บทที่ 4 จับตัวเซ็ตสึขาว
"หนึ่ง...สอง...แปด...สิบหก...สามสิบสี่คน..."
"หน่วยรากกับหน่วยลับงั้นเหรอ ไม่คิดเลยว่าจะส่งคนมาล้อมเขตตระกูลอุจิวะไว้เยอะขนาดนี้ พวกผู้นำของโคโนฮะท่าจะเอาจริงแล้วแฮะ"
ร่างของอุจิวะเอ็ตสึเคลื่อนไหวเงียบเชียบราวเงา หลบหลีกไปทั่วเขตตระกูลอุจิวะอย่างไม่ให้รู้ตัว กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงมุมลับแห่งหนึ่งเขาก็เหยียดยิ้มเย็นในใจ
ต้องเข้าใจก่อนว่าแม้หน่วยลับในเนื้อเรื่องตามต้นฉบับจะไม่มีผลงานโดดเด่นอะไรนัก แต่โดยแท้จริงแล้วพวกเขาคือนินจาฝีมือเยี่ยมที่คัดสรรมาโดยตรงจากโฮคาเงะ พวกเขาอาจไม่มากในจำนวนแต่ทุกคนก็ล้วนเป็นดาบที่แหลมคมในมือของโฮคาเงะ
ส่วนหน่วยรากถึงจะขึ้นตรงต่อหน่วยลับในนาม แต่ความจริงแล้วถูกควบคุมโดย ชิมูระ ดันโซ เต็มตัว และเพราะหน่วยรากมีการฝึกที่โหดเหี้ยมทารุณเกินมนุษย์นี้เองถึงทำให้สมาชิกแต่ละคนเป็นยอดฝีมือแบบไม่แพ้หน่วยลับเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อทั้งสองหน่วยถูกส่งมาล้อมพื้นที่ของตระกูลอุจิวะพร้อมๆ กันแบบนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าพวกผู้นำของโคโนฮะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน
“เฮอะ อยากเก็บให้เกลี้ยงก็จริงอยู่หรอกนะ แต่ถ้าออกไปกวาดล้างพวกมันตอนนี้ก็เท่ากับโยนหินลงน้ำเองน่ะสิ มีหวังคืนล้างตระกูลได้เกิดเร็วกว่ากำหนดแน่ แบบนั้นไม่คุ้มเลย” แววตาของเอ็ตสุกะพริบวาบด้วยรังสีอำมหิต แต่สุดท้ายก็ยับยั้งไว้ได้
ถึงตอนนี้เขาจะปลุกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้สำเร็จแล้ว พลังจากเนตรของเขาก็ทรงอานุภาพจนเรียกได้ว่าเป็นระดับแนวหน้าไปแล้วก็ตามแต่มันก็ยังมีข้อเสียเหมือนกัน หากใช้บ่อยเกินไปหรือใช้งานหนักเกินขีดจำกัดก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้
ยิ่งไปกว่านั้น เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาของเขาก็กินจักระและพลังงานจากดวงตาเยอะมาก ก็ร่างกายของเขายังเป็นแค่เด็กวัยสิบขวบกว่าๆ ที่ยังโตไม่เต็มที่ ทำให้จักระกับพลังเนตรที่สามารถดึงออกมาใช้ได้จึงยังมีข้อจำกัดอยู่ ถ้าเกิดการปะทะใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ต่อให้เนตรหมื่นบุปผาจะแข็งแกร่งแค่ไหนเขาก็ไม่มีแรงจะลากยาวไปจนจบการต่อสู้ได้แน่
“จริงอย่างที่คิด ถ้าอยากเป็นนินจาที่แข็งแกร่งแบบไร้ช่องโหว่เนตรหมื่นบุปผาก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แผนการต่อไปต้องลงลึกกว่านี้อีก! ” เขาหันไปมองจุดซ่อนตัวของนินจาหน่วยลับเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นร่างก็เลือนหายไปราวกับเงาที่ถูกลมพัด
ไม่นานหลังจากนั้น ร่างของอุจิวะ เอ็ตสุก็ปรากฏขึ้นใหม่ คราวนี้เขายืนอยู่ข้างต้นไม้ธรรมดาๆ ต้นหนึ่ง แต่ดวงตาหมื่นบุปผาของเขากลับเผยรังสีเจาะทะลุจับจ้องไปยังบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างใน
“หา?! ดวงตานั่นมัน...เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผางั้นเหรอ?! แล้ว...แล้วเขามองเห็นข้าได้ด้วยเหรอ!? ” ภายในต้นไม้ สิ่งมีชีวิตประหลาดร่างสีขาวซีดสะดุ้งเฮือกออกมาเล็กน้อยด้วยความตกใจ ทันทีที่ถูกสายตาของเอ็ตสุมองตรงมา
มัน...คือ เซ็ตสึขาว
มันเงยหน้ามองอย่างงงงวยก่อนจะพยายามขยับตัวหลบหนีตามสัญชาตญาณ
“ยังคิดจะหนีอีกเหรอ! ออกมาซะ!!” เสียงเย็นเยียบของเอ็ตสุดังขึ้น พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่แทงทะลุต้นไม้เข้าไปเหมือนเป็นภาพลวงตาก่อนจะกระชากร่างของเซ็ตสึขาวออกมาแล้วเหวี่ยงกระแทกพื้นอย่างแรง
“เกิดอะไรขึ้น?! ทำไมข้าหลุดออกมาได้ล่ะ?! ” เซ็ตสึขาวที่โดนเหวี่ยงลงพื้นเต็มแรงร้องอุทานขึ้นเสียงหลง
ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความมึนงงเหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองโดนจับแล้ว
“ชิ! ” อุจิวะเอ็ตสุมองมันอย่างสมเพชจากนั้นโดยไม่พูดพล่ามใด ๆ ดวงตาของเขาก็หมุนวน พลังจากเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาปรากฏขึ้นอีกครั้ง และเพียงเสี้ยววินาทีต่อมาเซ็ตสึขาวก็ถูกสะกดจิตควบคุมเรียบร้อย
“จับเซ็ตสึขาวสำเร็จแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาพัฒนาพลังขั้นต่อไป” แววตาของเอ็ตสุกระพริบด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะพาร่างของเซ็ตสึหายตัวไปพร้อมกันทันที
ตามความจริงแล้วอย่างที่เขาเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้ การมีเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาอย่างเดียวไม่เพียงพอเลย ถ้าอยากใช้พลังจากเนตรนี้ให้เต็มศักยภาพเขาต้องหาทางเพิ่มพลังให้สามารถใช้มันได้ต่อเนื่องมากขึ้นหรือก็คือความอึดทน ไม่งั้นก็จะเป็นได้แค่พวกเก่งแค่สามนาทีแล้วสลบเพราะหมดแรง และวิธีแก้จุดอ่อนของเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาก็มีอยู่สองทาง
หนึ่งคือยกระดับเป็น ‘เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผานิรันดร์’
สองคือปลูกถ่ายเซลล์ของเซ็นจู ฮาชิรามะ หรือก็คือรุ่นที่ 1 เพื่อใช้พลังฟื้นตัวและชีวิตที่แข็งแกร่งมาลบล้างผลข้างเคียงนี้
สำหรับตอนนี้เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผานิรันดร์ยังไม่ต้องไปพูดถึง ทางเลือกที่ง่ายกว่านั้นคือ เซ็ตสึขาว สิ่งมีชีวิตที่อุจิวะ มาดาระสร้างขึ้นจากเซลล์ของฮาชิรามะกับต้นไม้เทวะ
ตอนคืนล้างตระกูล อุจิวะ โอบิโตะก็มีส่วนร่วมและใช้เซ็ตสึขาวเป็นเครื่องมือในการสอดแนมเช่นกัน นั่นหมายความว่าในตอนนี้ย่อมต้องมีเซ็ตสึขาวแฝงตัวเฝ้าสังเกตการณ์ในเขตตระกูลอุจิวะอย่างแน่นอน และเมื่อจับตัวมันได้ด้วยความที่เซ็ตสึขาวไม่ใช่สายต่อสู้พลังจึงไม่ได้สูงนัก ดังนั้นหากจะจัดการมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย ซึ่งการคาดเดาของเขาก็แม่นราวกับตาเห็น แถมด้วยพลังพิเศษจากเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาที่ควบรวมทั้งโลกจริงและโลกมายา อุจิวะ เอ็ตสึ ก็สามารถมองทะลุปรุโปร่งและสัมผัสสิ่งที่แม้แต่หน่วยลับหรือหน่วยรากก็ไม่อาจตรวจจับได้
ซึ่งแน่นอนว่าแม้แต่เซ็ตสึขาวก็ไม่สามารถหลบสายตาของเขา!
หลังจากจับตัวเซ็ตสึขาวมาได้เอ็ตสึไม่ได้กลับบ้านทันทีแต่พาร่างนั้นตรงเข้าสู่ป่ามรณะแทน เพราะมันแตกต่างจากเขาที่สามารถเบิกเนตรเองได้ เซ็ตสึขาวมีร่างกายพิเศษและอาจมีการเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตตัวอื่น แม้ว่าในตอนจับเขาจะใช้วิชานินจาสกัดพลังแล้วและแปลงร่างอำพรางไว้อย่างดีแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเต็มร้อย แม้จะมีโอกาสเพียงเล็กน้อยเขาก็ต้องป้องกันไว้ก่อน
“อืม ไกลขนาดนี้ก็น่าจะปลอดภัยพอแล้ว” เขาพึมพำกลางป่ามรณะ ขณะที่ร่างของเซ็ตสึขาวถูกเขาหิ้วอยู่ในมือ จากนั้นเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาของเขาก็หมุนอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใด พร้อม ๆ กับที่จักระจากร่างของเขาพุ่งกระจายออกไปรอบบริเวณ ทำให้พื้นที่รอบ ๆ สั่นสะเทือนในชั่วขณะ เงียบงันแล้วก็ปั่นป่วนขึ้นก่อนจะกลับสู่ความสงบอีกครั้ง
แต่อุจิวะ เอ็ตสึไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขาหมกมุ่นอยู่กับพลังเนตรที่กำลังจะได้รับการปลดปล่อยอย่างเต็มที่เท่านั้น
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนเมื่อดูเหมือนพลังของเขาเริ่มเสถียรขึ้นแล้ว พื้นที่โดยรอบจู่ ๆ ก็ถูกครอบคลุมด้วยโลกเสมือนที่คล้ายภาพลวงตาแผ่ขยายออกไปรอบตัวหลายสิบเมตร และเพียงไม่นานโลกมายานั้นก็หายไปอย่างรวดเร็วพร้อมกันกับร่างของเซ็ตสึขาวในมือ ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง