บิดามันเถอะ... ช่างหัวการค้าเสียจริง

บทที่ 48 บิดามันเถอะ... ช่างหัวการค้าเสียจริง

สายตาของตงฟางปู้ป้ายจับจ้องอยู่บนหน้าตำราในมือ นางอ่านมันอย่างเชื่องช้า

โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงฉากรักใคร่ระหว่างตัวเอกทั้งสอง มุมปากของนางก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางอย่างมิอาจควบคุม

เรื่องราวในเล่มกลับทำให้ตงฟางปู้ป้ายผู้ซึ่งเคยดูแคลนนิยายรักใคร่ไร้สาระเช่นนี้มาก่อน อ่านมันได้อย่างออกรสออกชาติ

ณ ชั้นหนึ่งของโรงเตี๊ยม ถงไป่สงก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็ว

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวขึ้นไปยังชั้นสอง เขาก็ถูกสตรีผู้หนึ่งขวางไว้ นางคือซางซานเหนียง ผู้อาวุโสแห่งพรรคสุริยันจันทราซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อไม่กี่ปีก่อน และมีวรยุทธ์บรรลุถึงขอบเขตกำเนิดฟ้าขั้นต้นแล้ว

ใบหน้าของถงไป่สงเคร่งขรึมลงทันที เตรียมจะเอ่ยปาก

แต่ก่อนที่คำพูดใดจะหลุดรอดออกมา ซางซานเหนียงกลับรีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ พร้อมกันนั้นก็กระซิบเสียงเบาว่า

“ท่านประมุขกำลังอ่านตำราอยู่ชั้นบน ห้ามมิให้ผู้ใดรบกวน”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของถงไป่สงจึงค่อยดีขึ้นมาบ้าง

เขาเหลือบมองขึ้นไปยังชั้นบนแวบหนึ่ง ก่อนจะลดเสียงให้เบาลงเช่นกันแล้วเอ่ยถาม “อ่านตำรา? ตำราอันใด?”

ซางซานเหนียงนึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “ดูเหมือนจะชื่อว่า

《จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า》 น่าจะเป็นนิยายชาวบ้านประเภทหนึ่ง”

ถงไป่สงเต็มไปด้วยความสงสัย “นิยายชาวบ้านรึ? ประมุขพรรคไปชื่นชอบของฆ่าเวลาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

ซางซานเหนียงยิ้มขื่น “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? แต่เมื่อครู่นี้เพิ่งมีคนผู้หนึ่งส่งเสียงดังเกินไปจนรบกวนการอ่านของท่านประมุข ตอนนี้คนผู้นั้นถูกลากตัวออกไปตัดหัวแล้ว”

"ซี้ด~"

ถงไป่สงรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาในใจ ขณะเดียวกันก็มองซางซานเหนียงด้วยสายตาขอบคุณอยู่เล็กน้อย

หากเป็นดังที่ซางซานเหนียงว่า เมื่อครู่นี้หากเขาผลีผลามขึ้นไป แม้ตงฟางปู้ป้ายอาจจะไม่ถึงกับสั่งตัดหัวเขาทันที

แต่การทำให้ตงฟางปู้ป้ายขุ่นเคืองใจขึ้นมา เกรงว่าตนคงต้องอยู่อย่างหวาดผวาไปอีกนาน



หลังจากล้มเลิกความคิดที่จะหาเรื่องตายด้วยการเดินขึ้นไปชั้นบนแล้ว ถงไป่สงก็เอ่ยถาม “แล้วจู่ๆ ท่านประมุขไปได้นิยายชาวบ้านมาจากที่ใด? ก่อนข้าจะออกไปก็ยังไม่เห็นมี”

ซางซานเหนียงตอบกลับ “ข้าเพิ่งไปสืบความมา เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้นำมาวางไว้ให้ในห้องพักส่วนตัวทุกห้อง ห้องละหนึ่งเล่ม บอกว่าเพื่อให้แขกได้อ่านฆ่าเวลา”

มุมปากของถงไป่สงกระตุกเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่หลายวินาทีก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาไม่กี่คำ “บิดามันเถอะ… เถ้าแก่ผู้นี้ ช่างหัวการค้าเสียจริง”

หลังจากนั้น ถงไป่สงก็ถามต่อ “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”

ซางซานเหนียงยิ้มขื่นออกมา “ยังจะทำอันใดได้อีก? นิสัยของประมุขท่านก็รู้... รอต่อไปเท่านั้น!”

สิ้นคำ ถงไป่สงก็ได้แต่ส่งรอยยิ้มขมขื่นกลับไปเช่นกัน

เวลาเคลื่อนคล้อยสู่ยามเที่ยงวัน แสงตะวันเริ่มแผดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

ทว่าบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม บรรยากาศกลับเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด รอยยิ้มบางเบาที่เคยประดับมุมปากของตงฟางปู้ป้ายขณะอ่านตำรา บัดนี้เลือนหายไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทราบ

คิ้วเรียวงามดุจกระบี่ขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น

"เถาวัลย์แห้งพันต้นไม้เก่า กาจับยามอัสดง

สะพานน้อยทอดข้ามธารา บ้านเรือนผู้คน

บนทางโบราณลมตะวันตกพัดพา อาชาผอมโซ

ตะวันลับขอบฟ้า ผู้ใจสลายรอนแรมสุดหล้า"

เมื่อบทกวีท่อนนี้ในตำราปรากฏสู่สายตา

ถ้วยชาในมือของตงฟางปู้ป้ายพลันระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!

ในขณะที่น้ำชากระจายออกไปโดยรอบ เมื่อเข้าใกล้ร่างของนาง มันกลับถูกม่านปราณไร้สภาพปัดเป่าจนเหือดแห้งไปในพริบตา

มือขวาของนางบีบแน่น พลังทำลายล้างมหาศาลและพลังปราณได้บดขยี้เศษถ้วยจนกลายเป็นผุยผง

ใบหน้าของนางบัดนี้ดำคล้ำเย็นชา ราวกับถูกเงาเมฆทะมึนเข้าบดบัง ไอรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา

ทำให้อุณหภูมิทั่วทั้งชั้นสองลดฮวบลงในทันใด ราวกับย่างเข้าสู่เหมันตฤดู

ท่ามกลางสีหน้าที่เคร่งขรึม ตงฟางปู้ป้ายเค้นเสียงลอดไรฟันออกมา

“สตรีเช่นนี้... กลับถูกเขียนให้ตาย?”

สายตาอันเย็นเยียบจับจ้องไปยังอักษรสามตัวที่มุมขวาล่างสุดของหน้ากระดาษ... ‘ผู้ใจสลาย

ราวกับต้องการจะสลักนามปากกานี้ลงไปในความทรงจำชั่วนิรันดร์

เมื่อสัมผัสได้ถึงโทสะอันเย็นยะเยือกของประมุข เหล่าศิษย์พรรคสุริยันจันทราที่คอยอารักขาอยู่บนชั้นสองต่างพากันเงียบกริบดุจจั๊กจั่นในฤดูเหมันต์

แต่ละคนต่างกลั้นหายใจอย่างสุดกำลัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำ เกรงว่าเสียงลมหายใจที่ดังเกินไปของตนอาจปลุกพายุโทสะของนางให้ปะทุขึ้นมาได้

อย่าว่าแต่ชั้นสองเลย แม้แต่ถงไป่สงและซางซานเหนียงที่อยู่ชั้นล่าง เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวจากชั้นบน ร่างกายก็ยังสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย

สีหน้าของคนทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที

พวกเขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่า เหตุใดตงฟางปู้ป้ายที่ก่อนหน้านี้ยังอารมณ์ดีอยู่ ถึงได้บันดาลโทสะขึ้นมาอย่างฉับพลันเช่นนี้

อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ตงฟางปู้ป้ายถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด นางก็เอ่ยปากขึ้นช้าๆ

“ขึ้นมา!”

เสียงนั้นเมื่อเปล่งออกมา กลับส่งผ่านไปถึงหูของถงไป่สงและซางซานเหนียงซึ่งรออยู่ที่บันไดชั้นหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์

ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามกันขึ้นไปบนชั้นสองอย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงหน้าประตูห้องพักส่วนตัว ทั้งสองก็คุกเข่าข้างหนึ่งพร้อมกัน ก้มศีรษะลงต่ำ พลางกล่าวด้วยความเคารพ “ท่านประมุขพรรค!”

“ลุกขึ้น!”

น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงและอำนาจบารมีอันเปี่ยมล้นดังขึ้น

รอจนกระทั่งคนทั้งสองลุกขึ้นยืนแล้ว เสียงของตงฟางปู้ป้ายจึงดังขึ้นอีกครั้ง

“สืบความไปถึงไหนแล้ว?”

ถงไป่สงโค้งกายคารวะ “เรียนท่านประมุข ยืนยันตำแหน่งได้แล้วขอรับ”

ตงฟางปู้ป้ายหยิบจอกใบใหม่ขึ้นมารินชาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ทิศทางใด?”

ถงไป่สงตอบ “ทิศตะวันตกของเมืองขอรับ!”

“ก่อนหน้านี้ ศิษย์ที่ข้าน้อยส่งออกไปสืบข่าวในเมือง นอกจากศิษย์ไม่กี่คนที่รับผิดชอบถนนสามสายบริเวณประตูเมืองทิศตะวันตกแล้ว ที่เหลือล้วนกลับมารายงานตามเวลานัดหมาย”

“หลังจากนั้น ข้าน้อยจึงได้ส่งศิษย์อีกคนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของเมืองอีกครั้ง”

“และในที่สุด ก็ได้พบศิษย์ของวังบุปผาที่ถนนสายหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมือง”

“ทว่า ศิษย์วังบุปผาเหล่านั้นเพียงแค่เฝ้าอยู่ด้านนอกของลานเรือนแห่งหนึ่ง มิได้ไปยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านทั่วไป”

“ทว่าเมื่อศิษย์ของเราเข้าใกล้เขตลานเรือนแห่งนั้น...พวกมันกลับลงมือสังหารทันที”

ตงฟางปู้ป้ายเลิกคิ้วขึ้น “เหอะ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนธรรมดา แต่พอศิษย์ของพรรคสุริยันจันทราเข้าใกล้กลับสังหารทันที... วังบุปผาช่างไม่เห็นพรรคสุริยันจันทราของเราอยู่ในสายตาเลยจริงๆ!”

“ขุมอำนาจชั้นหนึ่งในยุทธภพ ช่างเปี่ยมด้วยบารมียิ่งใหญ่เสียจริง”

หลังจากครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง ถงไป่สงก็เอ่ยถาม “ท่านประมุขจะให้ข้าน้อยสั่งศิษย์ไปล้อมลานเรือนแห่งนั้น จับคนของวังบุปผาตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ?”

เมื่อสิ้นเสียงคำถาม ภายในห้องกลับตกอยู่ในความเงียบงัน ปราศจากคำตอบใดๆ จากตงฟางปู้ป้าย

และการที่ตงฟางปู้ป้ายนิ่งเงียบไปเช่นนี้ ก็ทำให้หัวใจของถงไป่สงและซางซานเหนียงอดที่จะรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมามิได้

เนิ่นนานผ่านไป ร่างในอาภรณ์สีแดงเพลิงจึงค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้องพัก นางไพล่มือไว้ด้านหลัง กวาดสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งมองคนทั้งสอง

“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่! ข้าจะไปดูด้วยตนเอง”

ถงไป่สงและซางซานเหนียงรีบขานรับทันที

“น้อมรับบัญชาท่านประมุข!”

ตงฟางปู้ป้ายสะบัดแขนเสื้อเบาๆ มือข้างหนึ่งยังคงไพล่หลัง เดินมุ่งหน้าไปยังบันได

ท่วงท่าการเดินสง่างามดุจต้นสน

ยามที่ย่างเท้าออกไป ร่างของตงฟางปู้ป้ายก็พลันเลือนรางราวกับภูตพราย

แต่ละก้าวที่เหยียบลงไป ร่างของนางก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในที่ซึ่งห่างออกไปหลายสิบเมตร



เพียงชั่วเวลาสิบกว่าลมหายใจ ร่างของนางก็ข้ามผ่านครึ่งหนึ่งของเมืองฉางซาน มาปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ณ เขตทิศตะวันตกของเมืองแล้ว

นางเพียงเหลือบสายตาขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นลานเรือนของหลี่ฉางอันอยู่เบื้องหน้าแล้ว



ตอนก่อน

จบบทที่ บิดามันเถอะ... ช่างหัวการค้าเสียจริง

ตอนถัดไป