วสันตพิรุณไร้สำเนียง
บทที่ 27 วสันตพิรุณไร้สำเนียง
หลังจากปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง หลี่ฉางอันก็เดินเข้าไปในห้องครัว
และทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไป
ก่อนหน้านี้ ตอนที่อึ้งย้งและเอี้ยง้วยอยู่ในครัวด้วยกัน โดยปกติแล้วจะเป็นอึ้งย้งที่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดราวกับนกขมิ้น
ส่วนเอี้ยง้วยก็จะตอบบ้างไม่ตอบบ้าง
เป็นภาพของคนพูดน้อยกับคนพูดมากที่เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด
แต่วันนี้ ภายในครัวกลับเงียบสงัดผิดปกติ
อึ้งย้งล้างถ้วยชามไปพลาง สายตาก็จับจ้องไปที่ร่างของเสี่ยวเจียว
แววตาของนางเจือแววครุ่นคิด
เมื่อถูกอึ้งย้งจ้องมองเช่นนี้ เสี่ยวเจียวก็ทำได้เพียงก้มหน้าต่ำ ท่าทางหวาดๆ
เมื่อเห็นดังนี้ มีหรือที่หลี่ฉางอันจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เห็นได้ชัดว่าสำหรับเสี่ยวเจียวที่เพิ่งจะเข้ามาอยู่ด้วยในวันนี้ อึ้งย้งย่อมต้องระแวดระวังอยู่หลายส่วน
และเมื่อหลี่ฉางอันก้าวเข้ามาในครัว สตรีทั้งสามพลันสัมผัสได้ถึงการมาของเขา ต่างหันมามองเป็นตาเดียว
หลี่ฉางอันกวักมือเรียกเสี่ยวเจียว แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เจ้าหยุดล้างก่อน ปล่อยให้พวกนางสองคนจัดการก็พอ ถือโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืด ข้าจะพาเจ้าออกไปซื้อของสักหน่อย”
“ซื้อของหรือเจ้าคะ?”
เสี่ยวเจียวมองหลี่ฉางอันด้วยใบหน้างุนงง
“เครื่องนอนที่เรือนไม่พอแล้ว อีกอย่างเจ้าก็ต้องซื้อเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนซักด้วย"
อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันอย่างสงสัย “ก็ยังมีเครื่องนอนเหลืออยู่นี่?”
หลี่ฉางอันตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็ต้องมีสำรองไว้เปลี่ยนซักบ้างสิ?”
เรื่องการหาผู้เช่าเป็นเพียงความคิดชั่ววูบของหลี่ฉางอันเมื่อไม่กี่วันก่อน
เดิมที นอกจากห้องนอนใหญ่ที่ปูที่นอนไว้พร้อมสรรพ สามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยแล้ว
เครื่องนอนชุดใหม่ที่เหลืออยู่ในเรือนก็หมดแล้วจริงๆ
เมื่อทราบเหตุผล เสี่ยวเจียวก็รีบกล่าว "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตอนกลางคืนข้าปูอะไรง่ายๆ ก็นอนได้แล้ว"
หลี่ฉางอันเพียงโบกมือเป็นสัญญาณให้เสี่ยวเจียวไปหยิบร่ม
ก่อนจะจากไป หลี่ฉางอันก็หันกลับมากล่าวไว้หนึ่งประโยค
“วางใจเถิด แม่นางน้อยผู้นั้นไม่ใช่คนเลวร้ายอันใด เจ้าไม่ต้องระวังนางถึงเพียงนั้นหรอก”
เมื่อมองแผ่นหลังของหลี่ฉางอันที่เดินจากไป อึ้งย้งก็เบ้ปาก “พูดราวกับรู้จักนางดีอย่างนั้นแหละ”
กล่าวจบ ราวกับต้องการหาแนวร่วม อึ้งย้งก็หันไปทางเอี้ยง้วย “พี่สาวเล้ง ท่านว่าเหตุใดถึงมีคนโง่เง่าเช่นนี้ได้นะ? เชื่อใจคนง่ายดายเหลือเกิน”
เอี้ยง้วยกล่าวเสียงเรียบ “บางทีอาจไม่ใช่การเชื่อใจคนโดยง่าย แต่เป็นเพราะเขามีวิธีพิจารณาในแบบของตน”
อึ้งย้งกล่าวอย่างไม่พอใจ “ข้าว่าเขาไม่รู้เสียมากกว่า ว่ายุทธภพนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายเพียงใด และจิตใจคนนั้นอำมหิตแค่ไหน”
ต่อเรื่องนี้ สีหน้าของเอี้ยง้วยยังคงเรียบเฉย นางนำชามใบสุดท้ายที่เหลืออยู่ล้างในน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งแล้วนำไปวางบนชั้นไม้ข้างๆ
หากคนในวังบุปผารู้ว่า ประมุขวังเอี้ยง้วยที่ศิษย์ทั้งวังต่างเคารพประดุจเทพเซียน กำลังล้างถ้วยชามอย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้
เกรงว่าคงจะตกตะลึงจนลูกตาแทบถลน
หลังจากเช็ดคราบน้ำบนมือจนแห้ง เอี้ยง้วยสะบัดมือขวาเบาๆ แล้วไพล่มือไว้ข้างหลังข้างหนึ่งก่อนจะเดินออกไป
เมื่อมองดูรัศมีสูงส่งและท่าทีเย็นชาหยิ่งทะนงซึ่งเผยออกมาโดยไม่รู้ตัวของเอี้ยง้วยในยามนี้
อึ้งย้งก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองถ้วยชามที่นางเพิ่งวางไว้บนชั้นไม้
หากไม่ได้เห็นกับตาว่าเอี้ยง้วยเป็นคนล้าง ท่วงท่าของนางยามนี้ ไหนเลยจะดูเหมือนคนที่เพิ่งล้างถ้วยชามในครัวเมื่อครู่?
พูดตามตรง อึ้งย้งอยากจะถามเอี้ยง้วยสักคำจริงๆ
ว่านางทำได้อย่างไร ถึงสามารถสับเปลี่ยนท่วงท่าสูงส่งเหนือผู้คน เปี่ยมด้วยความเย็นชาและสง่างามเช่นนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทันทีที่ล้างถ้วยชามเสร็จ?
รอจนกระทั่งเก็บกวาดส่วนที่เหลือในครัวจนสะอาดเรียบร้อย
อึ้งย้งสะบัดมือเตรียมจะเดินออกไป แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็หมุนตัวกลับมาอีกครั้ง
ทำท่ามือไพล่ไว้ด้านหลังเลียนแบบเอี้ยง้วยแล้วจึงเดินออกไป
เพียงแต่ว่าท่าทางเดียวกันนั้น เมื่ออยู่บนร่างของเอี้ยง้วยกลับดูเย็นชาหยิ่งทะนง
ทว่าพอเป็นอึ้งย้งทำบ้าง กลับไม่อาจซ่อนความซุกซนและขี้เล่นของนางเอาไว้ได้เลย
หลังจากเดินออกจากครัว เมื่อเห็นเอี้ยง้วยกำลังจุดเทียนไขอยู่ใต้ชายคา อึ้งย้งก็เข้าไปช่วย
รอจนกระทั่งแสงเทียนขับไล่ความมืดสลัวจนสว่างไสวไปทั่วลานหลังเรือนแล้ว นางก็ลุกขึ้นยืนพิงเสาข้างๆ มองลานเรือนที่สว่างไสว รู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ตามปกติแล้ว หลังมื้ออาหารเย็นควรจะเป็นเวลาที่ทุกคนแช่น้ำพุร้อนหรือเล่นหมากกระดานด้วยกัน
แต่ตอนนี้หลี่ฉางอันไม่อยู่ สตรีทั้งสองกลับรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
ด้วยเหตุนี้ อึ้งย้งจึงอดพึมพำออกมาไม่ได้ “พอกินข้าวเสร็จแล้วไม่เห็นเจ้าหมอนั่น ก็รู้สึกไม่ชินขึ้นมาหน่อยๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของเอี้ยง้วยก็ไหวระริก นางรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของอึ้งย้งอย่างไม่รู้ตัว
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทุกเช้าค่ำไม่กี่วันมานี้
กลับทำให้สตรีทั้งสองคุ้นเคยกับการมีเจ้าคนเกียจคร้านผู้นั้นอยู่ในสายตาตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว และเป็นผู้ชี้นำการกระทำของพวกนางมาตลอด
ดุจวสันตพิรุณไร้สำเนียง
ชีวิตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสำหรับสตรีทั้งสองแล้ว หลี่ฉางอันก็เป็นดั่งสายฝนในฤดูวสันต์ ที่ทำให้พวกนางคุ้นชินกับการมีอยู่ของเขาโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่เอี้ยง้วยก็ต้องยอมรับ ว่าช่วงเวลาหลายวันที่อยู่ในเรือนของหลี่ฉางอัน แม้จะเรียบง่าย แต่ก็เปี่ยมด้วยความผ่อนคลายและเป็นอิสระ อีกทั้งการมีเขาอยู่ด้วย ยังทำให้นางรู้สึกสงบในใจได้อย่างน่าประหลาด
นี่เป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ไม่ว่าจะตอนที่อยู่ในวังบุปผาหรือกระทั่งก่อนหน้าที่จะได้พบหลี่ฉางอัน และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้นางยังคงอยู่ที่นี่มาจนถึงตอนนี้
หลังจากบ่นพึมพำ อึ้งย้งก็กลับเข้าไปในห้อง ยกโต๊ะเก้าอี้ออกมาแล้วลากเอี้ยง้วยมาเล่นหมากล้อมห้าตัวด้วยกัน
เพียงแต่ระหว่างที่เล่นหมาก สายตาของทั้งสองกลับเหลือบไปมองทางเข้าลานหลังเรือนเป็นครั้งคราว คล้ายใจลอยอยู่บ้าง
………
ขณะเดียวกัน หลี่ฉางอันได้สั่งซื้อเครื่องนอนอย่างดีสิบกว่าชุด ให้เถ้าแก่นำไปส่งที่บ้านในวันพรุ่งนี้ จากนั้นก็ลากเสี่ยวเจียวไปยังร้านตัดเสื้อ
ภายใต้การคะยั้นคะยอของหลี่ฉางอัน เสี่ยวเจียวก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่เขาเลือกให้ด้วยความขวยเขิน
ระหว่างนั้น หลี่ฉางอันก็จะเอ่ยวิจารณ์อยู่เป็นระยะ หากชุดไหนดีก็จะให้ทางร้านเก็บไว้รอห่อกลับ แต่ถ้าชุดไหนดูไม่ดี เขาก็จะให้นางเปลี่ยนออกทันที
จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หลี่ฉางอันจึงพานางซึ่งสวมอาภรณ์ชุดใหม่กลับเรือน พร้อมกับซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ ติดมือมาด้วย
อาจเป็นเพราะฝนวสันต์ครานี้ แม้ว่าฟ้าจะยังไม่มืดดี แต่ผู้คนบนท้องถนนกลับบางตากว่าวันก่อนๆ อยู่ไม่น้อย สายฝนยังคงตกพรำๆ โปรยปรายไม่ขาดสาย
ขณะที่เสี่ยวเจียวเดินตามหลังหลี่ฉางอัน ใบหน้าของนางก็ฉายแววครุ่นคิด
เป็นเวลานาน หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะ เสี่ยวเจียวพลันเอ่ยปากขึ้น “คุณชายเจ้าคะ”
เชิงอรรถและคำอธิบายเพิ่มเติม
วสันตพิรุณไร้สำเนียง*(春风润无声 - Chūnfēng rùn wúshēng): เป็นการอ้างอิงถึงบทกวีชื่อดัง "ฝนดีในคืนวสันต์" (春夜喜雨) ของตู้ฝู่ (杜甫) ซึ่งมีท่อนหนึ่งว่า "润物细无声" (rùn wù xì wúshēng) แปลว่า "หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งอย่างละเอียดอ่อนโดยไร้เสียง" ในที่นี้ผู้เขียนได้ดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อเปรียบเปรยว่าการมีอยู่ของหลี่ฉางอันได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของหญิงสาวทั้งสองอย่างเงียบเชียบและเป็นธรรมชาติ เหมือนสายฝนที่ค่อยๆ ซึมซาบลงไปโดยที่พวกเธอไม่ทันรู้ตัว