เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

บทที่ 36 เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

หลังจากลงนามในสัญญากับเถ้าแก่ร่างท้วมแล้ว หลี่ฉางอันก็เดินกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อน

ทว่าทันทีที่เงาร่างของหลี่ฉางอันลับหายไป เถ้าแก่เจ้าเนื้อซึ่งกำลังไล่สายตาอ่านต้นฉบับด้วยความเร็วประดุจอ่านสิบแถวในปราดเดียว พลันรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ

แรกเริ่มเถ้าแก่ยังคงลูบเคราพลางอมยิ้มให้กับความรักแสนหวานของตัวละคร แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินถึงกลางเล่ม รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง...ก่อนที่หยาดน้ำตาของบุรุษจะร่วงหล่นลงบนหน้ากระดาษ

บัดนี้ เถ้าแก่จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นจึงกำชับนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายชื่อผู้แต่งออกไปเป็นอันขาด

หากหลี่ฉางอันยังอยู่ในร้านหนังสือ เถ้าแก่ที่เพิ่งอ่านบทสุดท้ายจบลง คงมิอาจทานทน เป็นต้องปรี่เข้าไปประเคนหมัดอวบๆ นี้ให้เขาสักหลายตุ้บเป็นแน่!

เนื้อเรื่องมันช่างบีบคั้นหัวใจเสียเหลือเกิน!

หากเป็นเรื่องราวโศกเศร้าตั้งแต่ต้นจนจบก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่...พับผ่าเถอะ! นิยายเรื่อง 'จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?' ของหลี่ฉางอัน ในช่วงแรกหวานล้ำดุจน้ำผึ้งเดือนห้า ชวนให้ผู้อ่านแย้มยิ้มแก้มแทบปริ แต่แล้วผู้ใดจะคาดคิดว่าครึ่งหลังจะพลิกผันปานนั้น

ช่วงแรกหวานล้ำเพียงใด ช่วงหลังขมขื่นปานดีพญางู!

โดยเฉพาะบทกวีบทสุดท้าย

“ผู้ใจสลายรอนแรมสุดหล้า”

ยิ่งตอกย้ำความรันทดให้ซึมลึกไปถึงกระดูก

ทำเอาเถ้าแก่ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสาย

ทว่าคร่ำครวญได้เพียงชั่วครู่ เถ้าแก่พลันเปลี่ยนความคิดแล้วหัวเราะร่าออกมา

“ฮ่าๆๆ! ดี! ดีนัก!”

ขนาดชายวัยกลางคนอย่างตนอ่านแล้วยังสะท้านสะเทือนใจได้ถึงเพียงนี้ แล้วเหล่าคุณหนูในห้องหอหรือบัณฑิตใจบางเล่า จะไม่ทุ่มเงินซื้อผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตากันจนหมดตลาดรึ?

เห็นที...ตำราเล่มนี้จะทำเงินให้เขาเป็นกอบเป็นกำแล้ว!

...



ขณะเดินอยู่บนถนน หลี่ฉางอันคาดคะเนเวลาแล้วเห็นว่ายังพอมีเหลือเฟือ จึงตั้งใจจะแวะซื้อขนมขบเคี้ยวกลับไป

อย่างไรเสีย ดื่มชาทุกวันก็ต้องมีของว่างเครื่องเคียงไว้บ้าง

และในขณะที่หลี่ฉางอันกำลังจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูร้านนั่นเอง พลันมีเสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในหูของเขา

“ได้ยินข่าวหรือยัง? เมื่อคืน...พรรคไผ่เขียวถูกล้างบางสิ้นซากแล้ว!”

“ผู้ใดบ้างจะไม่รู้เล่า? ยามข้าเดินผ่านตรอกนั้นเมื่อเช้ามืด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแทบอาเจียน เลือดนองท่วมธรณีประตู...น่าสยดสยองนัก!”

“ไม่รู้ว่าพรรคไผ่เขียวไปล่วงเกินขุมกำลังใดเข้า เมื่อวานยังกร่างอยู่ทั่วตลาด วันนี้กลับกลายเป็นกองซากศพไร้ชื่อไปเสียแล้ว...”

สุ้มเสียงเหล่านั้นทำให้ย่างก้าวของหลี่ฉางอันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงเป็นประกายวูบหนึ่ง

ในหัวเขาพลันนึกถึงรอยเท้าเปื้อนดินและคราบน้ำหน้าประตูบ้านเมื่อคืนก่อนขึ้นมาทันที

เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับเรื่องที่ได้ยิน.. ในใจของหลี่ฉางอันก็มีข้อสันนิษฐานลางๆ ผุดขึ้นมา

เขาจ่ายเงินค่าขนมแล้วหิ้วถุงกระดาษกลับเรือนด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเก่า

……

เมื่อกลับถึงเรือน เสี่ยวเจียวรีบออกมารับถุงขนมไปจัดแจง หลี่ฉางอันก็นั่งลงมองเอี้ยง้วยที่กำลังสร้างไพ่นกกระจอกออกมาทีละตัวอย่างรวดเร็ว

ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมอง เอี้ยง้วยเหลือบมองมาพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย

“มีเรื่องอันใด?”

หลี่ฉางอันเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ก่อนเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เมื่อคืน...พรรคไผ่เขียวในเมืองถูกถอนรากถอนโคน”

สิ้นเสียงของเขา พลันเกิดความเงียบชั่วขณะ การเคลื่อนไหวในมือของอึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ ก็ชะงักงัน นางมองไปยังหลี่ฉางอันโดยไม่รู้ตัว

หลังจากสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากของเอี้ยง้วยก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง “เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือข้าหรือ?”

หลี่ฉางอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ข้าเดาว่านังหนูนั่นจัดการกับพวกหนูสกปรกที่มาหาเรื่องเมื่อคืน ส่วนการล่มสลายของพรรคไผ่เขียวน่าจะเป็นฝีมือเจ้า”

อึ้งย้งที่อยู่ด้านข้างอุทานอย่างตกตะลึง “หา? พรรคไผ่เขียวถูกทำลายแล้วหรือ?”

เห็นได้ชัดว่าอึ้งย้งที่วันนี้ยังไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้าน ยังไม่ทราบข่าวนี้

เมื่อเห็นว่าหลี่ฉางอันคาดเดาได้อย่างแม่นยำ เอี้ยง้วยก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย

“เจ้าเดาได้อย่างไร?”

หลี่ฉางอันกรอกตามอง “มันยากนักหรือ? แม้พรรคไผ่เขียวจะเป็นเพียงมดปลวกในยุทธภพ แต่เบื้องหลังก็มีพรรคสุริยันจันทราคอยหนุนอยู่”

“ถือเป็นงูเจ้าถิ่นในเมืองฉางซานแห่งนี้”

“เมื่อคืนรอยเท้าเปื้อนดินและคราบน้ำที่หน้าประตูชัดเจนถึงเพียงนั้น เห็นได้ชัดว่ามีคนบุกมาหลังจากที่ข้ากับเสี่ยวเจียวออกไปแล้ว”

“อีกทั้งตอนที่ข้ากลับมา รองเท้าของย้งยี้ก็เปียกชื้นไปกว่าครึ่ง เห็นได้ชัดว่านางออกไปข้างนอกมา”

“แต่…ด้วยวรยุทธ์ของนาง จัดการกับอันธพาลไม่กี่คนที่บุกรุกยามวิกาลย่อมมิใช่ปัญหา แต่การจะล้างบางพรรคไผ่เขียวได้ในชั่วเวลาสั้นๆ เกรงว่านางยังต้องฝึกบำเพ็ญอีกหลายปี”

แม้หลี่ฉางอันจะไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็สื่อความได้ชัดเจนยิ่งแล้ว

เมื่อเห็นหลี่ฉางอันปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย อึ้งย้งก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ

เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่ประหลาดใจของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็หัวเราะเบาๆ แล้วถามว่า “เป็นอย่างไรเล่า เก่งใช่หรือไม่?”

พอได้ยินเช่นนั้น ประกายตาชื่นชมในดวงตาอึ้งย้งพลันมลายหายไป แปรเปลี่ยนเป็นแววตาดูแคลนระคนหมั่นไส้ในทันที

เมื่อเห็นว่าการอนุมานของตนถูกต้องทุกประการ หลี่ฉางอันก็อารมณ์ดียิ่งขึ้น ปลายมีดในมือพลิกพลิ้ว สะบัดเศษไม้ออกอย่างสบายอารมณ์

เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้ากับพรรคไผ่เขียวมีเรื่องบาดหมางกันหรือ?”

หลี่ฉางอันทำหน้าประหลาดใจ “ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่ชอบเก็บตัวอยู่ในเรือน จะไปมีเรื่องราวใดกับคนในยุทธภพได้เล่า?”

เอี้ยง้วยหรี่ตา: “เช่นนั้นเหตุใดพอพรรคไผ่เขียวล่มสลาย เจ้าจึงได้ดูยินดีนัก?”

หลี่ฉางอันวางมีดแกะสลักลงพลางตอบด้วยรอยยิ้ม “พรรคไผ่เขียวเป็นขุมกำลังในสังกัดของพรรคสุริยันจันทรา แต่เจ้ากลับทำลายพวกมันได้ตามใจชอบ เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ได้ไว้หน้าพรรคสุริยันจันทราเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าฐานะของแม่นางเล้งนั้นไม่ธรรมดาเพียงใด”

“มีร่มไม้ใหญ่เช่นเจ้าให้พักพิง ข้าย่อมเบาใจได้ว่าจะไม่มีมดปลวกตัวใดมารังควานอีก นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งมิใช่หรือ?”

ขณะที่พูด หลี่ฉางอันกลับส่งเสียง ‘จึ๊ จึ๊’ อยู่ในใจ ‘มีผู้คุ้มกันระดับนี้มาอาศัยอยู่ในเรือนโดยไม่ต้องจ่ายเงินสักเหวิน เรื่องน่ายินดีถึงเพียงนี้ หากไม่ยินดีก็คงเป็นคนโง่แล้ว!’

หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายวินาที เอี้ยง้วยก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ดูท่า...เจ้าจะล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของข้าแล้วกระมัง”

หลี่ฉางอันยักไหล่ “ก็คงประมาณนั้น... วังบุปผา จ้าววังเอี้ยง้วย”

พรรคสุริยันจันทรานั้นถือเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งแห่งแคว้นต้าหมิง หากมองไปทั่วทั้งแคว้นต้าหมิง ขุมกำลังที่กล้าหักหน้าพรรคสุริยันจันทราอย่างเปิดเผยเช่นนี้มีน้อยจนนับนิ้วได้

และในบรรดาขุมอำนาจเหล่านั้น ผู้ที่มีทั้งรูปโฉมงดงาม วรยุทธ์ลึกล้ำ นอกจากเจ้าวังบุปผาแล้ว หลี่ฉางอันก็นึกถึงคนอื่นไม่ออกจริงๆ

เดิมทีตอนที่ได้พบกับเอี้ยง้วยครั้งแรก หลี่ฉางอันก็เคยสงสัยว่าเล้งเหลียนเยว่ผู้นี้อาจเป็นคนเดียวกับจ้าววังเอี้ยง้วย ทว่าเมื่อนึกถึงกิตติศัพท์อันน่าพรั่นพรึงของนางแล้ว เขาจึงไม่กล้าปักใจเชื่อว่าจะเป็นคนๆเดียวกัน

ใครเลยจะคาดคิดว่าเรื่องราวจะกลับกลายเป็นราวกับละครได้ถึงเพียงนี้

สตรีที่มาเช่าเรือนของเขา ทั้งยังลงแช่น้ำพุร้อนด้วยกันทุกวี่วัน แท้จริงแล้วกลับเป็นจ้าววังบุปผาผู้มีชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าไปเสียได้

เรื่องนี้ทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกว่า ยังมิต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงแค่ได้ลงแช่น้ำพุร้อนร่วมกับเอี้ยง้วย ก็นับเป็นเรื่องที่เขาสามารถนำไปโอ้อวดได้อีกนานโขแล้ว

ท่าทีของหลี่ฉางอันที่เอ่ยถึงฐานะอันสูงส่งนั้นยังคงเป็นปกติ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ส่วนอึ้งย้ง ที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าประหลาดใจแต่อย่างใด ทว่าเสี่ยวเจียวนั้นต่างออกไป นางดวงตาเบิกกว้าง ร่างสั่นสะท้านน้อยๆ จ้องมองไปยังเอี้ยง้วยด้วยความตกตะลึง

ในใต้หล้านี้ สตรีที่คู่ควรกับคำว่า ‘อัจฉริยะแห่งยุคสมัย’ มีเพียงหยิบมือ และจ้าววังเอี้ยง้วยแห่งวังบุปผาคือผู้ที่เจิดจรัสที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา!

ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุถึงระดับเทพยุทธ์ ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือการมีชื่ออยู่บนทำเนียบเทพยุทธ์ของไป่เสี่ยวเซิง หรือการเป็นประมุขของวังบุปผาซึ่งเป็นขุมกำลังระดับสุดยอดที่แม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงใจหลายส่วน...

คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเพียงพอที่จะทำให้เอี้ยง้วยเจิดจรัสเปล่งประกาย คนธรรมดาทั่วไปเพียงคิดจะพบนางสักครั้งก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ

ทว่ายามนี้กลับมาปรากฏกายอยู่ในเมืองเล็กๆ ห่างไกลเช่นเมืองฉางซาน!

เมื่อเห็นหลี่ฉางอันเอ่ยฐานะของตนออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากของเอี้ยง้วยก็ยกขึ้นเล็กน้อย

แต่ในวินาทีถัดมารอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้างามพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ไพ่นกกระจอกที่เพิ่งก่อร่างขึ้นในมือนางพลันแหลกสลายเป็นผงธุลี ร่วงหล่นผ่านร่องนิ้ว

ชั่วพริบตาที่สีหน้าเปลี่ยนไป จิตสังหารอันเยียบเย็นพลันแผ่พุ่งออกมาจากร่างของนาง กดทับลงมาจนอากาศโดยรอบราวกับจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง!

ภายใต้แรงกดดันอันน่าพรั่นพรึงนี้ บรรยากาศภายในเรือนพลันหนักอึ้งลงถนัดตา

ทั้งอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมจับจ้องไปยังเอี้ยง้วย ในใจพลันบังเกิดความตึงเครียดและกระสับกระส่ายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว



ตอนก่อน

จบบทที่ เรื่องนี้ข้าโอ้อวดได้อีกนาน

ตอนถัดไป