ความรู้สึกค้างคามักตราตรึงใจผู้อ่าน…
บทที่ 32: ความรู้สึกค้างคามักตราตรึงใจผู้อ่าน…
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกอึ้งย้งจ้องมองด้วยสายตาที่ราวกับว่าตนได้ทำร้ายจิตใจนางอีก หลี่ฉางอันจึงใช้เวลาตลอดทั้งเช้าขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง
จนกระทั่งจรดพู่กันเขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายลงไป เขาถึงได้วางพู่กันลง
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผ่านการแช่น้ำทุกคืนและการบำรุงจากพลังลมปราณ สมรรถภาพร่างกายของหลี่ฉางอันยามนี้ อาจกล่าวได้ว่าแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนหลายเท่า
แต่หลังจากเขียนหนังสือมาตลอดทั้งเช้า มือขวาของเขาก็ยังปวดเมื่อยจนทนแทบไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูกองต้นฉบับบนโต๊ะ หลี่ฉางอันก็ยังคงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ไม่ว่าจะอย่างไร….. ตำนานนิทานสั้นเรื่องแรกของเขา... ไม่สิ... นิยายสั้นเรื่องแรกของเขาก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันเดินออกมา ร่างของอึ้งย้งก็พลันปราดเข้ามาอยู่เบื้องหน้าเขาในทันที
"เขียนเสร็จแล้วหรือ?"
หลี่ฉางอันตอบกลับ "เสร็จแล้ว!"
เมื่อได้รับการยืนยัน อึ้งย้งก็วางจานผักลงแล้วเตรียมพุ่งเข้าไปในห้องหนังสือเพื่อจะได้อ่านก่อนใคร
ทว่านางกลับถูกหลี่ฉางอันที่ตาไวมือไวกว่าคว้าตัวไว้ได้ทัน
"กินข้าวก่อนแล้วค่อยอ่าน! ของสิ่งนั้นมันไม่ได้มีขาเสียหน่อย เจ้าจะรีบร้อนไปใย?"
แต่หลี่ฉางอันยังคงประเมินแรงดึงดูดของนิยายที่ตนเขียนที่มีต่ออึ้งย้งต่ำไป
ก่อนหน้านี้ ยามกินอาหารแต่ละมื้อ อึ้งย้งยังมีทีท่าแย่งอาหารอยู่บ้าง
แต่วันนี้นางไม่เพียงแต่กินน้อยลง แต่ยังคอยคีบกับข้าวใส่ในชามของหลี่ฉางอันไม่หยุด
ราวกับกลัวว่ามื้ออาหารนี้จะยืดยื้อ
ส่งผลให้วันนี้หลี่ฉางอันต้องกินมากกว่าปกติไปไม่น้อย
หลังจากที่อึ้งย้งและเอี้ยง้วยล้างถ้วยชามเสร็จแล้ว ก็พากันเข้าไปในห้องของหลี่ฉางอัน เพื่อร่วมชื่นชมเนื้อหาในนิยายที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จ
เมื่อสังเกตเห็นเสี่ยวเจียวที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น อึ้งย้งก็พลิกต้นฉบับสองสามหน้าแล้วยื่นครึ่งแรกที่หลี่ฉางอันเขียนไว้ก่อนหน้านี้ส่งไปให้
"เจ้าอ่านส่วนหน้าไปก่อน"
เสี่ยวเจียวรับต้นฉบับที่อึ้งย้งยื่นมาให้อย่างสงสัยใคร่รู้ หลังจากอ่านไปได้ไม่กี่หน้า นางก็พลันจมดิ่งลงไปในเนื้อเรื่องทันที
เมื่อเห็นว่าสตรีทั้งสามล้วนอยู่ในห้องของตน หลี่ฉางอันกลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
"พวกเจ้าอ่านให้เร็วกว่านี้หน่อย! ประเดี๋ยวข้าจะเอาต้นฉบับเข้าไปในเมือง ส่งให้ร้านหนังสือตีพิมพ์"
ทว่าเมื่อสิ้นเสียง อึ้งย้งและเอี้ยง้วยที่กำลังดื่มด่ำอยู่กับเนื้อเรื่องกลับไม่มีผู้ใดตอบสนอง
มีเพียงเสี่ยวเจียวที่เงยหน้าขึ้นมาขานรับอย่างว่าง่าย "โอ" คำหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ
หลังจากลูบจมูกตัวเองอย่างจนใจ หลี่ฉางอันก็มองดูสตรีทั้งสาม แล้วเหลือบไปมองเศษไม้ที่อยู่ห่างออกไป
“สี่คน... เช่นนี้ก็ทำไพ่นกกระจอกมาเล่นได้แล้วนี่”
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฉางอันก็ไปหยิบกองไม้และมีดแกะสลักมา แล้วเริ่มลงมือแกะสลักอย่างช้าๆ
มีคำกล่าวว่า ความชำนาญเกิดจากการฝึกฝน
ในช่วงครึ่งปีมานี้ ยามมีเวลาว่างหลี่ฉางอันมักจะแกะสลักสิ่งของต่างๆ ด้วยตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป แม้ฝีมือจะเทียบไม่ได้กับเหล่าช่างฝีมือเก่าแก่
แต่การแกะสลักของง่ายๆ กลับไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
เสียงไม้ถูกแกะสลัก "แครกๆ" ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนอกห้อง
ส่วนในห้องก็มีเสียงพลิกกระดาษดังขึ้นเป็นครั้งคราว
ในลานเรือนแห่งหนึ่ง คนสี่คน ในบ่ายวันที่เมฆครึ้มเช่นนี้ กลับไม่มีผู้ใดรู้สึกเบื่อหน่ายแม้แต่คนเดียว
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ทางด้านของอึ้งย้งและเอี้ยง้วยก็ค่อยๆ อ่านมาจนถึงตอนท้าย
เมื่อเห็นฉากจบ มือของอึ้งย้งที่ถือต้นฉบับอยู่ก็อดสั่นเทาไม่ได้
เหตุผลง่ายมาก เพราะในฉากจบของหลี่ฉางอันนั้น
จ้าวตำหนักจอมเผด็จการกลับต้องตายเพื่อช่วยพระเอก
ส่วนพระเอกก็เศร้าโศกเสียใจ ถอนตัวออกจากยุทธภพ ไปสร้างกระท่อมไม้อยู่ข้างสุสานของนาง
เป็นโศกนาฏกรรมโดยแท้
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนท้ายยังแนบโคลงบทหนึ่งไว้ด้วย
"เถาวัลย์แห้งพันต้นไม้เก่า กาจับยามอัสดง
สะพานน้อยทอดข้ามธารา บ้านเรือนผู้คน
บนทางโบราณลมตะวันตกพัดพา อาชาผอมโซ
ตะวันลับขอบฟ้า ผู้ใจสลายรอนแรมสุดหล้า"
"จบเรื่องบริบูรณ์
ผู้ประพันธ์——ผู้ใจสลาย"
หลังจากวางต้นฉบับในมือลง ดวงตาทั้งสองของอึ้งย้งก็แดงก่ำ นางรีบก้าวเท้าฉับๆ ออกไปนอกประตู
"เหตุใดเจ้าจึงเขียนให้อี้เทียนเสวี่ยต้องตาย?"
หลี่ฉางอันเอ่ยตอบเสียงเรียบขณะที่มือยังคงแกะสลักต่อไป: "ในนิยายก็เขียนไว้แล้วมิใช่หรือ? นางเสียสละเพื่อคนรัก"
อึ้งย้งเอ่ยขึ้น: "เช่นนั้นให้นางบาดเจ็บสาหัสไม่ได้หรือ? จำเป็นต้องให้เส้นชีพจรหัวใจขาดสะบั้นเลยรึ? เหตุใดต้องสร้างเรื่องให้จบแบบโศกนาฏกรรมด้วย?"
หลี่ฉางอันกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล: "ในฐานะนิยายที่ดี แน่นอนว่าต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเช่นนี้ ผู้อ่านจึงจะประทับใจไม่รู้ลืม!"
อึ้งย้งไม่เข้าใจ: “นี่มันหลักการอันใดกัน?”
หลี่ฉางอันกล่าวเสียงเรียบ: "สิ่งที่ไม่ได้ครอบครองคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ความรู้สึกค้างคาไม่รู้จบนี่แหละ ที่จะตราตรึงในใจผู้อ่านได้มากที่สุด"
"หากไม่ได้จบลงด้วยโศกนาฏกรรม ตอนนี้เจ้าจะมีปฏิกิริยามากถึงเพียงนี้รึ?"
"หากเรื่องราวดำเนินไปอย่างหวานชื่นตลอดเวลา เกรงว่าพออ่านไปถึงตอนท้ายก็คงจะเลี่ยนไปแล้วกระมัง!"
อึ้งย้งลองคิดตาม ก็พบว่าเป็นจริงดั่งที่หลี่ฉางอันพูด
ตอนต้นที่จ้าวตำหนักจอมเผด็จการคอยปกป้องบุรุษที่ตนรักนั้นน่าสนใจก็จริง แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะจืดชืดไร้รสชาติไปบ้าง
เมื่อเทียบกับช่วงแรก เนื้อหาช่วงหลังกลับน่าตื่นเต้นและยิ่งใหญ่กว่ามาก แต่ก็เป็นเพราะความเศร้าอย่างใหญ่หลวงของเนื้อเรื่องนี่เอง กลับทำให้นางรู้สึกตราตรึงใจอย่างลึกซึ้ง
ในขณะนั้น เอี้ยง้วยก็เอ่ยขึ้น: "จ้าวตำหนักในนิยายของเจ้า บุคลิกใช้ได้ แต่การกระทำกลับดูไร้เดียงสาเกินไปหน่อย"
"อีกอย่าง สามารถเป็นถึงจ้าวตำหนักได้ พลังฝีมือย่อมสูงส่ง เหล่าคนต่ำช้าพวกนั้นจะลอบทำร้ายนางได้อย่างไร?"
"จุดนี้ดูจะไม่สมเหตุสมผล"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็ตอบกลับอย่างจริงจัง: "ถามไถ่ทั่วหล้า อันว่ารักคือสิ่งใด ถึงกับทำให้คนยอมตายเพื่อกันและกันได้… ความรักทำให้คนทำเรื่องโง่เขลา เพราะห่วงใยจึงสับสนวุ่นวายอย่างไรเล่า!"
เมื่อเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอึ้งย้งและเอี้ยง้วย ยามนี้หลี่ฉางอันจึงโต้แย้งอย่างมีเหตุผลเต็มที่
อย่างไรเสียนี่ก็เป็นหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมาเอง
สิทธิ์ในการตีความขั้นสุดท้ายย่อมต้องอยู่ที่หลี่ฉางอัน
ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ ข้าเป็นคนพูด ข้าเป็นคนตัดสิน ข้าย่อมเป็นฝ่ายถูก
ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์การขายอันโชกโชนในชาติก่อน ทำให้ฝีปากของหลี่ฉางอันเรียกได้ว่าเป็นเลิศอย่างแน่นอน
เมื่อเผชิญหน้ากับข้อคิดเห็นที่อึ้งย้งและเอี้ยง้วยหยิบยกขึ้นมา หลี่ฉางอันก็สามารถหาคำตอบมาอธิบายได้ทั้งหมดไม่มีตกหล่น
ทั้งยังมีเหตุมีผลรองรับอีกด้วย
ครู่ต่อมา อึ้งย้งที่รู้สึกว่าหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้แล้ว นางจึงนั่งลงตรงหน้าหลี่ฉางอันอย่างขุ่นเคือง
ยิ่งคิดถึงฉากจบที่ได้อ่านไปก่อนหน้านี้นางก็ยิ่งโมโห
ก่อนอ่านก็เฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ พออ่านจบแล้วก็รู้สึกค้างคาใจ
ถึงกระนั้น อึ้งย้งก็ทำอะไรไม่ได้
ความรู้สึกนี้…
ช่างน่าโมโหนัก
เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาของอึ้งย้งก็เลื่อนลงต่ำ อดไม่ได้ที่จะมองไปยังมืออันเรียวยาวของหลี่ฉางอัน
นางกัดฟันสีเงินเบาๆ
ทันใดนั้น อึ้งย้งก็เอ่ยขึ้น: "จริงสิ ระดับพลังบำเพ็ญของเจ้าบรรลุถึงระดับสองขั้นต้นแล้วมิใช่หรือ? ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้าลงมือเลย เราสองคนมาประลองฝีมือกันสักหน่อยดีหรือไม่?"
หลี่ฉางอันเหลือบมองอึ้งย้งแวบหนึ่ง "คิดจะรังแกคนรึ?"
อึ้งย้ง: "ข้าจะกดระดับพลังบำเพ็ญลงมาให้อยู่ที่ระดับสองขั้นต้นเท่ากับเจ้า"
หลี่ฉางอันส่ายหน้า: "ก็ไม่สู้ดีกว่า ข้ามีเพียงวิชาบำเพ็ญ ยังไม่เคยเรียนทักษะยุทธ์ สู้เจ้าไม่ได้หรอก!"
อึ้งย้งเบ้ปาก: "เจ้าจะหลอกใครกัน? ผู้ฝึกยุทธ์ที่ใดกันจะฝึกเพียงวิชาบำเพ็ญโดยมิฝึกฝนทักษะยุทธ์?"
อาจเป็นเพราะมีระดับพลังบำเพ็ญแล้ว แต่กลับไม่เคยได้ใช้
เมื่อเผชิญหน้ากับข้อเสนอนี้ของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้น: "เช่นนี้เป็นอย่างไร เจ้าสอนทักษะยุทธ์ให้ข้าสักวิชาหนึ่ง รอข้าเรียนรู้สำเร็จแล้ว เราค่อยมาประลองฝีมือกัน เจ้าว่าเป็นอย่างไร?"
อึ้งย้ง: "ตกลง!"
พูดจบ ร่างของอึ้งย้งก็พลันหายวับ ไปปรากฏตัวอยู่กลางลานเรือนแล้ว