เขียนนิยายสักเรื่อง คงไม่ต้องถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรอกกระมัง!

บทที่ 35 เขียนนิยายสักเรื่อง คงไม่ต้องถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรอกกระมัง!

มีคำกล่าวว่าคนมากย่อมมีพลังมาก

หลังจากเข้าไปในห้องหนังสือ วาดลวดลายของไพ่นกกระจอกทั้งหมดออกมา และมอบหมายงานให้เอี้ยง้วย, อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวแล้ว หลี่ฉางอันก็หยิบต้นฉบับนิยายเรื่อง ‘จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?’ ที่เขียนเสร็จไว้ก่อนหน้านี้ แล้วออกจากบ้านไป

หากก่อนหน้านี้หลี่ฉางอันยังไม่แน่ใจว่านิยายที่ตนเขียนจะได้รับการต้อนรับจากตลาดหรือไม่

เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของอึ้งย้งและคนอื่นๆ แล้ว หลี่ฉางอันก็รู้สึกว่านิยายที่ตนเขียนจะต้องโด่งดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน

แม้เมื่อมาถึงโลกนี้แล้วเขาจะไม่ได้สนใจยุทธภพหรือราชสำนัก แต่หากสามารถใช้ความสามารถของตนเองนำพาการเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกใบนี้ได้บ้าง มันก็คงจะดีไม่น้อย

ตัวอย่างเช่น ทำให้ผู้อ่านต้องน้ำตาคลอเบ้าหลังจากอ่านตอนจบ

"แต่…. นักอ่านในโลกนี้คงไม่มีธรรมเนียมส่งมีดมาให้ผู้เขียนหรอกนะ!"

ขณะที่เดินไป หลี่ฉางอันก็ลูบคางพลางพึมพำกับตนเอง

เมื่อมองแผ่นหลังของหลี่ฉางอันที่กำลังเดินจากไป แล้วมองดูกระดาษที่วาดลวดลายไว้เต็มกองในมือ อึ้งย้งก็มองไปยังเอี้ยง้วยข้างๆ ด้วยแววตาขุ่นข้องใจ

รู้สึกเหมือนตนเองพลอยรับเคราะห์ไปด้วยแท้ๆ

เดิมทีก็สบายดีอยู่แล้ว อยู่ดีๆ กลับมีงานเพิ่มขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เมื่อสบกับสายตาของอึ้งย้ง เอี้ยง้วยกลับมีสีหน้าเป็นปกติ

นางเหลือบมองเสื้อผ้าที่ตนเองเพิ่งซักเสร็จเมื่อเช้านี้ซึ่งตากอยู่บนราวไม้แล้วถอนหายใจเบาๆ “รีบทำให้เสร็จเถอะ! เล่นหมากล้อมห้าตัวมาตั้งนาน ยังไม่เคยชนะเลยสักครั้ง”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อึ้งย้งก็พลันรู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้นไปอีก

หลายวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเอี้ยง้วย หรืออึ้งย้งก็ไม่เคยเอาชนะได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

กลับกัน เวลาล้างจานของอึ้งย้ง กลับถูกต่อเวลาเพิ่มไปอีกหนึ่งเดือน

ส่วนเวรซักผ้าของเอี้ยง้วยก็ถูกต่อเวลาเพิ่มไปอีกสองเดือน

แม้ว่าการถอยโดยไม่สู้จะไม่ใช่นิสัยของเอี้ยง้วย

แต่การรู้ทั้งรู้ว่าทำไม่ได้แล้วยังจะฝืนทำ นั่นเรียกว่าโง่เขลา

ในฐานะจ้าววังแห่งวังบุปผา นางย่อมรู้ดีว่าอะไรคือ "รู้จักถอยทัพเพื่อเลี่ยงหายนะ"

ทว่า สิ่งที่ทำให้สตรีทั้งสองนางรู้สึกค้างคาใจก็คือ

เห็นได้ชัดว่ากติกาของหมากล้อมห้าตัว นั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง

แต่กลับเอาชนะหลี่ฉางอันไม่ได้เลย

นี่ทำให้สตรีทั้งสองอดรู้สึกเหมือนสติปัญญาของตนเองถูกหยามเหยียดไม่ได้... และนี่คือสิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุด

ด้วยเหตุนี้ อึ้งย้งจึงอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้: “รู้สึกเหมือนเจ้าหมอนี่เป็นดาวข่มของข้าเลย อยู่กับเขาไม่เคยได้เปรียบเลยสักครั้ง”

เอี้ยง้วยยิ้มอย่างอ่อนโยน

…………………

ร้านหนังสือฉางซาน

ขณะที่หลี่ฉางอันค่อยๆ ก้าวเข้าไป เถ้าแก่ร่างท้วมผู้มีใบหน้าซื่อๆ ก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ

“คุณชาย ต้องการซื้อหนังสือหรือขอรับ?”

หลี่ฉางอันส่ายหน้า แล้ววางต้นฉบับที่ห่อผ้าไว้อย่างดีลงบนโต๊ะ

“ตีพิมพ์หนังสือ!”

“หืม? ตีพิมพ์หนังสือรึขอรับ?

เถ้าแก่มองสำรวจหลี่ฉางอันอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยอย่างนอบน้อม

“ให้ผู้น้อยดูต้นฉบับก่อนได้หรือไม่ขอรับ?”

หลี่ฉางอันกล่าวเสียงเรียบ: “ตามสบาย!”

เมื่อเห็นดังนั้น เถ้าแก่จึงหยิบต้นฉบับที่พับไว้อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะขึ้นมา

ส่วนหลี่ฉางอันก็เดินเล่นชมดูรอบๆ ร้านหนังสือ

หยิบหนังสือตำนานนิทานขึ้นมาพลิกอ่านเป็นครั้งคราว

แต่โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นถ้อยคำซ้ำซากจำเจ สอดแทรกด้วยบทกวีที่จืดชืดไร้รสชาติอยู่สองสามประโยคเพื่ออวดอ้างวรรณศิลป์

แต่ราคากลับไม่ถูกเลย

หนังสือบางเล่มมีราคาสูงถึงหนึ่งตำลึงเงิน

ต้องรู้ว่า เงินหนึ่งตำลึงนั้น เพียงพอสำหรับครอบครัวสี่คนที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน

หากเทียบกับชาติก่อน กำลังซื้อก็เกือบจะถึงระดับหนึ่งถึงสองหมื่นหยวน

หากมีดีเพียงราคาแพงก็ยังพอว่า แต่ประเด็นสำคัญคือเนื้อหาข้างในนั้น หลี่ฉางอันอ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็ทนอ่านต่อไปไม่ไหวจริงๆ

หนึ่งเค่อ ผ่านไป….

หลี่ฉางอันที่อยากจะรีบกลับบ้านในที่สุดก็อดที่จะเอ่ยขึ้นมาไม่ได้: “เถ้าแก่ ยังต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด? หากไม่เต็มใจจะตีพิมพ์ ข้าจะได้ไปถามที่อื่นดู”

สิ้นคำพูดนี้ เถ้าแก่ร่างท้วมที่อยู่ข้างๆ ก็ร้อนใจขึ้นมา

“อย่าเลยขอรับ! ยินดีอย่างยิ่งขอรับ! หนังสือเล่มนี้ ร้านหนังสือฉางซานของเรายินดีตีพิมพ์”

หลังจากวางต้นฉบับลงอย่างอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย เถ้าแก่ก็มองหลี่ฉางอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความนอบน้อมและชื่นชม

“หนังสือของคุณชายเล่มนี้ เขียนได้ดีจริงๆ! ผู้น้อยอ่านตำนานนิทานมาก็มาก แต่ไม่เคยพบนิยายที่น่าสนใจเช่นของคุณชายมาก่อนเลย” พูดพลางเหลือบมองต้นฉบับ แล้วกล่าวเสริม “ชื่อเรื่องก็ตั้งได้ดียิ่ง มองปราดเดียวก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้แล้ว”

หลี่ฉางอัน พยักหน้า: “เช่นนั้นก็มาคุยเรื่องการตีพิมพ์กันเถอะ?”

เมื่อเข้าเรื่องธุรกิจ เถ้าแก่ก็กระแอมในลำคอแล้วกล่าว “โดยทั่วไปแล้ว หากต้องการตีพิมพ์หนังสือ ก็จะต้องนำต้นฉบับมาที่ร้านของเรา พร้อมชำระเงินห้าสิบตำลึงเป็นค่าดำเนินการ ทางร้านก็จะทำการพิมพ์ออกมาแล้ววางจำหน่าย”

“ส่วนหลังจากนั้น ก็จะแบ่งผลกำไรกันคนละครึ่ง ทางร้านหนังสือและผู้ประพันธ์จะได้ส่วนแบ่งไปฝ่ายละห้าส่วน”

“หืม?”

หลี่ฉางอันขมวดคิ้วเล็กน้อย สัญชาตญาณของนักการค้าในชาติภพก่อนร้องเตือนว่าเงื่อนไขเช่นนี้เสียเปรียบเกินไป

เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่ฉางอัน เถ้าแก่ร่างท้วมก็รีบกล่าวว่า: “แน่นอนขอรับ นั่นสำหรับนิยายทั่วๆ ไป”

“สำหรับผลงานล้ำค่าของคุณชาย หากได้ออกสู่สายตาผู้คน จะต้องโด่งดังไปทั่วอย่างแน่นอน ย่อมต้องมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างออกไป”

“หนังสือเล่มนี้ ทางร้านของเราจะทำการพิมพ์และจัดจำหน่ายให้คุณชายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ส่วนแบ่งหลังจากนั้นจะเป็นสามส่วนต่อเจ็ดส่วน คุณชายรับไปเจ็ดส่วน ทางร้านสามส่วน ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

ในสมองของเขาคำนวณต้นทุนการพิมพ์และจัดจำหน่ายต่างๆ อย่างรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ

สุดท้ายหลี่ฉางอันก็มั่นใจได้ว่า ต่อให้ได้ส่วนแบ่งเพียงสามส่วน ร้านนี้ก็ยังได้กำไรมหาศาล

และเมื่อหนังสือขายดี ก็จะยิ่งทำให้ชื่อเสียงของร้านโด่งดังขึ้นไปอีก ผลประโยชน์ที่มองไม่เห็นย่อมมีมากกว่า

แต่เพียงชั่วพริบตาหลี่ฉางอัน ก็กดความคิดเหล่านี้ในหัวของตนเองลงไป

อย่างไรเสียตอนนี้ตนเองก็ไม่ใช่นักธุรกิจแล้ว แค่พอประมาณก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเคี่ยวจนเกินไปนัก

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า: “แต่ข้ามีเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง ห้ามเปิดเผยเด็ดขาดว่าข้าเป็นผู้ประพันธ์”

“หา?”

เถ้าแก่ร่างท้วมมองหลี่ฉางอันอย่างงุนงง

โดยปกติแล้ว คนที่เขียนนิยาย ใครบ้างจะไม่อยากมีชื่อเสียง?

หากมีชื่อเสียงแล้ว ในอนาคตนิยายที่ขายก็จะยิ่งมีราคาสูงขึ้น ผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้น

ไหนเลยจะมีคนเหมือนคุณชายผู้นี้ ที่กลับต้องการจะปกปิดชื่อแซ่ของตนเอง

แต่ในเมื่อหลี่ฉางอันมีข้อเรียกร้อง เขาไหนเลยจะไม่ยอมรับ

จึงพยักหน้าตอบตกลงในทันที

เมื่อเห็นความไม่เข้าใจของเถ้าแก่ หลี่ฉางอันก็ไม่ได้อธิบายอะไร

คงจะบอกไม่ได้กระมังว่าตนเองกังวลเรื่องความวุ่นวาย?

เพราะในชาติก่อน หลี่ฉางอันรู้ดีว่ามีนักเขียนบางคนที่ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของผู้อ่าน

ไม่ต้องพูดถึงโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์ที่พร้อมจะปลิดชีวิตคนได้ทุกเมื่อ

หากวันใดวันหนึ่งมีจอมยุทธ์หญิงนางหนึ่งอ่านนิยายของเขาแล้วเกิดเจ็บแค้นใจขึ้นมา บุกมาหาถึงที่ ถึงตอนนั้นเขาจะทำอย่างไร?

เขียนนิยายสักเรื่อง คงไม่ต้องถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรอกกระมัง!



ปล. ปูมาขนาด ผมว่ามีคนตามถึงบ้านเพราะนิยายมันแน่ๆ 5555



ตอนก่อน

จบบทที่ เขียนนิยายสักเรื่อง คงไม่ต้องถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงหรอกกระมัง!

ตอนถัดไป