยง้วยยิ้มบางๆ “เจ้าเป็นแม่ครัวของเขา ไม่ใช่แม่ครัวของข้า เหตุใดต้องมาถามข้าด้วย”

อึ้งย้ง: “.......”

เมื่อได้ยินคำพูดของเอี้ยง้วย ส่วนลึกในใจของอึ้งย้งกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

เคยเห็นคนฟุ่มเฟือย แต่ไม่เคยเห็นใครฟุ่มเฟือยเท่าหลี่ฉางอันมาก่อน

ของล้ำค่าที่สามารถขัดเกลาร่างกายได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ล้วนเป็นของหาได้ยากยิ่ง

ในวัยเด็ก อึ้งย้งเองก็เคยใช้โอสถวิเศษที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายเช่นกัน

แต่นั่นเป็นของที่บิดาบังเกิดเกล้าของนาง มารบูรพา ใช้เวลาถึงห้าปีเต็มในการรวบรวมวัตถุดิบจากภายนอก

หลังจากนั้นยังต้องขลุกตัวอยู่ในห้องหลอมโอสถนานนับเดือนกว่าจะหลอมออกมาได้หนึ่งเม็ด

แต่หลี่ฉางอันกลับทำได้ดีนัก

ของล้ำค่าที่สามารถขัดเกลาร่างกายได้เช่นนี้ เขากลับเทลงในบ่อน้ำพุร้อนเพื่อใช้แช่ตัว

อย่าลืมว่าบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้มีทางระบายน้ำอยู่ด้วย

เมื่อตาน้ำพุในบ่อยังคงผุดน้ำพุร้อนออกมาเรื่อยๆ น้ำส่วนเกินก็จะไหลออกไปตามช่องระบายน้ำ

ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ไหลออกไปด้วยนั้น ย่อมต้องมีสุรา "จ้าวตานหง" ที่หลี่ฉางอันเทลงไปรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

ช่างเป็นการสิ้นเปลืองอย่างหาที่เปรียบมิได้

เรื่องนั้นยังพอทน แต่ประเด็นสำคัญคือหลังจากที่นางท้วงติงไปแล้ว คำตอบของหลี่ฉางอันคืออะไร?

ช่วยไม่ได้...ก็ข้ารวยหรือ?

ร่ำรวยแล้วมันวิเศษนักหรือไง?

ที่เกาะดอกท้อของนางก็มีสมบัติเงินทองกองอยู่เต็มห้อง แล้วนางเคยหยิ่งผยองบ้างหรือไม่?

ด้วยความขุ่นข้องที่สุมอยู่ในอก อึ้งย้งจึงเลิกม่านที่กั้นระหว่างนางกับหลี่ฉางอันขึ้นอีกครั้ง

เมื่อรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวข้างๆ หลี่ฉางอันก็เอ่ยอย่างหัวเสีย “ข้าเพียงต้องการแช่น้ำอย่างสงบ เจ้าจะก่อกวนไปถึงเมื่อใดกัน?”

อึ้งย้งแค่นเสียงเบาๆ “ก็ข้าพอใจ”

พูดพลาง อึ้งย้งก็ยื่นเรียวแขนขาวผ่องดุจรากบัวของนางลอดผ่านม่านกั้น

ห้านิ้วกางออกเป็นกรงเล็บ พลังลมปราณปะทุออกจากฝ่ามือพุ่งตรงไปยังหลี่ฉางอัน

ชั่วอึดใจต่อมา หลี่ฉางอันที่เพิ่งปรือตาขึ้นเพียงครึ่งเดียวพลันพบว่า กาสุราและจอกบนถาดไม้เบื้องหน้าได้อันตรธานไปเสียแล้ว

เขารีบตวัดสายตาไปมอง ก็เห็นกาสุราและจอกสุราอยู่ในมือของอึ้งย้งพอดี

เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ฉางอันก็ได้แต่กลอกตา “ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักเตรียม พอตอนนี้กลับมารู้วิธีหยิบฉวยของจากฝั่งข้า”

“หึ!”

ทว่าสิ่งที่ตอบกลับเขา มีเพียงเสียงแค่น ‘หึ’ ที่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองจากอึ้งย้งเท่านั้น

สำหรับเรื่องนี้ หลี่ฉางอันทำได้เพียงเบ้ปาก แล้วหลับตาลงต่อไป

สัมผัสไอน้ำอุ่นที่ลูบไล้ใบหน้า และความสบายยามที่กลิ่นหอมของสุราลอยฟุ้งเข้ามาในจมูกขณะหายใจ

อีกด้านหนึ่ง หลังจากแย่งจอกและสุราของหลี่ฉางอันมาแล้ว อึ้งย้งก็รินให้ตัวเองหนึ่งจอก

หลังจากดื่มรวดเดียวจนหมด นางก็หรี่ตาลงอย่างมีความสุขราวกับลูกแมวน้อย

จากนั้นนางก็รินอีกจอกหนึ่งส่งให้เอี้ยง้วยด้วยความกระตือรือร้น

เมื่อมองดูท่าทางเช่นนี้ของอึ้งย้ง บนใบหน้าของเอี้ยง้วยก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

ในหัวของนางพลันนึกถึงเลี้ยงแชน้องสาวของนางในวัยเยาว์ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

นางก็เป็นเด็กที่ฉลาดเจ้าเล่ห์เช่นเดียวกับอึ้งย้ง

น่าเสียดายที่.......

เอี้ยง้วยส่ายศีรษะ ขับไล่ความเศร้าที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจออกไป แล้วจึงดื่มสุราในจอกลงไปเช่นกัน

สัมผัสได้ถึงรสชาติหวานล้ำและกลิ่นหอมอันละเมียดละไมที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ความรู้สึกสบายตัวกระจายไปทั่วร่างพร้อมกับสุราที่ไหลลงสู่ท้อง

ทว่าในวินาทีต่อมา

พอเห็นจอกสุราในมือ เอี้ยง้วยก็พลันนึกถึงภาพที่หลี่ฉางอันใช้จอกใบนี้ดื่มสุราก่อนที่พวกนางจะเข้ามา

ชั่วขณะหนึ่ง ความคิดในใจก็สับสนซับซ้อนจนทำให้เอี้ยง้วยเผลอจมสู่ภวังค์ไปชั่ววูบ

“พี่สาวเล้ง ท่านเป็นอันใดไป?”

อึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ เห็นเอี้ยง้วยมองจอกสุราแล้วนิ่งเงียบ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น

เมื่อได้ยินเสียงของอึ้งย้ง เอี้ยง้วยที่ได้สติกลับคืนมาก็ตอบกลบเกลื่อนด้วยท่าทีไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย “ไม่มีอะไร แค่นึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้น่ะ”

เมื่อแน่ใจว่าเอี้ยง้วยไม่ได้เป็นอะไร อึ้งย้งจึงรับจอกมาจากมือนางแล้วรินสุราอีกครั้ง ก่อนจะยื่นจอกที่เต็มไปด้วยสุราไปตรงหน้าเอี้ยง้วย

ในตอนนั้นเอง เสียงของหลี่ฉางอันก็ดังขึ้น

“อย่าดื่มจนหมดล่ะ ข้าเอาเข้ามาแค่กาเดียว เหลือไว้ให้ข้าบ้าง”

น้ำเสียงที่ฟังดูเกียจคร้านเล็กน้อยลอยเข้าหู ทำให้อึ้งย้งเบะปาก

“รู้แล้วน่า!”

เมื่อได้ยินเสียงของหลี่ฉางอัน แล้วมองจอกสุราในมือกับของเหลวสีสันสดใสราวดอกท้อ เอี้ยง้วยก็หรี่ตาลงเล็กน้อย

ที่นางนิ่งงันไปเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเพิ่งตระหนักว่าตนเองใช้จอกสุราของหลี่ฉางอัน

แต่เป็นเพราะหลังจากที่รู้ตัวว่าใช้จอกของเขาดื่มสุราแล้ว ในใจนางกลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองแม้แต่น้อย

ต้องรู้ไว้ว่า เป็นที่รู้กันทั่วทั้งยุทธภพ ว่าประมุขวังบุปผาเอี้ยง้วยนั้นเกลียดชังบุรุษยิ่ง

ในยามปกติ อย่าว่าแต่จะเข้ามาพูดคุยด้วยเลย แค่มีบุรุษคนใดกล้ายืนอยู่เบื้องหน้านาง นางก็จะซัดฝ่ามือออกไปทันที

กระทั่งตัวนางเองก็ยังคิดว่าตนเองอาจจะเกลียดชังบุรุษมาตั้งแต่กำเนิด

ส่วนเรื่องการใช้จอกสุราร่วมกับบุรุษนั้น อย่าว่าแต่จะทำเลย

สำหรับเอี้ยง้วยในอดีตแล้ว แม้แต่ความคิดเช่นนี้ก็ไม่เคยมี

หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง นางก็ลองยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก จิบลงไปเล็กน้อยและกลืนสุราลงท้อง

หลายอึดใจต่อมา แววตาของเอี้ยง้วยก็พลันเปลี่ยนเป็นหยอกเย้าขึ้นมา

ขณะที่เล่นจอกสุราที่ว่างเปล่าในมือ สายตาของนางก็เหลือบไปมองม่านผ้าที่กั้นระหว่างนางกับหลี่ฉางอัน

ทั้งๆ ที่มีม่านกั้นอยู่ แต่ในหัวของนางกลับสามารถจินตนาการถึงภาพของหลี่ฉางอันที่กำลังหลับตาแช่น้ำอย่างเกียจคร้านในขณะนี้ได้อย่างไม่มีเหตุผล

จากนั้น ประกายในดวงตาของเอี้ยง้วยก็สว่างวาบขึ้น

ในชั่วพริบตาก่อนหน้านี้ ผ่านการดื่มสุราจากจอกของหลี่ฉางอันสองครั้ง เอี้ยง้วยได้ค้นพบความจริงอย่างหนึ่ง

นั่นคือ ตนเองอาจจะไม่ได้เกลียดชังบุรุษ

สิ่งที่ตัวนางเกลียด เป็นเพียงบุรุษที่หน้าตาอัปลักษณ์และหยาบคายเหล่านั้นต่างหาก

สำหรับคนอย่างหลี่ฉางอัน อย่าว่าแต่จะมองเลย แม้แต่จะแช่น้ำพุร้อนและใช้จอกสุราร่วมกัน ก็ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย

เหมือนดั่งคำพูดที่อาจารย์ของนางเคยสอนไว้ในวัยเด็ก

ในวังบุปผา ดอกไม้ที่อัปลักษณ์ย่อมไม่คู่ควรที่จะเติบโตอยู่ในวังบุปผา

ในทำนองเดียวกัน ในความนึกคิดของเอี้ยง้วย

บุรุษที่หน้าตาอัปลักษณ์ ย่อมไม่คู่ควรที่จะอยู่ในสายตาของนาง

“เป็นเพราะถูกรูปโฉมอันงดงามดึงดูดใจหรือ?”

ขณะที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เอี้ยง้วยก็ยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง ค่อยๆ ละเมียดชิมอย่างช้าๆ

“รสชาติ...ไม่เลวเลยทีเดียว!”

ในชั่วขณะนี้ ในใจของเอี้ยง้วยกลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด

กระทั่งยังมีความรู้สึกเปี่ยมสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก่อตัวขึ้น




ตอนก่อน

จบบทที่ เหตุผลที่เอี้ยง้วยเกลียดชังบุรุษ

ตอนถัดไป