บทที่ 3 พลังระดับเทพ
ห้องที่เคยมืดมิดบัดนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ อุจิวะ เอ็ตสึ ซึ่งสงบสติอารมณ์อันพลุ่งพล่านของตนเองลงได้แล้ว กำลังยืนพิจารณาดวงตาคู่ใหม่ของตนเองอยู่หน้ากระจก
ในกระจกเงา สะท้อนภาพของเด็กหนุ่มที่แม้เค้าหน้าจะยังคงเจือไปด้วยความเยาว์วัย แต่ก็ฉายแววหล่อเหลาออกมาอย่างเด่นชัด เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่าอุจิวะ ซาสึเกะในอนาคตเลยแม้แต่น้อย
บนใบหน้านั้นดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งปรากฏเด่นเป็นสง่า ภายในดวงตาคือลวดลายดาวกระจายสามแฉกสีดำทมิฬ โดยใจกลางของแฉกแต่ละอันนั้นกลวงโบ๋ แม้ภาพรวมจะดูคล้ายคลึงกับเนตรของอุจิวะ โอบิโตะ แต่ก็ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่มันหมุนวนอย่างเชื่องช้าก็ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แล้วดูเปี่ยมเสน่ห์อันลึกลับน่าดึงดูดใจ
“หึๆ อายุแค่สิบขวบก็เบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้แล้ว”
“ความสำเร็จระดับนี้ถือว่าเร็วกว่าไอ้คนอกตัญญูอย่างอุจิวะ อิทาจิ ตั้งหนึ่งปีเต็มๆ ดูท่าพรสวรรค์ของฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าหมอนั่นเลยนี่นา”
ขณะที่กำลังครุ่นคิด อุจิวะ เอ็ตสึ ก็ได้ซึมซับข้อมูลทั้งหมดที่เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาส่งผ่านมาจนหมดสิ้น และเข้าถึงแก่นแท้ของคาถาเนตรเฉพาะตัวได้อย่างสมบูรณ์ รอยยิ้มบนมุมปากของเขาจึงยิ่งผยองขึ้นไปอีก ในวินาทีนี้เองเอ็ตสึรู้สึกราวกับว่าความอัดอั้นและความกดดันทั้งหมดที่สั่งสมมาตลอดสามเดือนได้ถูกปลดปล่อยออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวอยากจะเปล่งเสียงโห่ร้องออกมาดังๆ เพื่อระบายความตื่นเต้นยินดีนี้ให้ก้องโลก!
เหตุผลที่เขาตื่นเต้นถึงเพียงนี้ก็เพราะคาถาเนตรที่เขาเบิกได้นั้นเป็นไปตามที่เขาวาดภาพไว้ในหัวแทบทุกประการ นอกจากมันจะทรงพลังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว มันยังมีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด ชนิดที่คาถาเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาธรรมดาทั่วๆ ไปไม่อาจเทียบติดได้เลย
ในมุมมองของอุจิวะ เอ็ตสึแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม ขอเพียงแค่สามารถค้นพบกฎเกณฑ์และทำความเข้าใจหลักการของมันได้อย่างถ่องแท้ การที่จะแทรกแซงมันก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นมาทันที
และเนตรวงแหวนของตระกูลอุจิวะก็เช่นเดียวกัน ขอเพียงแค่เราจับเงื่อนไขในการเลื่อนขั้นของมันได้ และเข้าใจถึงหลักการที่ทำให้คาถาเนตรถือกำเนิดขึ้นในตอนที่เนตรวงแหวนกำลังแปรสภาพเป็นเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา เมื่อนั้นการ ‘จ่ายยาให้ถูกกับโรค’ หรือก็คือการเข้าไปแทรกแซงอย่างถูกจุด เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังในอุดมคติก็ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
และด้วยแนวคิดเช่นนี้เอง อุจิวะ เอ็ตสึจึงใช้ข้อได้เปรียบด้านความรู้ที่ไม่เหมือนใครในฐานะผู้ทะลุมิติที่เคยดูอนิเมะมาอย่างโชกโชน ประกอบกับวิสัยทัศน์และรูปแบบการคิดที่เหนือจินตนาการ สิ่งที่เขาทำจึงไม่ใช่แค่การพยายามกักเก็บจักระด้านลบไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ในการเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาเท่านั้น ทว่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เขาได้ใช้หลักการที่ว่า ‘เนตรวงแหวนเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนสภาพจิตใจ’ ซึ่งสามารถสร้างคาถาเนตรขึ้นมาตามสภาพจิตใจของผู้ใช้มาเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาของเขาอย่างละเอียด
เขาจินตนาการถึงคาถาเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาในอุดมคติของตัวเองอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับวิเคราะห์ว่าต้องมีความคิดแบบไหน มีความยึดมั่นต่อสิ่งใด และต้องมีสภาพจิตใจเช่นไร จึงจะสามารถให้กำเนิดคาถาเนตรที่ต้องการได้ จากนั้นเมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว อุจิวะ เอ็ตสึก็เริ่มบอกตัวเองซ้ำๆ วันละไม่รู้กี่รอบเพื่อตอกย้ำและสร้างความปรารถนาต่อคาถาเนตรที่เขาต้องการให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
และความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น หลังจากตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตลอดสามเดือนเต็ม โดยมีพลังของเนตรวงแหวนเป็นตัวช่วย บวกกับตัวเขาเองก็เปิดใจยอมรับอย่างเต็มที่และให้ความร่วมมือกับตัวเองอย่างสุดกำลัง ในที่สุดสภาพจิตใจในอุดมคติที่เขาวาดไว้ก็ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ดังนั้น เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพและเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้ถือกำเนิดขึ้น คาถาเนตรของเขาก็ปรากฏออกมาเป็นรูปลักษณ์ที่ต้องการเหมือนกับที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน
คาถาเนตรของอุจิวะ เอ็ตสึ เนตรข้างซ้ายของเขามีนามว่า ‘อิซานางิ’ มันคือพลังที่สามารถเปลี่ยน ‘ความจริง’ ให้กลายเป็น ‘ความฝัน’ เป็นวิชาที่สามารถพลิกผันชะตาแห่งความตาย
ในเนื้อเรื่องดั้งเดิม คาถานี้เป็นที่รู้จักกันดีผ่านการใช้งานของดันโซ ตราบใดที่เนตรวงแหวนทั้งสิบดวงบนแขนของเขายังไม่มอดดับลงทั้งหมด ไม่ว่าจะถูกสังหารด้วยวิธีใดเขาก็จะไม่มีวันตาย แน่นอนว่าแรงบันดาลใจของคาถาเนตรนี้ก็มาจากที่เดียวกัน แต่เนื่องจากมันเป็น ‘คาถาเนตรเฉพาะตัว’ ที่มาพร้อมกับเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาโดยตรง ข้อบกพร่องที่ใช้แล้วดวงตาจะบอดสนิทจึงถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว
พูดได้เลยว่า ตราบใดที่พลังเนตรของอุจิวะ เอ็ตสึยังไม่หมดสิ้น เขาก็แทบจะเป็นอมตะ ไม่มีทางถูกสังหารได้ ความสามารถในการเอาตัวรอดของเขาพุ่งทะยานขึ้นไปอีกหลายระดับในชั่วพริบตา เอาล่ะ เมื่อพูดถึงคาถาเนตรข้างซ้ายไปแล้วก็มาถึงตาของเนตรข้างขวาของอุจิวะ เอ็ตสึกันบ้าง ซึ่งมันมีนามว่า ‘อิซานามิ’
แน่นอนว่าแรงบันดาลใจของอิซานามิก็มาจากเนื้อเรื่องดั้งเดิมเช่นกัน มันคือวิชาที่อุจิวะ อิทาจิใช้โดยมีเนตรวงแหวนหนึ่งดวงเป็นเดิมพัน เพื่อกักขังคาบูโตะไว้ในวังวนภาพลวงตาที่ไม่สิ้นสุด หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นได้คือต้องยอมรับชะตากรรมและเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเองโดยสิ้นเชิง อาจจะนับได้ว่าเป็นพลังที่เปลี่ยน ‘ความว่างเปล่า’ ให้กลายเป็น ‘ความจริง’
แต่ทว่าเมื่อเทียบกับอิซานามิในต้นฉบับแล้ว คาถาเนตรของอุจิวะ เอ็ตสึนั้นทรงพลังยิ่งกว่า และเป็นวิชาที่อยู่ ‘ตรงกันข้ามกับอิซานางิอย่างแท้จริง
พูดอีกอย่างก็คือเมื่อเขาใช้คาถาเนตรนี้ เขาสามารถ ‘สร้างสรรพสิ่งจากความว่างเปล่า’ ได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เคยมีอยู่แค่ในจินตนาการให้กลายเป็นของจริงซึ่งปรากฏขึ้นในโลกแห่งความจริงได้!
เรียกได้ว่าเมื่อมีคาถาเนตรนี้ เขาก็คือ ‘เอมิยะ ชิโร่’ ในเวอร์ชันโลกนินจาดีๆ นี่เอง อยากได้อะไรก็สร้างขึ้นมาได้ตามใจนึก ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องอาวุธไม่พอใช้อีกต่อไป แน่นอนว่าแม้คาถาเนตรทั้งสองนี้เมื่อแยกกันใช้จะทรงพลังอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ทำให้อุจิวะ เอ็ตสึตื่นเต้นได้ถึงขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาแค่นั้นแน่
อีกทั้งหากแยกใช้กันโดดๆ ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกว่ามีศักยภาพไร้ขีดจำกัดได้อย่างเต็มปาก ดังนั้นสิ่งที่ทำให้อุจิวะ เอ็ตสึตื่นเต้นอย่างแท้จริง สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทความพยายามไปอย่างสุดคณานับจนสมความปรารถนา พลังระดับโกงเทพเจ้าที่แท้จริงของเขาก็คือ พลังที่เกิดจากการหลอมรวมคาถาเนตรที่ตรงข้ามแต่ก็ส่งเสริมซึ่งกันและกันทั้งสองนี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียว!
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นมันก็เหมือนกับคาถาเนตร ‘คามุย’ ของอุจิวะ โอบิโตะ แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นคาถาเนตรสองวิชาที่คล้ายคลึงกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วคาถาทั้งสองนั้นสามารถนับได้ว่าเป็นเพียงรูปแบบการแสดงผลที่แตกต่างกันของคาถาเดียวเท่านั้น
คาถาเนตรที่แท้จริงของเขามีเพียงหนึ่งเดียวคือ ‘มิติแห่งคามุย’ ส่วนความสามารถอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทะลุมิติเพื่อทำให้ร่างกายโปร่งใส การเทเลพอร์ต หรือการบิดเบือนมิติเพื่อโจมตี โดยแก่นแท้แล้วล้วนเป็นเพียงการประยุกต์ใช้พลังจากมิติแห่งคามุยทั้งสิ้น
และบางทีอาจเป็นเพราะคาถาเนตรของโอบิโตะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์นี่เอง ที่ทำให้ประสิทธิภาพของมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนกลายเป็นพลังที่แข็งแกร่งและรับมือได้ยากกว่าคาถาเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาอื่นๆ อย่างเทียบไม่ติด ส่วนปัจจัยอื่นอย่างเซลล์ของรุ่นที่ 1ที่ช่วยเพิ่มพลังเนตรนั้นเป็นเพียงแค่การเสริมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่แก่นแท้ของความแข็งแกร่ง
ดังนั้นด้วยการอ้างอิงจากความสุดพิเศษในคาถาเนตรของโอบิโตะ ในตอนที่คาถาเนตรทั้งสองซึ่งส่งเสริมซึ่งกันและกันของอุจิวะ เอ็ตสึ ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โลกอันลึกลับที่ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างความจริงและความฝันก็ได้ปรากฏขึ้นในการรับรู้ของเขาและถูกควบคุมโดยเขาทั้งหมด!
และการก่อตัวขึ้นของโลกใบนี้เองที่ทำให้อุจิวะ เอ็ตสึรู้สึกได้ว่าคาถาเนตรทั้งสองของเขาได้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง วิธีการใช้และผลลัพธ์ของคาถาที่เคยดูตายตัวและเรียบง่าย พลันมีทางเลือกในการประยุกต์ใช้ที่เปิดกว้างขึ้นอย่างมหาศาลในทันที
พูดได้เลยว่าเมื่อมีโลกอันพิเศษใบนี้เป็นศูนย์กลางและเป็นรากฐานสนับสนุนแล้ว คาถาเนตรทั้งสองของอุจิวะ เอ็ตสึก็ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง ‘วิชา’ (Jutsu) ไปสู่ระดับของ ‘กฎ’ (Law) ที่สามารถพลิกแพลงได้อย่างไร้ขีดจำกัดและเปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด
“หึ นี่สิถึงเรียกว่าเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาที่ถูกต้องของจริง”
“ส่วนไอ้พวกที่ไม่รู้จักคิดริเริ่มพัฒนาและประยุกต์ใช้พลังของตัวเองก็ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำของขวัญจากสวรรค์ดีๆ ”
“ต่อให้คาถาเนตรที่พวกนั้นมีจะแข็งแกร่งหรือพิสดารแค่ไหน สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่อาวุธสำเร็จรูปที่สร้างเสร็จแล้วเท่านั้น ไม่มีทั้งศักยภาพที่จะพัฒนาต่อ ไม่มีทั้งอนาคต ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น”
เอ็ตสึลองใช้พลังในดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบาๆ เมื่อได้สัมผัสกับสภาวะอันน่าอัศจรรย์ที่ราวกับจะทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างดั่งใจนึก เขาก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความทึ่งอีกครั้ง ในตอนนี้เขารู้สึกพึงพอใจและคาดหวังกับอนาคตของตัวเองในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน