บริการปลุกยามเช้าฟรี
บทที่ 47 บริการปลุกยามเช้าฟรี
สุราสองชนิดที่หลี่ฉางอันผสมก่อนหน้านี้แม้จะออกฤทธิ์รุนแรง ทว่าฤทธิ์ของมันก็มาเร็วไปเร็วเช่นกัน
ยิ่งเมื่อสองดรุณีน้อยได้ปลดปล่อยอารมณ์สุดเหวี่ยงไปกับการร่ายรำตามบทเพลงของหลี่ฉางอันจนเหงื่อซึมกายด้วยแล้ว
เพียงครึ่งเค่อ ฤทธิ์สุราก็สลายไปเกือบหมดสิ้น
หลังจากแช่กายในบ่อน้ำพุร้อนแล้ว ความง่วงงุนก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสองทยอยกลับเข้าห้องของตนไปแล้ว ภายในลานเรือน เอี้ยง้วยยกจอกสุราชั้นเลิศขึ้นจิบอย่างแช่มช้อย ก่อนจะทอดสายตางดงามจับจ้องมายังร่างของหลี่ฉางอัน
“ท่าร่ายรำที่เจ้าสอนพวกนาง ก็นับว่าน่าสนใจอยู่บ้าง”
หลี่ฉางอันเผยรอยยิ้มสบายๆ พลางกล่าวตอบ “ก็แค่กระโดดโลดเต้นไปเรื่อย จะนับเป็นท่าร่ายรำได้อย่างไร?”
มุมปากของเอี้ยง้วยประดับด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะมีแต่ก็ไม่มี พลางเอ่ยว่า “ดูเจ้าจะดีต่อแม่นางน้อยเสี่ยวเจียวนั่นเป็นพิเศษเลยนะ”
เมื่อเอี้ยง้วยเอ่ยถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ฉางอันก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น
“เจ้าช่างสังเกตจริงๆ ”
กล่าวจบ เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ในใจของเด็กน้อยผู้นั้นเก็บงำเรื่องราวไว้มากมาย ความรู้สึกอัดอั้นตันใจก็มากเกินไป ในร่างกายจึงมีไอความหม่นหมองก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ แล้ว”
“หากไม่หาวิธีระบายมันออกมา ไม่ช้าก็เร็ว...วันข้างหน้าย่อมบ่มเพาะจนเกิดเป็นอาการป่วยไข้อื่นได้”
เอี้ยง้วยเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้น ที่เจ้าจงใจจัดฉากในวันนี้ขึ้น ก็เพื่อให้แม่หนูอึ้งย้งนั่นมาช่วยให้เสี่ยวเจียวระบายมันออกมางั้นหรือ?”
หลี่ฉางอันจิบสุรา พลางยิ้มบาง “มิใช่ว่าดีแล้วหรอกหรือ? เด็กสาวในวัยของพวกนาง การได้คึกคะนองปลดปล่อยหลุดโลกบ้างเป็นครั้งคราวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”
เอี้ยง้วยเผยรอยยิ้มงดงาม “หลุดโลก... เจ้าใช้คำเปรียบเปรยได้เห็นภาพดีจริง”
นางยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย ภายใต้การชักนำของพลังปราณ สุราในกาพลันแยกออกเป็นสองสาย ไหลรินลงสู่จอกของหลี่ฉางอันและของตนเองอย่างพอดิบพอดี
หลี่ฉางอันกลับมิได้แสดงความแปลกใจต่อการกระทำของนาง ราวกับคุ้นชินกับภาพนี้เสียแล้ว
ปลายนิ้วของเขายังคงกรีดกรายบนสายฉินเป็นครั้งครา ทำให้เสียงท่วงทำนองทุ้มนุ่มและผ่อนคลายล่องลอยต่อเนื่อง บรรเลงบทเพลงแผ่วเบาเคล้าคลอหมู่ดาวในราตรีกาล
สุราหนึ่งกา กับคนสองคน
ใช้บทเพลงเป็นเครื่องเคียง…
ภาพเหตุการณ์นี้กลับมิได้ทำให้เกิดความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับมอบความสุขสงบและชโลมจิตใจ
ท่ามกลางเสียงฉินที่แผ่วเบา เอี้ยง้วยแหงนหน้าขึ้นมองจันทราสุกสว่างที่ถูกห้อมล้อมด้วยดวงดาวพร่างพราวบนท้องฟ้า
จากนั้นดวงตางามคู่นั้นก็ละกลับมาจับจ้องไปที่ร่างของหลี่ฉางอันอีกครั้ง
แม้จะเป็นจันทราดวงเดิม ทว่าด้วยเหตุผลกลใดมิทราบ ในความรู้สึกของเอี้ยง้วย นางกลับรู้สึกว่ายิ่งมองหลี่ฉางอัน ก็ยิ่งรู้สึกถูกตาต้องใจ
ภายใต้ฟ้ายามราตรี กลิ่นหอมนานาพรรณของสุราชั้นเลิศผสมผสานกับกลิ่นหอมของบุปผาในลานเรือน โชยพัดมาตามสายลม ขับกล่อมให้เสียงฉินประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ค่อยๆ ล่องลอยไปทั่วทั้งลานเรือน
กาลเวลาในยามนี้ดุจดังแผ่นกระจกเงา ที่สะท้อนไว้ซึ่งความสงบสุขและงดงาม
รุ่งอรุณของวันใหม่…
ยามที่ท้องฟ้ายังขมุกขมัว ควันไฟบางเบาก็เริ่มลอยขึ้นจากปล่องไฟในครัว
หลังจากการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตลอดคืน ทั้งอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวต่างก็ตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เปล่งปลั่งสดใส มีเลือดฝาด แลดูมีชีวิตชีวา
เมื่อเตรียมสำรับอาหารเช้าเสร็จสิ้น อึ้งย้งก็เดินตรงไปยังห้องของหลี่ฉางอัน และผลักประตูเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว
“ซี้ด! โอ๊ย! เจ็บๆๆ! ยัยเด็กบ้า นี่เจ้าเกิดปีจอหรืออย่างไร? มีบ้านไหนเขาปลุกคนด้วยการกัดแบบเจ้ากันหา?”
“เหอะ ก็ใครใช้ให้เจ้ามัวแต่นอนเป็นปลาเค็มอยู่เล่า? มัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่นแหละ เดี๋ยวกับข้าวดีๆ ก็กลายเป็นของเซ่นหมดพอดี!"
ครู่ต่อมา…
เสี่ยวเจียวมองหลี่ฉางอันที่เดินออกจากห้องมาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง มือข้างหนึ่งก็นวดคลึงหัวไหล่อยู่ตลอดเวลา แล้วหันไปมองอึ้งย้งที่เดินเชิดหน้าอย่างผู้มีชัยอยู่ด้านหลัง เห็นภาพนั้นแล้ว นางก็อดแย้มยิ้มออกมามิได้
หลี่ฉางอันจัดการล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหิน มือยังคงลูบคลำรอยกัดบนบ่าด้วยสีหน้าจนปัญญา
จริงอยู่... การที่อึ้งย้งเป็นเด็กสาวร่าเริงสดใสนับเป็นเรื่องดี…
ทว่าบางครั้ง การที่ร่าเริงสดใส ‘เกินไป’ ก็สร้างปัญหาให้เขาอยู่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น... สิทธิในการนอนหลับเต็มอิ่มจนตื่นเองตามธรรมชาติของเขาไม่มีอีกต่อไปแล้ว
โดยพื้นฐานแล้ว ขอเพียงเตรียมอาหารเช้าเสร็จ อึ้งย้งก็จะบุกเข้ามาในห้องของหลี่ฉางอันราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ แล้วมอบ ‘บริการปลุกยามเช้า’ ให้เขาฟรีๆ
และวิธีการให้บริการนี้ ก็คือการใช้ปากกัดให้ตื่นโดยตรง
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา บนร่างกายของหลี่ฉางอันจะต้องมีรอยฟันสดใหม่หนึ่งรอยเพิ่มขึ้นทุกวัน และรอยนั้นจะคงอยู่ไปจนถึงตอนเที่ยงจึงจะค่อยๆ จางหายไป
ความรู้สึกนี้... สำหรับเขาแล้วช่างเป็นความทุกข์ระทมที่มิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้…
เมื่อเหลียวมองอึ้งย้งที่กำลังยิ้มร่าอยู่ข้างๆ หลี่ฉางอันก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า
รอให้ซื้อเคล็ดวิชาหรือทักษะยุทธ์ประเภท ‘หลอมกาย’ จากระบบได้เมื่อใด เขาจะหมั่นฝึกฝนมันอย่างบ้าคลั่ง
ตั้งปณิธานแน่วแน่...ว่าจะต้องฝึกฝนกายเนื้อให้แข็งแกร่งคงกระพัน จนทำให้ฟันของอึ้งย้งต้องร่วงหมดปากให้จงได้!
ทว่า…
ทันทีที่อาหารคำแรกถูกส่งเข้าปาก…
สัมผัสโอชะที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ก็ทำให้ความหงุดหงิดขุ่นเคืองทั้งหมดของหลี่ฉางอันมลายหายไปในทันที
ช่างอร่อยเลิศล้ำจริงๆ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวก็เริ่มเก็บกวาดข้าวของ
ส่วนเอี้ยง้วยนั้น นางก้าวเข้าห้องของหลี่ฉางอันไปอย่างเป็นธรรมชาติ ในมือถือเสื้อผ้าที่หลี่ฉางอันเปลี่ยนออกเมื่อคืนนี้
หลี่ฉางอันนั่งอยู่บนม้านั่งหิน มือข้างหนึ่งเท้าคาง ทอดสายตามองหญิงสาวทั้งสามที่เริ่มง่วนอยู่กับกิจวัตรประจำวันของพวกนาง
แม้ว่าภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับตัวเขาเองหรือสำหรับหญิงสาวทั้งสาม จะกลายเป็นเรื่องที่คุ้นชินไปเสียแล้ว
ทว่า การที่ได้ลืมตาตื่น เปิดประตูออกมาในยามเช้า แล้วได้เห็นภาพของเหล่าหญิงงามกำลังสาละวนอยู่กับงานต่างๆ
ความสุขอันเปี่ยมล้นเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดามิอาจจินตนาการถึงได้อย่างแน่นอน
หลังจากดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าจนพอใจ หลี่ฉางอันก็ลุกขึ้นไปหยิบข้าวของบางอย่างที่เพิ่งซื้อหามาเมื่อวาน
จากนั้นก็เริ่มลงมือทำอะไรบางอย่าง
เมื่ออึ้งย้งและหญิงสาวอีกสองคนเสร็จงานของตัวเอง เมื่อเห็น ‘ชิงช้าไม้’ ตั้งเด่นอยู่ในลานเรือน ดวงตาของพวกนางพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
อึ้งย้งถึงกับโคจรวิชาตัวเบาพุ่งไปยังเบื้องหน้าของหลี่ฉางอันเป็นคนแรก
เมื่อเห็นท่าทีของนาง หลี่ฉางอันก็ยื่นมือออกไปกดศีรษะของอึ้งย้งไว้
“ข้าเป็นคนทำ ข้าย่อมได้นั่งเป็นคนแรก”
กล่าวจบ หลี่ฉางอันก็พลิกตัวเข้าไปนั่งบนชิงช้าแล้วเริ่มแกว่งไกวไปมา
ด้วยแรงเฉื่อย ร่างของหลี่ฉางอันที่นั่งอยู่บนชิงช้าก็แกว่งไปมาอยู่กลางอากาศ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นที่พัดปะทะใบหน้า บนมุมปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ
อึ้งย้งกอดอกพลางมองหลี่ฉางอันที่กำลังเล่นชิงช้าด้วยสายตาดูแคลน
“เป็นบุรุษตัวโตเสียเปล่า มานั่งเล่นชิงช้า เจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ฉางอันก็ตอบกลับเสียงเรียบ “มีอะไรน่าอายกัน? นี่เรียกว่าการรักษาหัวใจของความเป็นเด็กไว้ต่างหาก”
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย นับตั้งแต่จบชั้นประถมมา ของเล่นอย่างชิงช้านี่หลี่ฉางอันก็ไม่เคยได้แตะต้องอีกเลย
พอได้กลับมาเล่นตอนนี้ เขากลับไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าอายแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม กลับรู้สึกสนุกสนานอย่างน่าประหลาด
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่ฉางอันก็อดทอดถอนใจออกมามิได้...
บุรุษนั้น ต่อให้ตายก็ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่วันยังค่ำ!
ทว่า ในขณะที่อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวกำลังยืนล้อมรอบชิงช้าตัวใหม่ที่หลี่ฉางอันเพิ่งสร้างเสร็จ และเอี้ยง้วยที่กำลังเอนกายนั่งมองอย่างเกียจคร้านอยู่ด้านข้างนั้น…
อีกด้านหนึ่ง ณ ใจกลางเมืองฉางซาน
ภายในโรงเตี๊ยมเหิงไหล ร่างในอาภรณ์สีแดงเพลิงร่างหนึ่งกำลังนั่งพิงกรอบหน้าต่าง สายตาจับจ้องอยู่กับตำราในมือ
และบนหน้าปกของตำราเล่มนั้น ปรากฏตัวอักษรไม่กี่ตัวที่เขียนไว้ด้วยลายพู่กันอันทรงพลัง
《จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า》
ด้านล่างของตำราเล่มนั้น บนโต๊ะที่ปูรองด้วยผ้าไหมอย่างดี มีถ้วยชาที่ส่งไอสีขาวลอยอ้อยอิ่งขึ้นเป็นสาย
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงบนใบหน้าของผู้มาเยือน เผยให้เห็นความงามที่สามารถสยบผู้คนได้ทั้งใต้หล้า…