จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?
บทที่ 23 จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?
ภายในห้อง หลังจากฝึกคัดอักษรอยู่ครู่หนึ่ง ในใจของหลี่ฉางอันก็พลันนึกขึ้นได้
“ระบบ ทำการเช็คอิน”
ความคิดในใจเพิ่งจะสิ้นสุดลง เสียงตอบรับของระบบก็ปรากฏขึ้นมาทันที
【ติ๊ง! ลงชื่อเข้าใช้สำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับ โสมป่าฉางไป่ซานอายุกว่ายี่สิบปี 1 ต้น, ทองคำหนึ่งร้อยตำลึง】
"หืม? แค่นี้เองรึ?"
เมื่อมองดูข้อมูลของระบบตรงหน้า หลี่ฉางอันก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้น หลังจากสอบถามระบบ เขาจึงได้รู้ว่าการเช็คอินประจำวันนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทคือเช็คอินธรรมดาและเช็คอินแบบสุ่มรางวัล
การเช็คอินธรรมดาก็เหมือนกับตอนนี้ ของที่ได้รับจากระบบจะค่อนข้างธรรมดา มูลค่าไม่สูงนัก
หากเป็นการเช็คอินแบบสุ่มรางวัลก็จะยังดีกว่าหน่อย
ไม่แน่ว่าอาจจะสุ่มได้ของที่มีประโยชน์มาบ้าง อย่างเช่นบ่อน้ำพุร้อนที่หลี่ฉางอันสุ่มได้เมื่อวาน
เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว หลี่ฉางอันก็เบ้ปาก ความคิดที่จะเช็คอินตรงเวลาทุกวันพลันหายไปในทันที
เพราะอย่างไรเสียเรื่องเงินทองนั้น เขาก็ยังไม่ได้ขาดแคลนในตอนนี้
ได้มาก็ไม่มีประโยชน์
สู้สะสมจำนวนครั้งการเช็คอินไว้ เผื่อว่าจะได้ของดีๆ อะไรบ้างยังจะดีกว่า
วันต่อมา ในช่วงเวลาหลังจากนั้น ภายใต้อิทธิพลของหลี่ฉางอัน ชีวิตของคนหลายคนก็ดำเนินไปอย่างเป็นกิจวัตรอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกวันก็จะเล่นหมากห้าตัวบ้าง ดีดฉินพูดคุยกันบ้าง ขับขานบทเพลง จากนั้นพอตกเย็นก็แช่น้ำพุร้อนพลางจิบสุราเบาๆ
วันเวลาเช่นนั้น ไหนเลยจะใช้เพียงคำว่า "สุขสบาย" มาบรรยายได้หมดสิ้น
และในช่วงเวลาต่อจากนั้น หลี่ฉางอันก็ค้นพบปัญหาอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือการเช็คอินรายวัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้ของดีเสมอไป
วันรุ่งขึ้น
ยามอู่ (11:00 - 13:00 น.)
หลังมื้อกลางวัน เมื่อมองท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึน ทั้งหลี่ฉางอันและอึ้งย้งที่อยู่ในลานเรือนต่างก็ถอนหายใจออกมา
“จะทำเช่นไรดี วันนี้ไม่มีแดดแล้ว!”
ไม่เพียงแค่คนทั้งสอง แม้แต่เอี้ยง้วยที่อยู่ด้านข้างก็ยังรู้สึกขัดใจกับสภาพอากาศอึมครึมฟ้าฝนเช่นนี้อยู่บ้าง
เมื่อถูกอึ้งย้งมองมา หลี่ฉางอันก็กล่าวอย่างจนปัญญา:“เจ้ามองข้าก็ไร้ประโยชน์ ดวงตะวันใช่ข้ารับใช้ของข้าเสียเมื่อใด เขาไม่ยอมออกมาแล้วข้าจะทำอะไรได้”
อึ้งย้งพิงเสาอย่างหมดเรี่ยวแรงแล้วกล่าวว่า:“แล้วยามบ่ายเราจะทำสิ่งใดกันดีเล่า เล่นหมากล้อมห้าตัวดีหรือไม่”
หลี่ฉางอันส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า:“ยามบ่ายเล่นหมากล้อมห้าตัว น่าเบื่อสิ้นดี!”
อึ้งย้งเอ่ย:"ถ้าอย่างนั้นยามบ่ายก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้วสิ?"
กล่าวจบนางก็ถอนหายใจอีกครั้ง:“รู้เช่นนี้ คราก่อนน่าจะซื้อตำนานนิทานติดมือมาบ้าง ยามว่างจะได้หยิบมาอ่านแก้เบื่อ”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ดวงตาของหลี่ฉางอันก็พลันเป็นประกาย
“ตำนานนิทานรึ”
เมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็หันหน้ามาแล้วถาม:
“อะไรกัน ในห้องของเจ้ามีเก็บไว้ด้วยรึ”
หลี่ฉางอันส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า:“ไม่มี”
แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้นว่า:“แต่หากพวกเจ้าอยากอ่าน ข้าก็พอจะเขียนให้ได้อยู่”
อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย “เจ้าเขียน?”
หลี่ฉางอันกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ:“ในเมื่อว่างอยู่แล้ว ลองดูสักหน่อยจะเสียหายอันใด”
ในชาติภพก่อน สมัยที่หลี่ฉางอันยังเรียนหนังสืออยู่ ยามว่างเขาก็มักจะอ่านนิยายบนอินเทอร์เน็ตเพื่อผ่อนคลายและแก้เบื่อ
เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง ถึงขนาดเคยคิดที่จะลองเขียนนิยายด้วยตนเองดู
น่าเสียดายที่ไม่เคยมีโอกาสนั้น
แต่ตอนนี้ สำหรับหลี่ฉางอันแล้ว เขากลับมีเวลาเหลือเฟือ
ในเมื่อว่างอยู่แล้ว สู้ลองดูสักหนก็ไม่เสียหาย ถือเสียว่าเป็นการแก้เบื่อไปในตัว
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฉางอันก็หันหลังกลับเข้าห้องไป
เอี้ยง้วยและอึ้งย้งจึงเดินตามเข้าไปด้วยเช่นกัน
เพียงแต่ทั้งสองไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา กลับนำกระดานหมากไปนั่งเล่นที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งในห้อง สำหรับเรื่องนี้ หลี่ฉางอันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เมื่อกระดาษเซวียนสีขาวสะอาดถูกคลี่ออก หลี่ฉางอันก็เริ่มฝนหมึกอย่างเชื่องช้า ขณะที่มือฝนหมึกไป พลันในใจก็เริ่มวางโครงเรื่องไปด้วย
เพราะอย่างไรเสียตำนานนิทานของโลกใบนี้ย่อมแตกต่างจากนิยายในชาติภพก่อนของเขา
หากเนื้อหารุนแรงเกินไป เกรงว่าจะไม่เป็นที่น่าสนใจ
“คิดออกแล้ว!”
พลันความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นในหัว ด้วยสายตานักการตลาดมืออาชีพในชาติก่อน เขามั่นใจว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน
คิดได้ดังนั้น มือขวาก็หยิบพู่กันขึ้นจุ่มลงในแท่นหมึกสองสามครา ก่อนที่ปลายพู่กันจะจรดลงบนแผ่นกระดาษ
อาจเพราะได้พบเจอเรื่องน่าสนใจให้ทำ ยามบ่ายนั้นหลี่ฉางอันจึงขลุกอยู่แต่ในห้อง เขียนกระดาษหมดไปแผ่นแล้วแผ่นเล่า
จวบจนท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม หลี่ฉางอันจึงได้วางพู่กันลง
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันกำลังบิดกายคลายความเมื่อยล้า อึ้งย้งจึงเอียงคอเอ่ยถาม
“เจ้าเขียนอยู่นานขนาดนั้นเลยหรือ?”
หลี่ฉางอันส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า:“เขียนไปได้แค่ครึ่งเรื่องเอง”
เพราะอย่างไรเสีย การใช้พู่กันเขียนตัวอักษรก็ค่อนข้างช้า
หลังจากเขียนติดต่อกันมาตลอดบ่ายเกือบสองชั่วยามเต็ม บัดนี้มือของหลี่ฉางอันก็ปวดเมื่อยจนแทบจะยกไม่ขึ้น
เมื่อเห็นดังนั้น อึ้งย้งก็วางเม็ดหมากลง แล้วเดินเข้ามาหาหลี่ฉางอันอย่างใคร่รู้
เมื่อมองดูกระดาษที่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะของหลี่ฉางอัน นางก็อดที่จะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
เมื่อทอดสายตาลงต่ำ อักษรตัวใหญ่หลายตัวที่อยู่หัวกระดาษก็พลันปรากฏสู่สายตาของนาง
《จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า》
เมื่อเห็นชื่อของตำนานนิทานที่อยู่บนหัวกระดาษ อึ้งย้งก็เบิกตากว้าง
“นี่มันตำนานนิทานบ้าอะไรกัน ชื่อประหลาดเช่นนี้”
หลี่ฉางอันหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า:“เป็นหนังสือเรื่องเล่าแนวความรักที่ผสมผสานกับเรื่องราวชาวยุทธ์”
อึ้งย้งเอียงคอแล้วถามว่า:“เรื่องเล่าแนวความรักรึ แต่เหตุใดชื่อถึงได้ประหลาดเช่นนี้เล่า”
หลี่ฉางอันยิ้มแล้วกล่าวว่า:“เป็นเพียงจุดขายเท่านั้น ชื่อเรื่องต้องโดดเด่น จึงจะดึงดูดผู้คนให้อยากอ่าน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อึ้งย้งก็ราวกับจะเข้าใจความหมายอีกนัยหนึ่งในคำพูดของหลี่ฉางอัน
“หรือว่า...เจ้าคิดจะตีพิมพ์เป็นหนังสือขายด้วย?”
หลี่ฉางอันพยักหน้าแล้วกล่าวว่า:“ก็มีความคิดนี้อยู่ สุขคนเดียว สู้แบ่งปันความสุขให้ทุกคนไม่ดีกว่าหรือ!"
อันที่จริง...หลี่ฉางอันเคยอ่านนิยายของโลกใบนี้มาบ้างแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว เนื้อหาของพวกมันค่อนข้างจะเรียบง่ายและอ้อมค้อมเกินไป
อีกทั้งโครงเรื่องก็ยังซ้ำซากจำเจ
จะมาสู้เรื่องที่ตนเขียนนี้ได้อย่างไร
ด้วยสายตาของนักการตลาดอย่างมืออาชีพของหลี่ฉางอัน หากหนังสือเล่มนี้ถูกผลักดันออกไปสู่ตลาดแล้วล่ะก็ รับรองว่าต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น หลี่ฉางอันก็จะได้สัมผัสกับความรู้สึกของการเป็นนักเขียนชื่อดังให้สมใจอยาก
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันมั่นอกมั่นใจถึงเพียงนั้น อึ้งย้งก็หยิบกองกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาด้วยความสงสัยใคร่รู้
ขณะที่สายตากวาดมองไป ปากของนางก็พึมพำอ่านออกเสียงมาเบาๆ
“เดือนสาม วันจิงเจ๋อ ณ ตำหนักสดับเหมันต์บนยอดเขาหลงเฉวียน... แม้จะเป็นช่วงต้นวสันต์ แต่ยอดเขากลับยังคงมีหิมะโปรยปรายอย่างหนักหน่วง ราวกับย่างเข้าเดือนสิบสอง”
“ท่ามกลางบุปผาโลหิตที่โปรยปรายทั่วท้องฟ้า สตรีผู้หนึ่งยืนนิ่งสงบอยู่ริมหน้าผา”
“อาภรณ์ของนางพลิ้วไหวราวกับขี่สายลม ชุดขาวของนางขาวบริสุทธิ์ยิ่งกว่าหิมะ เส้นผมดุจหมู่เมฆา ท่วงทีสง่างามอ่อนช้อยดุจเทพธิดา”
“ทว่า…รูปโฉมของนาง กลับไม่มีผู้ใดสามารถพรรณนาได้ เพียงเพราะทั่วทั้งใต้หล้า… มิมีผู้ใดอาจหาญพอจะเงยหน้าขึ้นมองนางแม้เพียงชั่ววูบ”
“นางคือผู้ยืนตระหง่านบนจุดสูงสุดแห่งยุทธภพ ผู้ซึ่งเพียงได้ยินนามก็ทำให้ผู้คนหน้าถอดสี...จ้าวตำหนักสดับเหมันต์...อี้เทียนเสวี่ย”
หลังจากอ่านเนื้อหาในช่วงต้นจบแล้ว อึ้งย้งก็เงยหน้าขึ้นมาครุ่นคิด
ครู่ต่อมา อึ้งย้งก็เหลือบมองหลี่ฉางอันที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าวว่า:“ข้าว่านะ ต้นแบบตัวละครเอกหญิงของเจ้านี่ คงไม่ได้อ้างอิงมาจากท่านจ้าววังแห่งวังบุปผาเอี้ยง้วยหรอกนะ”
"ข้ารู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตัวละครเอกหญิงของเจ้านี่ มันช่างเหมือนกับเอี้ยง้วยราวกับถอดแบบกันมา!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เอี้ยง้วยที่อยู่ข้างๆ ก็หันไปมองหลี่ฉางอันในทันที
ดวงตาของนางก็หรี่ลงเล็กน้อย……