บทที่ 10 จุดเปลี่ยน
อย่าไปพูดถึงดันโซที่ได้แต่เดือดดาลอย่างบ้าคลั่งแต่ทำอะไรไม่ได้เลยจะดีกว่า กลับมาที่อุจิวะ เอ็ตสึ ในตอนนี้เขายังไม่ได้ออกจากฐานทัพของหน่วยรากตามที่ดันโซคาดการณ์ไว้
ก็แหงล่ะ แม้ว่าหากมองจากรูปลักษณ์ภายนอกและผลลัพธ์ที่แสดงออกมา พลังที่เขาใช้นั้นจะดูคล้ายคลึงกับคาถาเนตรคามุยของอุจิวะ โอบิโตะอย่างกับแกะ แต่หากพูดถึงแก่นแท้แล้ว พลังของพวกเขาทั้งสองกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คามุยของอุจิวะ โอบิโตะนั้น คือการใช้มิติพิเศษที่มีอยู่จริงที่เรียกว่า ‘มิติแห่งคามุย’ เป็นสื่อกลาง มันคือการประยุกต์ใช้พลังแห่งมิติเวลาของจริง ส่วนคาถาเนตรของอุจิวะ เอ็ตสึ แม้จะตั้งอยู่บนรากฐานของโลกมายา แต่โลกมายาของเขาก็ยังคงเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น พลังแก่นแท้ของมันจึงไม่ใช่พลังแห่งมิติเวลาแต่เป็นพลังแห่งความจริงและความลวงผสมผสานกัน
ด้วยเหตุนี้เอง การที่เขาจะจำลองความสามารถในการทะลุมิติของโอบิโตะจึงทำได้ง่ายดายยิ่งกว่าต้นฉบับเสียอีก เพราะมันตรงกับสายพลังของเขาโดยตรง แต่ในทางกลับกัน ความสามารถอย่างการเทเลพอร์ตซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายในมิติเวลาจริงๆ นั้น เขากลับยังไม่สามารถทำได้แบบโอบิโตะ
ดังนั้นแล้ว ที่ดูเหมือนว่าเขาสามารถจำลองการเทเลพอร์ตของโอบิโตะได้สำเร็จนั้น ความจริงก็คือเขาได้อาศัยโลกมายาที่กางออกไปก่อนหน้านี้เพื่อสร้างเขตแดนขึ้นมาต่างหาก และเมื่ออยู่ในเขตแดนนี้ อุจิวะ เอ็ตสึ ก็จะได้รับสิทธิ์ในการควบคุมสรรพสิ่งบางส่วนเสมือนกับตอนที่เขาอยู่ในโลกมายาของตัวเอง
ด้วยวิธีการอันชาญฉลาดนี้เอง ในเขตแดนของเขา อุจิวะ เอ็ตสึไม่เพียงแต่จะสามารถสังหารเหล่านินจาหน่วยรากชั้นยอดไปได้อย่างง่ายดายและขโมยสมบัติทั้งหมดของดันโซไปต่อหน้าต่อตา แต่เขายังสามารถจำลองการเทเลพอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ โบ้ยความผิดทั้งหมดไปให้กับอุจิวะ โอบิโตะได้อย่างหมดจด!
“หึๆ แพะรับบาปตัวนี้ เจ้าโอบิโตะคงต้องรับไปเต็มๆ แล้วล่ะ บางทีครั้งหน้าที่เจ้านั่นโผล่หน้าออกมาอาจจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูอีกก็ได้” ในมุมมืดแห่งหนึ่ง อุจิวะ เอ็ตสึจับจ้องไปยังทิศทางที่ดันโซอยู่พลางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความสาแก่ใจอย่างปิดไม่มิด
สำหรับอุจิวะ โอบิโตะแล้ว เอ็ตสึไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีให้เลยแม้แต่น้อย แค่เรื่องที่มันปล่อยจิ้งจอกเก้าหางออกมาอาละวาดจนเป็นเหตุให้รุ่นที่สี่และอาจารย์คุชินะผู้แสนดีของเขาต้องตาย เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องแก้ตัวอีกแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำของมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากอุจิวะ อิทาจิ ที่ลงมือสังหารหมู่ตระกูลและฆ่าพ่อแม่ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย พวกมันก็เป็นแค่พวกโรคจิตเหมือนกันทั้งคู่!
แน่นอนว่าสำหรับคนประเภทนี้ถ้าไม่มาหาเรื่องหรือทำอะไรที่เป็นภัยต่อเขา เอ็ตสึก็ขี้เกียจจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่โชคร้ายเหลือเกินในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลอุจิวะ เขากลับกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เจ้าโรคจิตสองคนนี้ต้องการจะสังหาร!
ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็อย่าหาว่าเขาลงมือก่อนก็แล้วกัน!
“อืม ถ้าจำไม่ผิดในคืนล้างตระกูลตามเนื้อเรื่องเดิม คนที่ลงมือหลักๆ คืออุจิวะ อิทาจิกับอุจิวะ โอบิโตะ ส่วนหน่วยรากจะทำหน้าที่เก็บกวาดพวกที่รอดตาย”
“ส่วนหน่วยลับของโฮคาเงะ น่าจะทำหน้าที่คุมสถานการณ์โดยรอบของหมู่บ้านให้อยู่ในความสงบ พร้อมกับชี้นำความคิดเห็นของชาวบ้านในตอนท้าย”
“แต่ละขั้นตอนประสานงานกันอย่างลงตัว จนทำให้การล้างบางตระกูลอุจิวะไม่เกิดความวุ่นวายใหญ่โตอะไรขึ้น ต้องยอมรับว่าเตรียมการกันมาดีจริงๆ แต่ว่าด้วยฝีมือของฉันในตอนนี้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าโอบิโตะกับโคโนฮะคงต้องพังทลายลงยับเยินแน่นอน เผลอๆ ถ้าพวกมันเกิดขัดแย้งกันจนลงไม้ลงมือขึ้นมาจริงๆ คืนล้างตระกูลที่ว่าอาจจะมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเลยก็ได้ใครจะไปรู้”
ขณะที่ใช้พลังทะลุมิติเคลื่อนตัวออกจากฐานทัพของหน่วยราก ในใจของเอ็ตสึก็ยังคงคำนวณความเป็นไปได้ต่างๆ นานา เขารู้สึกได้ว่าม่านฟ้าแห่งหายนะที่เคยปกคลุมตระกูลอุจิวะจนมืดมิด ในที่สุดมันก็ได้ถูกฉีกออกเป็นช่องโหว่ ปล่อยให้แสงสว่างรำไรสาดส่องลงมาได้บ้างแล้ว
.
.
.
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง
เมื่อแสงอรุณสาดส่องลงบนผืนดินเป็นสัญญาณของวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่ง อุจิวะ เอ็ตสึก็ได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดครั้งใหม่ของตนเองเป็นที่เรียบร้อย บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มอันเจิดจ้าไม่ต่างจากแสงตะวันภายนอกเลย
ชื่อ : อุจิวะ เอ็ตสึ
กายภาพ : ระดับโจนิน (หลอมรวมเซลล์ของฮาชิรามะ)
พลังจิต : ระดับคาเงะ (เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา)
จักระ : ระดับคาเงะ (กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง)
คุณสมบัติจักระ : ลม, ไฟ, น้ำ, ดิน
ขีดจำกัดสายเลือด : เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา (อิซานางิ, อิซานามิ, โลกมายา, ซูซาโนโอะ), ร่างเซียน, คาถาไม้
คาถานินจา: วิชาพื้นฐาน 3 อย่าง, วิชาดาวกระจายสไตล์อุจิวะ, คาถาแยกเงาพันร่าง, กระสุนวงจักรและวิชาต่อยอด, คาถาไฟ: ลูกบอลยักษ์, คาถาไฟ: มังกรเพลิง, คาถาไฟ: ลูกไฟนกฟีนิกซ์, คาถาไฟ: เพลงระบำมังกรเพลิง, วายุสลาตัน, คาถาลม: คลื่นลมกดดัน, คาถาลม: คมมีดสายลม, คาถาลม: พันลมพายุ, คาถาดิน: กำแพงดิน
กระบวนท่า : เชี่ยวชาญกระบวนท่าพื้นฐาน
คาถาลวงตา : เนตรวงแหวน
ประเมินความสามารถโดยรวม : ระดับคาเงะ (นอกจากพื้นฐานบางอย่างที่ยังไม่แน่นพอแล้ว ก็แทบจะไร้จุดอ่อน แถมศักยภาพสูงลิ่วและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง)
แผงข้อมูลความสามารถที่ถูกจัดระเบียบขึ้นใหม่นี้ทำให้ความแข็งแกร่งของอุจิวะ เอ็ตสึในปัจจุบันเห็นชัดเจนราวกับพลิกฝ่ามือ การเติบโตที่ก้าวกระโดดจนน่าตกใจทำให้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกทึ่งและเสพติดมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ต้องไม่ลืมว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้อมูลความสามารถของเขายังอยู่ในระดับแค่โทคุเบ็ตสึโจนินเท่านั้นเอง แถมยังเป็นโทคุเบ็ตสึโจนินที่พื้นฐานด้านอื่นๆ ย่ำแย่จนน่าสมเพช อาศัยเพียงเนตรวงแหวนสามโทโมเอะคอยค้ำจุนเอาไว้เท่านั้น!
แต่บัดนี้ เพียงเวลาไม่กี่วัน ภายใต้พลังของเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา ความแข็งแกร่งของเขาก็พุ่งทะยานไม่หยุดยั้ง ไม่เพียงแต่จะก้าวเข้าสู่ระดับคาเงะซึ่งเป็นจุดสูงสุดของโลกนินจาในปัจจุบันได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่วิชาและลูกเล่นต่างๆ ของเขาก็ยังเพิ่มขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน
ในวินาทีนี้ เขามั่นใจเสียยิ่งกว่ามั่น ว่าจะสามารถเลียนแบบอุจิวะ มาดาระในตำนาน ที่สามารถต่อกรกับห้าคาเงะได้ด้วยตัวคนเดียว แถมยังเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างท่วมท้นอีกด้วย! หรือต่อให้เขาต้องบุกเดี่ยวถล่มหมู่บ้านนินจาขนาดใหญ่สักแห่ง เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถฟันฝ่าเข้าไปแล้วก็ทะลวงกลับออกมาได้อย่างสง่างามโดยไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาได้!
“จะมามัวเหนื่อยฝึกฝนไปทำไมกัน ในเมื่อเปิดใช้สูตรโกงมันสะใจกว่าเห็นๆ! โชคดีจริงๆ ที่ตอนนั้นฉันไม่ได้เผลอเบิกเนตรวงแหวนไปซะก่อน ไม่อย่างนั้นคงได้พลาดเนตรวงแหวนมหาโกงที่สมบูรณ์แบบคู่นี้ไปแล้ว”
“และถ้าไม่มีเนตรคู่นี้ ต่อให้ฉันจะพอมีพลังป้องกันตัวอยู่บ้างก็คงจะดึงประสิทธิภาพออกมาได้ไม่เท่าไหร่ พอถึงคืนล้างตระกูลขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตไปได้ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปปกป้องตระกูลอุจิวะกัน”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตและจักระที่เปี่ยมล้นและแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลภายในร่างกาย รวมถึงพลังเนตรในดวงตาทั้งสองข้างที่ถูกบำรุงด้วยพลังชีวิตอันมหาศาลจนยิ่งทรงพลังและคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เอ็ตสึก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความพึงพอใจและโล่งอก
ณ วินาทีนี้ เขามีความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนว่าจะสามารถปกป้องตระกูลอุจิวะได้สำเร็จ ตาข่ายฟ้าที่เคยดูเหมือนจะไร้เทียมทานในตอนนี้มันกลับดูเต็มไปด้วยช่องโหว่จนน่าสมเพชและพร้อมจะถูกเขาทำลายได้ทุกเมื่อ
“หึๆ... คืนล้างตระกูลน่ะเหรอ? งั้นฉันขอดูหน่อยแล้วกัน! ว่าด้วยพลังของฉันในตอนนี้พวกแกจะยังล้างบางตระกูลอุจิวะได้จริงๆ รึเปล่า”
สายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะทอดมองไปยังทิศทางของตึกโฮคาเงะอีกครั้ง ขณะที่ในใจก็แค่นเสียงเย็นชา จากนั้นเขาก็ดิ่งสติทั้งหมดของตนจมลงสู่โลกมายาอีกครั้งหนึ่ง ท้ายที่สุดแล้วของที่ได้มาเมื่อคืนนี้เขายังย่อยไปได้เพียงส่วนสำคัญที่สุดเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ อีกอย่างพลังที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดขนาดนี้เขาก็จำเป็นต้องใช้เวลาฝึกฝนเพื่อควบคุมมันให้เชื่องมือเช่นกัน
เมื่อเทียบกับเรื่องเหล่านี้แล้ว เหล่าศัตรูที่ตอนนี้เป็นเพียงเหลือบไร ก็ไม่คู่ควรให้เขาต้องเสียเวลาอันล้ำค่าไปสนใจแม้แต่น้อย