คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด
บทที่ 37 คุณค่าแห่งอำนาจและชาติกำเนิด
พลังฝีมือและฐานะของเอี้ยง้วยนั้นนับว่าแกร่งกล้าเกินไป อีกทั้งในยุทธภพยังร่ำลือกันหนาหูว่า ประมุขวังบุปผาเอี้ยง้วยมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ทั้งยังมีอารมณ์แปรปรวนสุดจะคาดเดา
ชื่อเสียงของคนดุจเงาของไม้ ย่อมเป็นที่ยำเกรง
เมื่อเห็นเอี้ยง้วยทำท่าจะอาละวาด อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวจะบอกว่าไม่กลัวก็คงเป็นเรื่องโป้ปด
ทว่าเมื่อเผชิญกับการกระทำของเอี้ยง้วย หลี่ฉางอันกลับขมวดคิ้วมุ่น กล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “อย่าก่อเรื่องน่า ข้ากำลังรีบทำของนี่ให้เสร็จ หากเจ้าทำมันพังหมดคืนนี้จะเอาไรเล่นเล่า”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของหลี่ฉางอัน แรงกดดันที่แผ่ออกจากร่างเอี้ยง้วยก็สลายสิ้นไปในพริบตา ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นางปรบมือเบาๆ พลางมองหลี่ฉางอันด้วยความสนใจ “ดูท่า...เจ้าไม่กลัวข้าเลยจริงๆ”
หลี่ฉางอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “คนน่ากลัวที่แท้จริง คือพวกซ่อนมีดไว้ในรอยยิ้มต่างหาก”
กล่าวจบ เขาก็เลือกท่อนไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาลงมือแกะสลักต่อ
เอี้ยง้วยแย้มยิ้มอย่างไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ก่อนจะใช้พลังภายในดึงท่อนไม้ท่อนหนึ่งลอยขึ้นมาเช่นกัน
เมื่อคนทั้งสี่ร่วมลงแรง เวลาพลันล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ไพ่นกกระจอกชุดแรกในโลกหล้าก็เสร็จสมบูรณ์
ยามได้เห็นลวดลายอันคุ้นตาบนหน้าไพ่ หลี่ฉางอันก็แย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
……..
รัตติกาลมาเยือน
หลังจากทุกคนขึ้นมาจากบ่อน้ำพุร้อน แต่ละคนยังมีกลิ่นสุราหอมกรุ่นติดกาย หลี่ฉางอันก็ไม่รอช้า รีบเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ลานเรือน เลื่อนโต๊ะที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับเล่นไพ่นกกระจอกออกมา แล้วจึงเริ่มอธิบายกติกาให้สตรีทั้งสามฟัง
เมื่อทั้งหมดพอจะเข้าใจกฎเกณฑ์คร่าวๆ แล้ว อึ้งย้งพลันหยิบไพ่ขึ้นมาตัวหนึ่ง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขณะมองมายังหลี่ฉางอัน
“กติกาก็ง่ายดี แล้วจะเดิมพันด้วยอะไรเล่า?”
หลี่ฉางอันตบกระดาษเซวียนที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าว “แพ้หนึ่งตาจ่ายหนึ่งเหวิน จำกัดไว้ที่สี่เหวินต่อตา”
แม้จะกล่าวว่าพนันเล็กน้อยเพื่อความเพลิดเพลิน แต่หนึ่งเหวินนั้นนับว่าเล็กน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ บัดนี้หลี่ฉางอันมีเงินทองมากมายจนใช้ไม่หมด เรื่องเงินจึงหาใช่สิ่งสำคัญไม่
“เพียงแค่นี้?”
เมื่อได้ยินของเดิมพันที่หลี่ฉางอันกล่าว อึ้งย้งก็แสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นท่าทีของอึ้งย้ง มีหรือที่หลี่ฉางอันจะไม่รู้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้คิดการใดอยู่? นางคิดจะใช้ไพ่นกกระจอกเอาชนะเขา เพื่อทวงสัญญาพนันที่เคยแพ้ไปกลับคืนมาอย่างชัดเจน
หากเป็นหมากล้อมห้าตัว หลี่ฉางอันยังสามารถใช้ประสบการณ์อันโชกโชนเพื่ออยู่ในจุดที่ไร้พ่ายได้ ทว่าไพ่นกกระจอกนั้นแตกต่างออกไป เว้นแต่จะใช้วิชาโกงไพ่แล้วนั้น โชคชะตาก็คือปัจจัยสำคัญที่ตัดสินผลแพ้ชนะ
ในเกมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ หากอึ้งย้งกับเอี้ยง้วยร่วมมือกัน เกรงว่าเพียงคืนเดียว เขาคงมีงานบ้านกองพะเนินให้ทำไปอีกพักใหญ่เป็นแน่
ผู้มีปัญญาย่อมไม่ยืนในที่อันตราย เรื่องเช่นนี้มีหรือที่หลี่ฉางอันจะปล่อยให้เกิดขึ้น?
หลังจากทราบว่าของเดิมพันเป็นเพียงแค่เงิน ในตอนแรกทั้งอึ้งย้ง เอี้ยง้วย หรือแม้แต่เสี่ยวเจียวต่างก็หมดความสนใจ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สตรีทั้งสามกลับเริ่มติดลม
ความสนุกของไพ่นกกระจอกอยู่ที่ใดกัน? ก็คือการที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าไพ่ใบต่อไปที่จะจั่วขึ้นมาคืออะไร และไม่อาจรู้ว่าเมื่อใดคู่ต่อสู้จะทิ้งไพ่ที่เราต้องการลงมา
ด้วยเหตุนี้เอง การเล่นไพ่นกกระจอกจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกคาดหวังอยู่เสมอ
ดังนั้น หลังจากเล่นไปได้ไม่กี่ตา สตรีทั้งสามก็เริ่มสนุกขึ้นมา
และแล้ว…
สตรีทั้งสามก็แพ้ยับเยิน
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เอี้ยง้วยยังคงนับว่าไม่เป็นอะไร ด้วยฐานะเบื้องหลังที่ใหญ่โตมั่งคั่ง ต่อให้เล่นพนันเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ก็เห็นทีจะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย
ส่วนอึ้งย้งกับเสี่ยวเจียวนั้น เงินในถุงถูกกวาดไปกองอยู่ตรงหน้าหลี่ฉางอันจนเกลี้ยง
เมื่อเห็นว่าเงินของอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวหมดไม่มีเหลือแล้ว หลี่ฉางอันจึงแบ่งเงินค่ากับข้าวสำหรับวันพรุ่งนี้คืนให้อึ้งย้งก่อน จากนั้นจึงเก็บเงินที่เหลือบนโต๊ะใส่ถุงเงินของตนแล้วเดินกลับห้องไปอย่างสบายอารมณ์
เมื่อมองแผ่นหลังที่เปี่ยมสุขของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ
เรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงแค่ร้อยกว่าเหวิน แพ้ก็คือแพ้ แต่ที่น่าเจ็บใจจนแทบคลั่งคือความรู้สึกพ่ายแพ้นี้ต่างหาก ทุกคราที่นางคิดว่าชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อม หลี่ฉางอันกลับชิงตัดหน้าไปได้ก่อนเพียงหนึ่งก้าวเสมอ
อึ้งย้งลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย” จากนั้นก็ทะยานร่างหายลับไปในพริบตา
เสี่ยวเจียวมองอึ้งย้งที่จากไปแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเอี้ยง้วย “แม่นางย้งจะออกไปเดินเล่นยามวิกาลเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
เอี้ยง้วยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “นางไปหาเงิน”
“หาเงิน... ในยามค่ำคืนเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินคำตอบของเอี้ยง้วย เสี่ยวเจียวก็มีสีหน้างุนงง แต่ในวินาทีถัดมา คำสี่คำว่า ‘ปล้นคนรวยช่วยคนจน’ ก็ปรากฏขึ้นในสมองของนาง
เมื่อเข้าใจแล้วว่าอึ้งย้งออกไปทำอะไร สีหน้าของเสี่ยวเจียวก็พลันแปลกประหลาดขึ้นมา
“ทำเช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ?”
ขณะที่เสี่ยวเจียวกำลังเก็บไพ่นกกระจอก เอี้ยง้วยก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วหันหลังเดินกลับห้องของตนไป
ทว่า ทันทีที่เอี้ยง้วยเดินถึงประตู นางก็พลันหยุดชะงัก
วินาทีต่อมา ร่างของเอี้ยง้วยก็ไหววูบหายไปจากจุดเดิม ก่อนจะไปปรากฏตัวที่ด้านนอกลานเรือนของหลี่ฉางอัน
และที่นอกลานเรือน เหล่าศิษย์วังบุปผากำลังรอคอยอยู่แล้ว
เมื่อเห็นเอี้ยง้วย ศิษย์วังบุปผาทุกคนก็รีบคุกเข่าคารวะในทันที
“ท่านจ้าววัง!”
เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าศิษย์วังบุปผา น้ำเสียงของเอี้ยง้วยเย็นเยียบเปี่ยมด้วยความหยิ่งทะนง “มีเรื่องอันใด?”
ศิษย์วังบุปผาผู้เป็นหัวหน้าเร่งตอบกลับ “เรียนท่านจ้าววัง มีข่าวแจ้งมาว่าพรรคสุริยันจันทราได้ส่งผู้อาวุโสมายังเมืองฉางซานแล้ว คาดว่าคงมาเพราะเรื่องที่พรรคไผ่เขียวถูกทำลายเจ้าค่ะ”
ดวงตางามของเอี้ยง้วยไหวระริกเล็กน้อย
“พรรคสุริยันจันทรา? เหอะ….เคลื่อนไหวรวดเร็วดีนี่!”
ในยุทธภพนั้น แม้จะมีขุมกำลังมากมายซับซ้อน แต่ก็มีลำดับชั้นที่เข้มงวดเช่นกัน
และหนึ่งในสิ่งที่แสดงถึงความเข้มงวดนั้นก็คือการส่งส่วย
การฝึกยุทธ์หาใช่การบำเพ็ญเซียน จำเป็นต้องใช้ทุนทรัพย์และกำลังคนมหาศาลในการสนับสนุน หลักสี่ประการอันได้แก่ ‘ทรัพย์ คู่หู เคล็ดวิชา และสถานที่’ นั้น หาใช่เพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่
ยิ่งขุมกำลังใดแข็งแกร่งมากเท่าใด ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หากต้องการให้สำนักพัฒนาและดำเนินต่อไปได้ เงินทองย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ดังนั้น รายได้จากกิจการน้อยใหญ่ในแต่ละเมืองหรือแม้กระทั่งหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าต๋งจากการค้าหรือค่าคุ้มครองจากชาวบ้าน จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเสมอ
ส่วนหนึ่งส่งให้ราชสำนัก
อีกส่วนหนึ่งถูกจัดสรรโดยขุมกำลังในยุทธภพ
และขุมกำลังในยุทธภพระดับล่าง ก็จำเป็นต้องส่งบรรณาการรายเดือนให้แก่สำนักระดับสูงที่ควบคุมพื้นที่นั้นๆ อีกทอดหนึ่ง
อย่างเช่นเมืองฉางซานแห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ เดิมทีเป็นเขตอิทธิพลของพรรคสุริยันจันทรา ทุกสำนักในดินแดนตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้จำเป็นต้องส่งมอบทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้แก่พรรคสุริยันจันทราทุกเดือน
และเมืองฉางซานก็เป็นศูนย์กลางการค้า ทำให้เงินที่เก็บได้ในแต่ละเดือนนั้นมีจำนวนมากกว่าเมืองทั่วไป
เดิมทีเอี้ยง้วยคิดว่าต่อให้พรรคสุริยันจันทราจะเคลื่อนไหว ก็คงต้องรออีกหลายวัน แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงวันที่สองก็มีการตอบโต้แล้ว
ดูท่าว่าในเมืองฉางซานแห่งนี้ คงมีสายข่าวของพรรคสุริยันจันทราอยู่แล้วเป็นแน่
เอี้ยง้วยพลันเปลี่ยนความคิด นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พรรคสุริยันจันทราไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่ต้องใส่ใจ แต่หากมีผู้ใดเข้าใกล้ลานเรือนนี้ ก็ฆ่าทิ้งเสีย”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายเผด็จการอันเย็นเยียบเสียดกระดูก วาจาดุจคมดาบ เปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหาร
“เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำสั่งของเอี้ยง้วย เหล่าศิษย์วังบุปผาก็ขานรับในทันที
เมื่อเห็นดังนั้น เอี้ยง้วยจึงเตรียมหันกายกลับเข้าสู่ลานเรือน
แต่แล้ว ขณะที่กำลังจะก้าวเท้า นางพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงชักเท้ากลับ พร้อมกับมองไปยังศิษย์วังบุปผาที่อยู่ใกล้ที่สุด
“เอาเงินบนตัวเจ้ามาให้เปิ่นจั่ว”
“หา? อ้อ… เจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์วังบุปผาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาอันเย็นเยียบของเอี้ยง้วย หัวใจก็พลันกระตุกวูบ รีบหยิบเงินของตนเองส่งให้ด้วยสองมือ
หลังจากรับถุงเงินมาจากศิษย์ผู้นั้น เอี้ยง้วยก็ลองชั่งน้ำหนักในมือดู เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่หนักอึ้งของถุงเงิน รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง
ประโยชน์และคุณค่าของอำนาจและเบื้องหลังได้ปรากฏชัดในยามนี้
เมื่ออึ้งย้งไม่มีเงิน นางก็ต้องลงมือเสาะหาด้วยตนเองเพื่อให้มีกินมีใช้ แต่สำหรับเอี้ยง้วยแล้ว นางทำเพียงพูดประโยคเดียวเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างทั้งสอง ช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน