ชีวิตในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง
บทที่ 24 ชีวิตในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง
ก่อนหน้านี้ตอนที่ฟังเนื้อหาที่อึ้งย้งอ่านออกมา ในใจของเอี้ยง้วยก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างแล้ว
มาตอนนี้เมื่อถูกพูดถึงขึ้นมา เอี้ยง้วยก็พลันเข้าใจในทันที
อี้เทียนเสวี่ยในนิยายของหลี่ฉางอันผู้นี้ แม้ว่าชื่อจะไม่เหมือนกับนาง
ทว่าทั้งสถานะ อุปนิสัยใจคอ จวบจนรูปโฉมภายนอก กลับเหมือนนางราวกับถอดมาจากพิมพ์เดียวกัน
ขณะนั้น อึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ ก็เดาะลิ้น "จึ๊ๆ" สองคราแล้วกล่าวขึ้น “กล้านำท่านประมุขวังบุปผามาเป็นต้นแบบในเรื่องรึ เจ้าหนุ่ม ช่างใจกล้านัก!”
หลี่ฉางอันซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“อย่าพูดจาเหลวไหล นี่เป็นเพียงการวางลักษณะตัวละครเท่านั้น ถ้าอยากจะให้ดู 'เผด็จการ' ก็ย่อมต้องมีพื้นเพสูงส่งเป็นธรรมดา”
“หากตัวละครเอกฝ่ายหญิงมิได้มีลักษณะเช่นนี้ แล้วจะมีผู้ใดอยากติดตามเรื่องราวต่อกันเล่า”
"นั่นก็จริง!"
อึ้งย้งครุ่นคิดชั่วครู่ก็พยักหน้าเห็นพ้อง
จากนั้น นางก็หันกลับไปสนใจต้นฉบับในมือ และเผลออ่านออกเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งเมื่อได้ฟังน้ำเสียงของอึ้งย้ง ภาพของสตรีผู้งามสง่า หยิ่งทระนง และโดดเดี่ยวเหนือผู้ใดในใต้หล้าก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น
ตัวเอกหญิงผู้นี้มีวรยุทธ์สูงล้ำ ชาติตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งยังมีนิสัยเย็นชาสันโดษ ไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลก...นับเป็นยอดสตรีแห่งยุคโดยแท้
ทว่ายอดสตรีที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ กลับไปถูกตาต้องใจศิษย์ชายคนหนึ่งนามว่า “ฉู่เหิง” ที่เพิ่งจะเข้าร่วมสำนักของตน
จากนั้น ตัวเอกหญิงก็เริ่มเข้าไปตีสนิทกับศิษย์ชายผู้นั้นโดยใช้ฐานะศิษย์ธรรมดา
ระหว่างนั้น นางถึงกับเป็นฝ่ายถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เขาด้วยตนเอง ทั้งยังคอยช่วยเหลือขจัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ ให้
พฤติกรรมทั้งหมดล้วนแสดงออกถึงความ "เผด็จการ" ของนางอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ให้เขามาพบตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด หรืออยากจะกินอะไรก็ต้องให้เขาเป็นผู้ไปจัดหามาให้ด้วยตนเอง
และเมื่อใดที่เห็นเขาพูดคุยสนิทสนมกับศิษย์หญิงคนอื่น นางก็จะแอบส่งคนไปจัดการย้ายศิษย์หญิงผู้นั้นไปให้พ้นหูพ้นตาอย่างลับๆ
เนื้อเรื่องพลิกผันน่าติดตาม ทั้งยังแทรกซึมด้วยรสหวานจางๆ ท่ามกลางความเผด็จการของนาง
ทำให้อึ้งย้งยิ่งอ่านก็ยิ่งติดลม
“เมื่อมองใบหน้าที่ฉายแววงุนงงของฉู่เหิง ในใจของอี้เทียนเสวี่ยก็บังเกิดทั้งความอับอายและขุ่นเคือง สุดท้ายนางก็สุดจะทานทน จึงก้าวฉับๆ ตรงเข้าไป”
“พอเห็นอี้เทียนเสวี่ยที่รุดเข้ามาอย่างฉุนเฉียว ฉู่เหิงก็ถึงกับสะดุ้ง เผลอก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกำแพง”
“ยังมิทันที่ฉู่เหิงจะหายจากความเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง มือเรียวงามดุจหยกข้างหนึ่งก็พลันยกขึ้นยันกำแพงไว้... เฉียดผ่านใบหูของเขาไป”
“ขณะเดียวกัน มืออีกข้างของอี้เทียนเสวี่ยก็เชยคางของฉู่เหิงขึ้น”
“ครั้นสองสายตาสบประสานกัน หัวใจของฉู่เหิงก็พลันเต้นระรัว”
“เล่มแรก จบ”
เมื่อสิ้นเสียงอ่านอักษรตัวสุดท้าย อึ้งย้งที่กำลังเพลิดเพลินกับเรื่องราวก็พลันชะงักงัน “จบแล้วรึ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย:“มิเช่นนั้นเล่า เจ้าคิดว่าชั่วเวลาเพียงบ่ายเดียว ข้าจะเขียนได้สักเท่าใดกัน”
อึ้งย้งวางต้นฉบับในมือลงบนโต๊ะพลางกล่าว “เจ้าจะเขียนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือ? อย่างน้อยก็เขียนบทนี้ให้จบก่อน”
เรื่องราวที่หลี่ฉางอันเขียนขึ้นนี้ อันที่จริงแล้วโครงเรื่องค่อนข้างเรียบง่าย
ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด กลับชวนให้ติดตามจนวางไม่ลง
ตอนนี้พออ่านมาถึงฉากสำคัญ กลับตัดบทลงเสียดื้อๆ แล้วจะให้อึ้งย้งทนได้อย่างไร?
หลี่ฉางอันกล่าวอย่างหัวเสีย:“เขียนอะไรกันอีก ฟ้ามืดแล้ว รีบไปทำกับข้าวเสีย หากชักช้า สุราคืนนี้จะไม่มีส่วนของเจ้า"
เมื่อเห็นว่าวันนี้หลี่ฉางอันไม่คิดจะเขียนต่อแล้วจริงๆ อึ้งย้งจึงได้แต่เดินไปยังห้องครัวด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
เอี้ยง้วยเห็นดังนั้นก็เตรียมจะลุกออกจากห้องของหลี่ฉางอันไปเช่นกัน
“เดี๋ยวก่อน แม่นางเล้ง”
ทว่าขณะที่เอี้ยง้วยกำลังจะหันหลังกลับ หลี่ฉางอันก็พลันเรียกนางไว้
ท่ามกลางความสงสัยของเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันเดินไปยังข้างเตียงของตน แล้วหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งขึ้นมายื่นส่งให้ตรงหน้านาง
“เสื้อผ้าพวกนี้ คงต้องรบกวนแม่นางเล้งแล้ว”
เมื่อมองดูรอยยิ้มที่ประดับอยู่เต็มใบหน้าของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็ชะงักไปในตอนแรก
ชั่วอึดใจต่อมา นางก็เข้าใจความหมายของเขาได้ทันที
ที่แท้...คือจะให้นางซักเสื้อผ้าให้เขานั่นเอง
เมื่อมองดูเสื้อผ้าในตะกร้าไม้ไผ่ ดวงตาของเอี้ยง้วยก็หรี่ลงเล็กน้อย ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งพาดผ่านไป
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา นางกลับรับตะกร้าไม้ไผ่ไปโดยไม่เอ่ยคำใด แล้วหันกายเดินออกจากประตู
ครึ่งเค่อต่อมา (ประมาณ 7-8 นาที)
เมื่อมองดูเอี้ยง้วยที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างกะละมังและเริ่มขยี้ผ้าให้ตนเอง
ภายใต้การชี้แนะของอึ้งย้ง มุมปากของหลี่ฉางอันก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
เขายกเก้าอี้มานั่งที่หน้าประตูห้องครัว ฟังเสียงฝนที่โปรยปรายลงมาแล้วแทะเมล็ดแตงไปพลาง
บางครั้งก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นที่ค่อยๆ ลอยออกมาจากในครัว
บางครั้งก็หันศีรษะไปมองเอี้ยง้วยที่กำลังขยี้ซักเสื้อผ้าของตน
เขากลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย
เพราะอย่างไรเสีย...ยอดหญิงสะคราญนั้น ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนน่ามอง ชวนให้เจริญหูเจริญตาได้ทั้งสิ้น
เมื่อเหลือบมองเอี้ยง้วยผู้งดงามล่มเมืองอยู่ด้านหนึ่ง และอึ้งย้งที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว
หลี่ฉางอันก็อดถอนหายใจแผ่วเบามิได้
“ชีวิต…. ในบางครั้งก็เรียบง่ายเช่นนี้เอง”
ทว่า... ขณะที่หลี่ฉางอันกำลังดื่มด่ำกับความสงบสุขนั้นเอง
เอี้ยง้วยที่กำลังนั่งยองๆ ซักเสื้อผ้าให้เขาอยู่
เมื่อได้ยินเสียงแทะเมล็ดแตง "แกร็บๆ" ของหลี่ฉางอันอยู่ไม่ไกล
ในดวงตาของนางก็ปรากฏแววขุ่นเคืองขึ้นมาหลายส่วน
แพ้พนันก็ต้องยอมรับ ด้วยความทระนงของนาง ย่อมไม่บิดพลิ้วผิดคำพูดเป็นแน่
แต่ปัญหาก็คือ…ในขณะที่ตนเองกำลังยุ่งอยู่ เขากลับมานั่งแทะเมล็ดแตงอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างๆ
นี่มิใช่การยั่วโทสะกันซึ่งๆ หน้าหรอกหรือ!
ดังนั้น ด้วยความไม่พอใจในใจ แรงขยี้ผ้าในมือของนางจึงหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“แคว่ก!”
ทันใดนั้น ต่อหน้าต่อตาหลี่ฉางอันที่กำลังตกตะลึง เสื้อผ้าของเขาก็ถูกฉีกออกเป็นรอยขาดในมือของเอี้ยง้วย
หลี่ฉางอัน:“...”
สิ้นเสียงนั้น หลี่ฉางอันก็ตวัดสายตามองไปยังเอี้ยง้วย ในแววตาฉายแววสงสัย
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมา เอี้ยง้วยก็หันมาสบตาเขาอย่างไม่ยี่หระ
"ข้ารับปากว่าจะซักผ้าให้เจ้า... แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำให้ขาดไม่ได้"
เมื่อเสียงนั้นลอยเข้าหู มุมปากของหลี่ฉางอันก็กระตุกเบาๆ เขากล่าวว่า:
“ที่แม่นางพูดมาก็มีเหตุผลยิ่งนัก...ข้าถึงกับจนปัญญาจะหาคำมาโต้แย้ง”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงของหลี่ฉางอันที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดและจนใจอยู่หลายส่วน มุมปากของเอี้ยง้วยซึ่งหันหลังให้อยู่ก็ยกสูงขึ้นเล็กน้อย
…………………………..
ขณะเดียวกัน
บนถนนในเมืองฉางซาน
สตรีวัยแรกแย้มผู้หนึ่ง อายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี สวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย ใบหน้าหมดจดงดงาม กำลังสะพายห่อผ้าเก่าๆ ค่อยๆ เดินไปตามถนน
เบื้องหน้านางคือหญิงชราผู้หนึ่ง แม้ใบหน้าจะเหี่ยวย่นตามวัย ทว่าอาภรณ์ที่สวมใส่กลับหรูหราโอ่อ่า
ที่สะดุดตาที่สุด……คือบนศีรษะของหญิงชราผู้นั้นกลับมีเครื่องประดับรูปกลีบบุปผาที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์
ขณะที่เดินไป แม้จะอยู่ท่ามกลางสายฝน ทว่ารอบกายของนางกลับคล้ายมีม่านพลังโปร่งใสชนิดหนึ่งคอยปัดเป่าเม็ดฝนให้เบี่ยงออกไป