บทที่ 21 แผนการร้าย

รถฟอร์ดมือสองของหลินจื้อเชา ค่อยๆ จอดลงที่หน้าบ้านเลขที่ 6 ถนนหย่งจี๋ ย่านเซ็นทรัล
เมื่อมองลอดหน้าต่างออกไปที่อาคารด้านนอก กำแพงและป้ายประตูที่ทำจากไม้แดง พร้อมกับป้ายชื่อ ‘โรงน้ำชาลู่อวี่’ ตัวอักษรสีทองขนาดใหญ่ ที่นี่คือสถานที่รวมตัวของเหล่านักธุรกิจและพ่อค้า โรงน้ำชาลู่อวี่
โรงน้ำชาลู่อวี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ที่ประตูทางเข้าชั้นหนึ่ง จะมีชายชาวอินเดียโพกศีรษะด้วยผ้าขาวคอยทำหน้าที่เป็นยามรักษาการณ์ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน กล่าวคือแขกที่มาดื่มชาที่โรงน้ำชาลู่อวี่ส่วนใหญ่เป็นบุคคลมีชื่อเสียง ในปีนั้น หนานไห่สือซานหลาง นักเขียนบทละครชื่อดังที่ตอนนั้นเริ่มมีสติฟั่นเฟือน (นักเขียนบทละครหนุ่มผู้โด่งดังในช่วงทศวรรษ 1930 ตลอดชีวิตเขาเขียนบทละครกว่าร้อยเรื่อง) มักจะมาที่โรงน้ำชาลู่อวี่เพื่อตามหาเซวียเจวี๋ยเซียน นักแสดงอุปรากรจีนกวางตุ้งชื่อดัง เถ้าแก่ของร้านไม่อยากให้รบกวนแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น จึงต้องจ้างคนมาเฝ้าประตู และนี่เองที่กลายเป็นต้นแบบให้โรงน้ำชาในฮ่องกงเริ่มจ้างคนอินเดียมาทำหน้าที่เฝ้าประตู
โรงน้ำชาลู่อวี่นับเป็นโรงน้ำชาเก่าแก่แห่งหนึ่งของฮ่องกง เถ้าแก่ของโรงน้ำชาแห่งนี้ย้ายมาจากเซี่ยงไฮ้มาเปิดกิจการที่ฮ่องกงในทศวรรษที่ 1930 ดังนั้น การตกแต่งภายในจึงยังคงรักษากลิ่นอายแบบดั้งเดิมของเซี่ยงไฮ้ในยุคนั้นไว้ ทั้งชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ประดู่ชั้นดี ฉากกั้นห้องไม้แดงขนาดใหญ่ บนผนังแขวนม้วนภาพเขียนและอักษรศิลป์ที่เหลืองซีดตามกาลเวลา บริกรชายและ ‘พี่สาวใหญ่’ ในชุดถังจวงแบบโบราณ นักดนตรีในชุดเสื้อยาวที่กำลังตั้งสายเครื่องดนตรี และนักแสดงอุปรากรหญิงที่แต่งหน้าบางๆ พร้อมจะขึ้นเวทีให้ความบันเทิงแก่แขกได้ทุกเมื่อ ทั้งหมดนี้ทำให้แขกที่ย่างเท้าเข้ามาในร้านรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองอันรุ่งโรจน์ของมหานครเซี่ยงไฮ้
หลินจื้อเชาเปิดประตูเดินลงจากรถแล้วมุ่งตรงไปยังโรงน้ำชาลู่อวี่ ยามชาวอินเดียรีบเผยรอยยิ้มและเปิดประตูให้เขาทันที
ในฮ่องกงมีชาวอินเดียอยู่ไม่น้อย พวกเขาคือคนรับใช้ที่พวกอังกฤษพามา และคนจีนเองก็นิยมจ้างชาวอินเดียมาเฝ้าประตู จนดูเหมือนจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว แม้แต่ที่หน้าโรงแรมเพนนินซูลาก็ยังเป็นคนอินเดียโพกผ้าเช่นกัน
ส่วนเซวียจวินซาน คนขับรถควบตำแหน่งบอดี้การ์ด ก็นำรถไปจอด เขาคุ้นชินกับสไตล์ของเจ้านายดีอยู่แล้ว เพราะเจ้านายเคยบอกว่าตนไม่มีศัตรูที่ไหน ในตอนนี้จึงยังไม่จำเป็นต้องมีการคุ้มกันที่เข้มงวดเกินไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลินจื้อเชามาที่โรงน้ำชาลู่อวี่ เพราะสำหรับนักธุรกิจอย่างเขา ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ (ในอนาคต) สถานที่ที่เขาอาจจะแวะเวียนไปบ่อยที่สุดก็คือโรงน้ำชาลู่อวี่ โรงน้ำชาจินเฉิง โรงน้ำชาเต๋ออวิ๋น โรงน้ำชาเกาเซิง โรงน้ำชาเหลียนเซียง ภัตตาคารต้าถง เป็นต้น
สถานที่เหล่านี้มักเป็นที่รวมตัวของบุคคลในแวดวงการเงินและวงการธุรกิจจากทั่วทุกสารทิศที่มาแสวงหาโอกาสในฮ่องกง ทุกคนจะมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ความสัมพันธ์ฉันมิตรหลายครั้งก็เริ่มต้นขึ้นในสถานที่แบบนี้ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การนัดหมายทำธุรกิจและร่วมมือกัน
บริกรวัยกลางคนคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาหลินจื้อเชา โค้งตัวเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “คุณหลิน มาแล้วเหรอครับ!”
เขาอาจจะเคยให้บริการหลินจื้อเชาแค่ครั้งเดียว แต่กลับจดจำชายหนุ่มคนนี้ได้อย่างแม่นยำ นี่คือทักษะพื้นฐานในอาชีพของเขา
หลินจื้อเชาพยักหน้าแล้วพูดว่า “อาเหลียง พาผมไปหาผู้อาวุโสเจี่ยนหน่อย!”
อาเหลียงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าหลินจื้อเชาจะจำเขาได้เช่นกัน ในใจพลันรู้สึกว่าการที่ชายหนุ่มคนนี้ประสบความสำเร็จได้นั้นเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาอย่างยิ่ง
อย่าได้ดูแคลนอาเหลียง ที่แม้จะอายุเข้าวัยกลางคนแล้วยังเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟ แต่ในยุคนี้ ตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟในโรงน้ำชาเหล่านี้ไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ได้ หากเป็นคนในยุคหลัง อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย
หลี่เชาเหริน (ลีกาชิง) ก็เคยเป็นพนักงานเสิร์ฟในโรงน้ำชาเล็กๆ ครั้งหนึ่งเขาเผลอทำน้ำชาหกใส่แขก ตอนนั้นเขาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะในยุคนั้น แขกอาจจะด่าทอคุณอย่างรุนแรง และเถ้าแก่ก็จะไม่เห็นใจคุณ แต่จะไล่คุณออกทันที
อย่างพนักงานเสิร์ฟของโรงน้ำชาลู่อวี่ ยิ่งต้องมีสายตาเฉียบแหลมและหัวไว แน่นอนว่าพวกเขาก็มีเส้นสายกว้างขวางเช่นกัน เหมือนกับหลินจื้อเชาในตอนนั้น ที่ในระหว่างทำงานก็อาจจะรับจ๊อบเป็นนายหน้าไปด้วย ซึ่งเถ้าแก่ก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก ตราบใดที่ไม่กระทบกับธุรกิจของร้าน
“เชิญทางนี้ครับ ผู้อาวุโสเจี่ยนจองห้องส่วนตัวไว้แล้ว และมีแขกอีกท่านอยู่ด้วยครับ!”
“อืม”
เมื่อเดินเข้าไปในห้องส่วนตัว ก็พบกับเจี่ยนตงผู่ ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงธนาคารของฮ่องกง และเลี่ยวเป่าซาน พ่อค้าชาวแต้จิ๋วผู้โดดเด่น
“ต้องขออภัยที่ทำให้ผู้อาวุโสเจี่ยนและคุณเลี่ยวต้องรอนานนะครับ!” หลินจื้อเชากล่าวอย่างสุภาพ
เจี่ยนตงผู่ยิ้มแล้วพูดว่า “พวกเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน รีบนั่งลงเถอะ!”
เลี่ยวเป่าซานก็ยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร พยายามแสดงไมตรีจิตอย่างเต็มที่แล้วกล่าวว่า “พี่เจี่ยน จื้อเชานี่เพิ่งจะเอาชนะผมมาหมาดๆ ดูท่าว่าสายตาของพี่ช่างเฉียบแหลมจริงๆ”
เจี่ยนตงผู่เผยสีหน้าพึงพอใจแล้วกล่าวว่า “เขาก็เป็นดาวรุ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว เป็นผู้นำที่เปลี่ยนแปลงวงการอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง การเอาชนะคุณได้ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ธุรกิจของคุณก็กว้างขวาง ลงทุนไปทั่ว คงไม่เป็นไรหรอก”
เลี่ยวเป่าซานหันไปพูดกับหลินจื้อเชาที่นั่งลงแล้วว่า “น้องชาย คราวก่อนที่เราเจอกันอย่างเร่งรีบ แม้จะเป็นคู่แข่งกัน แต่ฉันก็อยากจะเป็นเพื่อนกับเธอ จึงได้รบกวนพี่เจี่ยนให้ช่วยเป็นธุระให้ หากมีสิ่งใดล่วงเกินไป ก็ขออภัยด้วย!”
หลินจื้อเชารีบกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “คุณเลี่ยวพูดล้อเล่นแล้ว การที่คุณให้เกียรติผมนับเป็นวาสนาของผมแล้ว คุณเป็นผู้อาวุโสในวงการธุรกิจ การที่คุณคอยชี้แนะ ผมก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้วครับ”
หลังจากทักทายกันตามมารยาทแล้ว ทั้งสามก็นั่งลงดื่มชา ไม่ได้เรียกการแสดงใดๆ มาชม เพราะพวกเขามาเพื่อคุยธุรกิจกัน
แม้จะพูดคุยกับเลี่ยวเป่าซานอย่างสุภาพ แต่หลินจื้อเชาก็ไม่ได้นับเขาเป็นเพื่อนสนิท เป็นแค่เพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนการที่เลี่ยวเป่าซานจงใจให้คนมานัดพบเขา ก็เพียงเพื่อต้องการจะขอความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ผ่านมาการทำอสังหาริมทรัพย์ของเขาก็เป็นเพียงการช้อนซื้อตึกเก่าแล้วปล่อยเช่าเท่านั้น
ครั้งนี้เมื่อเห็นว่าหลินจื้อเชามีลูกเล่นแพรวพราว เขาก็เลยชวนเพื่อนอีกสองคนวางแผนจะซื้อที่ดินของตระกูลเหอตงมาพัฒนา แต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกหลินจื้อเชาใช้วิธีจับเสือมือเปล่าชิงที่ดินผืนนั้นไปได้
แม้จะพ่ายแพ้ แต่เห็นได้ชัดว่าหลินจื้อเชามีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เขาจึงตัดสินใจผูกมิตรและขอคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์แทน
ระหว่างนั้น เจี่ยนตงผู่ก็ร่วมวงสนทนาด้วยความยินดี
หลินจื้อเชามีคำถามอะไรก็ตอบหมด ไม่มีความรู้ส่วนไหนที่หวงแหนไว้เลย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงจะรู้จัก ‘การแบ่งขายเป็นชั้น’ และ ‘การขายโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ’ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครใช้กลยุทธ์เหล่านี้ได้คล่องแคล่วเท่าหลินจื้อเชา ดังนั้นเลี่ยวเป่าซานจึงขอคำแนะนำหลายอย่าง
“ไม่ถามก็ไม่รู้จริงๆ พวกเรานี่เรียนรู้มาแค่ผิวเผิน น้องชายต่างหากที่เป็นยอดฝีมือในวงการอสังหาริมทรัพย์!”
“ชมเกินไปแล้วครับ จริงๆ แล้วความรู้พวกนี้ แค่ทำสักโครงการสองโครงการ ก็จะคุ้นเคยไปเองครับ”
“มีเธอคอยชี้แนะ ฉันก็ย่อมจะเข้าวงการได้เร็วยิ่งขึ้น”
หลินจื้อเชายิ้มเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “ตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีกำไรก็จริง แต่ราคาที่ดินก็สูง กำไรจึงไม่มากนัก ได้ยินมาว่าคุณเลี่ยวตั้งธนาคารขนาดเล็กขึ้นมา หรือว่ากำลังเก็งกำไรทองคำอยู่ นั่นเป็นธุรกิจที่กำไรมหาศาลเลยนะครับ”
มีไมตรีมาก็ต้องมีไมตรีตอบ!
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เลี่ยวเป่าซานก็ยิ่งกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขาเล่าถึงความน่าตื่นเต้นของการเก็งกำไรทองคำอย่างออกรสออกชาติ
อันที่จริง นี่คือนิสัยของเขา ตามที่หลินจื้อเชารู้มา เลี่ยวเป่าซานเคยประกาศอย่างโอ้อวดในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ว่าครอบครัวของเขามีทรัพย์สินถึง 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากประกาศได้ไม่นาน ธนาคารเลี่ยวช่วงซิงก็ประสบกับภาวะแห่ถอนเงิน จนเลี่ยวเป่าซานตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ สุดท้ายเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต โชคดีที่ลูกชายทั้งสองคนกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยและถูกเรียกตัวกลับมารับช่วงต่อได้ทันเวลา หลังจากนั้นก็ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ไปหลายแห่งในราคาถูก สุดท้ายก็สามารถประคองธนาคารไม่ให้ล้มละลายได้
หลินจื้อเชากล่าวเสริมว่า “ยอดเยี่ยมจริงๆ! การเก็งกำไรทองคำนี้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาทองคำในเซี่ยงไฮ้และมณฑลกวางตุ้ง ทั้งยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามในแผ่นดินใหญ่ และที่สำคัญกว่านั้นคือขึ้นอยู่กับว่าธนาคารในฮ่องกงจะนำเข้าทองคำจากมาเก๊าได้มากน้อยเพียงใด”
เลี่ยวเป่าซานเบิกตากว้าง กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “น้องชายยอดเยี่ยมจริงๆ ประเด็นสำคัญเหล่านี้เธอเข้าใจทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว ไว้วันไหนฉันจะพาเธอไปเปิดหูเปิดตาดู”
หลินจื้อเชารีบแสดงท่าทีสนใจอย่างมากแล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นต้องขอบคุณพี่ชายล่วงหน้าเลยครับ! พูดตามตรง ผมมันก็แค่คนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ได้ไปเปิดหูเปิดตาก็ดีเหมือนกัน”
หลินจื้อเชาไม่กังวลว่าเลี่ยวเป่าซานจะวางกับดักเขา เพราะถ้าหากเขาจะเก็งกำไรทองคำจริงๆ อย่าว่าแต่เลี่ยวเป่าซานเลย แม้แต่เหอซ่านเหิงแห่งธนาคารฮั่งเส็งก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
ดังคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง หลินจื้อเชารู้ข้อมูลมากมาย
อย่างแรก เขารู้ว่าราคาทองคำในอีกสามปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 200-300 ไปจนถึง 600-700 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อเทล ซึ่งหมายความว่าเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า และจะไม่เข้าไปรับซื้อตอนที่ราคาสูงกว่า 600
อย่างที่สอง ตามที่เขารู้มา ตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 1948 ราคาทองคำในแผ่นดินใหญ่จะเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นในเดือนกันยายน เจียงไคเชกจะเริ่มออกธนบัตรทองคำ เพื่อกวาดต้อนทองคำจากประชาชน และเมื่อถึงสิ้นปี 1948 ก็เกิดเหตุการณ์ ‘ลักลอบขนทองคำ’ ทำให้ธนบัตรทองคำเสื่อมค่าลงอย่างรุนแรง เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อตลาดทองคำในฮ่องกง และสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้
สุดท้าย หลินจื้อเชายังรู้อีกว่า ในช่วงปี 1948-1949 ธนาคารฮั่งเส็งแทบจะควบคุม ‘การเก็งกำไรทองคำในตลาดทองคำและเงินของฮ่องกง’ ได้ทั้งหมด เพราะธนาคารฮั่งเส็งร่วมมือกับหลัวเป่า และเหอเสี่ยนในมาเก๊า นำเข้าทองคำจำนวนมหาศาลจากแอฟริกาใต้และยุโรป แล้วลักลอบนำเข้ามายังฮ่องกง ในการนำเข้าแต่ละครั้งมีปริมาณสูงถึงสองถึงสามหมื่นเทล ลองคิดดูว่าเมื่อมีทองคำราคาถูกอยู่ในมือมากมายขนาดนี้ ถ้าไม่ให้นักการเงินจากเซี่ยงไฮ้เป็นคนรับซื้อ แล้วจะให้ใครรับซื้อล่ะ
พ่อค้าชาวแต้จิ๋วเก็งกำไรทองคำกันอย่างบ้าคลั่งขนาดไหนน่ะหรือ พวกเขาถึงกับติดตั้งคลื่นวิทยุสั้นบน ‘เรือลักลอบขนทองคำ’ กลางทะเล และตั้งสถานีวิทยุในฮ่องกง เพื่อรับข้อมูลข่าวสารได้เร็วกว่าคนอื่น
ดังนั้น ‘สงครามทองคำ’ ที่กินเวลาสามปี จึงเป็นเหมือนการที่คนกวางตุ้งสูบเลือดจากคนเซี่ยงไฮ้ ทันทีที่นายธนาคารจากเซี่ยงไฮ้เหล่านี้มาถึงฮ่องกง ก็ถูกคนกวางตุ้งสูบเลือดจนบางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว
อาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง ที่ต่อมาวงการการเงินของฮ่องกงจึงเต็มไปด้วยคนกวางตุ้ง ขณะที่นักการเงินจากเซี่ยงไฮ้ซึ่งเดิมทีมาจากเมืองแห่งการเงิน กลับมีน้อยคนนักที่จะโดดเด่นในวงการนี้ได้
ในขณะนั้น เจี่ยนตงผู่ก็กล่าวขึ้นว่า “พวกคุณสองคนกลับมาสอนกันเองซะแล้ว แต่การเก็งกำไรทองคำก็มีความเสี่ยงนะจื้อเชา นายต้องระวังให้ดี”
เขารู้สึกว่าหลินจื้อเชาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้หลินจื้อเชายังเป็นหนี้ธนาคารแบงก์ออฟอีสต์เอเชียอยู่ไม่น้อย
หลินจื้อเชารีบกล่าวอย่างจริงจังว่า “ผู้อาวุโสเจี่ยนวางใจได้ครับ ผมเป็นคนชอบทำอะไรอย่างมั่นคงและรอบคอบที่สุด”
เจี่ยนตงผู่พยักหน้า พอใจกับท่าทีของหลินจื้อเชาเป็นอย่างมาก
ทั้งสามคนรับประทานอาหารเสร็จก็แยกย้ายกันไป
หลังจากที่เลี่ยวเป่าซานขึ้นรถของตัวเองแล้ว เขาก็เผยรอยยิ้มที่ดูแปลกประหลาดออกมา
“ก็แค่เด็กหนุ่มเลือดร้อน การเก็งกำไรทองคำมันจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อเขาอยากจะเข้าวงการนี้ จะพาเขาไปด้วยก็ไม่เสียหาย”
“ก็ต้องดูวาสนาของเขาแล้วว่า เงินแค่นั้นจะขาดทุนได้นานแค่ไหน!”
เลี่ยวเป่าซานไม่ได้คิดว่าหลินจื้อเชาเป็นเพื่อนแท้ของเขา แม้ว่าครั้งนี้เขาจะเป็นฝ่ายเชิญเอง แต่ก็เป็นเพียงเพื่อต้องการขอความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ และเพื่อลองใจดูว่าเจี่ยนตงผู่นั้นให้ความสำคัญกับหลินจื้อเชามากเพียงใด
การพลาดที่ดินผืนนั้นไป เขาก็รู้สึกแค้นใจอยู่เหมือนกัน แต่หลินจื้อเชากลับมีผู้หนุนหลังแล้ว ในเมื่อหลินจื้อเชาอยากจะเก็งกำไรทองคำ มีหรือที่เลี่ยวเป่าซานจะไม่พาเข้าวงการ เขาคิดว่าหลินจื้อเชาเป็นคนหนุ่มเลือดร้อน คงไม่ได้โชคดีทุกครั้งไป การเก็งกำไรทองคำจนหมดตัวก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 21 แผนการร้าย

ตอนถัดไป