บทที่ 11 มติจากห้องทำงานโฮคาเงะ

ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อย…

ในตอนที่อุจิวะ เอ็ตสึ ได้ออกจากฐานทัพของหน่วยรากและกลับบ้านไปเพื่อซึมซับผลลัพธ์จากการเก็บเกี่ยวของตนเองนั้น ชิมูระ ดันโซ ในที่สุดก็สามารถระงับอารมณ์และเรียกสติกลับคืนมาได้เสียที เขาไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียวรีบรุดไปหาซารุโทบิ ฮิรุเซ็นกลางดึกพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหน่วยรากโดยไม่ลืมที่จะใส่สีตีไข่เข้าไปอย่างเต็มที่

และแน่นอนว่าเมื่อซารุโทบิ ฮิรุเซ็น ผู้ที่เพิ่งจะจัดการกับกองงานจุกจิกที่สุมเป็นภูเขาเสร็จสิ้นและกำลังจะพักผ่อนได้ฟังเรื่องนี้เข้า เขาก็ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตกใจสุดขีด และสั่งให้คนไปตามที่ปรึกษาอีกสองคนมาประชุมด่วนที่ตึกโฮคาเงะทันที

“ดันโซ เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าตระกูลอุจิวะมันลงมือก่อนกำหนด” ทันทีที่มาถึงห้องทำงานโฮคาเงะ มิโทคาโดะ โฮมุระ ที่เพิ่งถูกปลุกจากเตียงนอนก็เอ่ยถามด้วยใบหน้าบูดบึ้งและน้ำเสียงร้อนรน

ขณะที่อุตาตาเนะ โคฮารุ ซึ่งเดินตามเข้ามาติดๆ แม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แต่ใบหน้าของเธอก็เคร่งขรึมไม่แพ้กัน ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปยังดันโซ เป็นการส่งคำถามอย่างชัดเจน

“ใจเย็น เรื่องของตระกูลอุจิวะเอาไว้ก่อน ตอนนี้มันมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้นและเราต้องรีบตัดสินใจโดยด่วน” เมื่อเห็นว่าสหายเก่าทั้งสองคนมาถึงแล้ว ซารุโทบิ ฮิรุเซ็นจึงเอ่ยปากขึ้นเพื่อสงบสติอารมณ์ของทั้งคู่ ก่อนจะหันไปทางดันโซ เป็นเชิงให้เขาเล่าสถานการณ์โดยละเอียดอีกครั้ง

เมื่อได้รับการส่งสัญญาณจากฮิรุเซ็น ดันโซก็ไม่รอช้า เขาเริ่มเล่าเรื่องราวที่ปรุงแต่งเสริมเข้าไปเสียมากมายอีกครั้งหนึ่ง

“หึ! พวกสันดานหมาเน่า! กล้าดียังไงถึงบุกโจมตีหน่วยราก แถมยังปล้นชิงข้อมูลลับกับยุทธปัจจัยสำคัญไปอีก ข้าว่าคำพูดพล่อยๆ ของพวกอุจิวะก่อนหน้านี้ก็แค่ต้องการจะเบี่ยงเบนความสนใจของเราเท่านั้นแหละ! แล้วก็เจ้าเด็กอุจิวะ อิทาจินั่นก็ด้วย เราต้องเริ่มสืบสวนมันใหม่ได้แล้ว ไม่แน่ว่ามันอาจจะร่วมมือกับเจ้านั่นมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้! ไอ้เรื่องที่ว่าจะยอมลงมือสังหารตระกูลอุจิวะด้วยตัวเองเพื่อหมู่บ้านน่ะมันอาจเป็นแค่กลอุบายเพื่อหลอกให้เราตายใจเฉยๆ ! ”

“ใช่ข้าเห็นด้วย แล้วเรื่องที่มันอ้างชื่ออุจิวะ มาดาระยิ่งน่าหัวเราะเยาะ อย่าลืมสิ คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับท่านรุ่นที่ 1 แถมยังถูกท่านรุ่นที่ 1 สังหารด้วยมือตนเองจะมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้ยังไงกัน! อีกอย่างในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ดันมาเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้นอีก ข้าว่าทั้งมันและอุจิวะ อิทาจิ ก็คงเป็นพวกเดียวกับตระกูลอุจิวะนั่นแหละถูกแล้ว สายเลือดโสโครกทั้งนั้น! ” หลังจากฟังดันโซเล่าจบ มิโทคาโดะ โฮมุระก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นชาออกมา ส่วนอุตาตาเนะ โคฮารุ ก็รีบกล่าวเสริมอย่างทันควัน น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจต่อตระกูลอุจิวะและอุจิวะ อิทาจิอย่างชัดเจน

“พอได้แล้ว! ถึงคนในตระกูลอุจิวะจะมีปัญหาอยู่มากก็จริงแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเหมารวมว่าเป็นศัตรูไปเสียหมด อย่าลืมสิว่าทั้งคางามิและชิซุยต่างก็เป็นอุจิวะที่สืบทอดเจตจำนงแห่งไฟเหมือนเรา อิทาจิก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นคำพูดของอิทาจิยังคงน่าเชื่อถืออยู่”

เมื่อเห็นสหายเก่าทั้งสองคนเปิดฉากโจมตีตระกูลอุจิวะแถมยังลามไปถึงตัวอิทาจิ ฮิรุเซ็นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ปากจะพูดปลอบโยนออกไปเช่นนั้น แต่ลึกๆ แล้วในแววตาของเขาก็มีประกายแห่งความคลางแคลงใจวูบผ่านไปชั่วขณะ

“หึ! ท่านฮิรุเซ็น แล้วท่านจะว่ายังไงต่อล่ะทีนี้! การก่อกบฏของอุจิวะมันจวนจะระเบิดเต็มแก่แล้ว แล้วตอนนี้ยังมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ถ้ายังทำตามแผนเดิมอยู่มีหวังจัดการพวกอุจิวะไม่ทันการณ์แน่ และถ้าหากเกิดการปะทะกันเต็มรูปแบบขึ้นมาจริงๆ โคโนฮะก็จะตกอยู่ในภัยอันตราย! ”

“เกือบลืมเรื่องสำคัญ…ก่อนที่เจ้าหน้ากากที่อ้างตัวว่าเป็นอุจิวะ มาดาระจะจากไปนั่น มันบอกกับปากว่าครั้งหน้าจะไม่ปรานีพวกเราอีกต่อไป แล้วตอนนี้มันก็ได้ของสำคัญของหน่วยรากไปแล้วด้วย ท่านคิดว่าเป้าหมายต่อไปของมันจะเป็นอะไรกันเล่า แล้วที่มันพูดว่า ‘จะไม่ปรานีพวกเราอีกต่อไป’ น่ะมันหมายความยังไง!? ”

“ท่านอย่าลืมเรื่องโศกนาฏกรรมจิ้งจอกเก้าหางเด็ดขาด! ” เมื่อได้ยินซารุโทบิ ฮิรุเซ็นเอ่ยปากปกป้องอิทาจิ สีหน้าของดันโซก็ยิ่งบึ้งตึงน่ากลัว เขาสะบัดเสียงเย็นชา น้ำเสียงเต็มไปด้วยการยุยงและคำเตือนที่แฝงนัยยะน่าขนลุก และทันทีที่สิ้นเสียงเตือนของดันโซ บรรยากาศทั้งห้องทำงานของโฮคาเงะก็พลันเงียบสงัดลงในบัดดล เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างก็นึกถึงเรื่องเลวร้ายบางอย่างขึ้นมาพร้อมกัน

“ท่านฮิรุเซ็น ดันโซพูดถูก ตอนนี้สถานการณ์มันคับขัน แผนเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เราต้องปรับแผนใหม่ทันที ส่วนเรื่องของอุจิวะ อิทาจิ ก็ให้เขาเป็นคนล่อเจ้าหน้ากากนั่นออกมาซะ แล้วก็ร่วมมือกับเราเข้าจับกุมหรือสังหารมัน นี่ถือซะว่าเป็นการทดสอบความจงรักภักดีของเขาไปในตัว” เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด มิโทคาโดะ โฮมุระที่ดูกระตือรือร้นกว่าใครจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบและเสนอความคิดเห็นขึ้นมาก่อน

“ข้าเห็นด้วยกับโฮมุระ สถานการณ์ตอนนี้ฉุกเฉินและซับซ้อนเกินไป หากเราตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับโคโนฮะได้ ดังนั้น ให้เจ้าหนูอิทาจิพิสูจน์ตัวเองเสียก่อน และถือโอกาสนี้กำจัดตัวแปรที่ไม่แน่นอนนั่นทิ้งไปพร้อมๆ กัน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาจัดการปัญหาของอุจิวะให้สิ้นซากทีหลัง” หลังจากที่โฮมุระทำลายความเงียบและเสนอความเห็นของตน อุตาตาเนะ โคฮารุ ก็รีบกล่าวเสริมทันที ทำให้ทิศทางของเรื่องทั้งหมดชัดเจนขึ้นในพริบตา

“เอาล่ะ เจ้าหน้ากากนั่นเป็นภัยซ่อนเร้นที่ต้องรีบจัดการโดยเร็วที่สุดจริงๆ แต่การรับมือกับคาถามิติเวลาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากนี้ข้าจะเรียกอิทาจิมา เขาเคยปะทะกับเจ้าหน้ากากนั่นมาก่อน ส่วนเจ้าเอง…ดันโซ…เจ้าก็เคยรับมือกับมันแล้ว พวกเจ้าสองคนก็ลองร่วมมือกันคิดหาวิธีดู” เมื่อเห็นว่ามีคนปูทางลงให้เรียบร้อยแล้ว ซารุโทบิ ฮิรุเซ็นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเอ่ยปากสรุปและทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้กับการหารือในครั้งนี้

หลังจากนั้น ซารุโทบิ ฮิรุเซ็นก็ได้สั่งให้หน่วยลับไปตามตัวอุจิวะ อิทาจิมา ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มหารือถึงวิธีการรับมือคาถามิติเวลาและวางแผนปฏิบัติการใหม่อีกเล็กน้อย และในไม่ช้า อุจิวะ อิทาจิ ก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องทำงานของโฮคาเงะ

“ท่านโฮคาเงะ ที่ปรึกษาทุกท่าน ไม่ทราบมีคำสั่งอะไรหรือขอรับ”

การถูกเรียกตัวมาอย่างกะทันหันแถมยังต้องมาเผชิญหน้ากับโฮคาเงะและที่ปรึกษาทั้งสามคนพร้อมกัน ทำให้อิทาจิรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก แต่สีหน้าของเขากลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ยังคงเอ่ยปากถามด้วยความนอบน้อมเช่นเคย

“อิทาจิ ที่เราเรียกเจ้ามาในครั้งนี้ ก็เพราะเมื่อครู่นี้เองหน่วยรากถูกบุกจู่โจมจนสูญเสียข้อมูลและยุทธปัจจัยลับไปเป็นจำนวนมาก และผู้บุกรุกก็คือคนที่เจ้าเคยรายงานว่าเป็น อุจิวะ มาดาระ” ซารุโทบิเอ่ยขึ้นช้าๆ พลางจับจ้องไปยังอิทาจิอย่างไม่วางตา จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นประกายความตกตะลึงที่ฉายวาบขึ้นในแววตาของอิทาจิเพียงชั่วพริบตา สีหน้าของฮิรุเซ็นจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะเล่าสถานการณ์ที่เหลือทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

“เข้าใจแล้วขอรับท่านโฮคาเงะและที่ปรึกษาทั้งสาม เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการเถอะ ข้ารับรองว่าจะจับกุมมันหรือไม่ก็สังหารมันทิ้งให้ได้อย่างแน่นอน” สายตาที่จับจ้องของซารุโทบิ ฮิรุเซ็น มีหรือที่คนอย่างอุจิวะ อิทาจิจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความอย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะเอ่ยปากรับประกันอย่างหนักแน่น

อันที่จริงแล้วตัวเขากับคนที่อ้างตัวว่าเป็นอุจิวะ มาดาระ ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีอะไรต่อกัน ที่เขายอมตกลงจะเข้าร่วมองค์กรของอีกฝ่ายหลังจากคืนล้างตระกูล ก็เป็นเพียงภารกิจลับที่ได้รับมาจากโฮคาเงะเท่านั้น ในเมื่อตอนนี้ท่านโฮคาเงะได้เอ่ยปากสั่งการโดยตรงแล้ว ภารกิจลับที่ว่านั่นก็ย่อมถือว่าเป็นโมฆะไปโดยปริยาย

สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือการให้ความร่วมมือกับท่านโฮคาเงะและที่ปรึกษาทั้งสาม ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด และกำจัดเจ้าตัวปัญหาที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตระกูลอุจิวะแต่กลับเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อโคโนฮะให้สิ้นซากต่างหาก



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 11 มติจากห้องทำงานโฮคาเงะ

ตอนถัดไป